กล้วยหิน กล้วยเนื้อแน่น

25 มกราคม 2557 ไม้ผล 0

เหตุที่ชื่อว่า“กล้วยหิน”เพราะกล้วยหินมีเนื้อแน่น เหนียวกว่ากล้วยอื่นๆ แต่ผู้เฒ่าหลายคนบอกว่า กล้วยหินที่พบครั้งแรก มักจะขึ้นบริเวณกรวดหิน 2 ฝั่งลำแม่น้ำปัตตานีซึ่งกล้วยอื่นไม่ชอบขึ้น จึงเรียกกล้วยชนิดนี้ว่า กล้วยหิน สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ นายประพาส เสริมคงอายุ 70 ปี อยู่บ้านบันนังบูโบ เลขที่ 8 หมู่ 3 ตำบลถ้ำทะลุ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นเกษตรกรทำสวนผลไม้ในเนื้อที่ปลูก 20 กว่าไร่ โดยปลูกโดยปลูกทุเรียน ลองกอง มังคุด และแซมด้วยกล้วยหินได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ท่านเล่าให้ฟังว่า เคยเห็นกล้วยหินที่มีใบใหญ่ หนา และเขียว มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ 2488 เจริญงอกงามดีในบริเวณหมู่บ้านเรือขุด อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ทางไปเขื่อนบางลาง ในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นเหมืองร้าง (เหมืองแร่ดีบุก) มีลำธารสายใหญ่ หรือแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน พื้นดินมี จึงมีสภาพจึงมีสภาพเป็นกรวดหิน และดินลูกรัง มีกล้วยชนิดนี้ขึ้นอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านเห็นว่ากล้วยชนิดนี้สามารถขึ้นได้ดีในสภาพกรวดหินจึงเรียกว่า “กล้วยหิน” และเรียกชื่อนี้กันมาจนถึงปัจจุบัน

klayhinkers

ลักษณ์ของกล้วยหิน
กล้วยหิน มีลักษณะคล้ายกล้วยน้ำว้า ต้นใหญ่ โคนต้นวัดโดยรอบประมาณ 70 เซนติเมตร
สูง 3.5 – 5 เมตร กาบด้านนอกสีเขียวนวล ก้านใบค่อนข้างสั้นร่อง ใบเปิด ใบกว้าง 40 – 50
เซนติเมตร ยาว 1.5 เมตร ปลีรูปร่างค่อนข้างป้อมสั้น รูปร่างคล้ายดอกบัวตูม ด้านนอกของปลีเป็น
สีแดงอมม่วง ด้านในสีแดง เมื่อกาบเปิด จะไม่ม้วนงอ กล้วยหินแต่ละต้นมีผล 1 เครือ โดยจะออก
เครือเมื่อหน่ออายุประมาณ 8 เดือน และเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 12 เดือน หรือหลังจากออกเครือ
ประมาณ 4 เดือน เครือหนึ่ง มี 7–10 หวี หวีหนึ่งมี 15 – 20 ผล ผลเป็นรูปห้าเหลี่ยมเปลือกหนา
ค่อนข้างสมบูรณ์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 5 เซนติเมตร ยาว 8 – 12 เซนติเมตร ผลดิบเปลือก
สีเขียว เนื้อแข็ง เมื่อสุกเปลือกสีเหลือง เนื้อสีขาวอมเหลืองถึงเหลือง แน่นแข็ง ไม่ยุ่ย ปลายจุก
ป้าน เมื่อผลแก่จัดตัดมาเก็บไว้ได้นาน7 – 8 วัน การเรียง ตัวของผลเป็นระเบียบ มีช่องว่างเล็กน้อยอยู่ระหว่างหวีแต่ละหวี

klayhinplang klayhinple klayhinkear klayhinpon

ข้อดี / ลักษณะเด่นของกล้วยหิน

  1. เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินที่เป็นลูกรัง หรือดินกรวดหิน
  2. แตกกอเร็ว ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นาน เพราะกอหนึ่งมีหลายต้น
  3. ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ไม่ค่อยมีโรค แมลงระบาด จึงไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันศัตรูพืชแต่อย่างใด
  4. ผลของกล้วยหินมีเปลือกหนา จึงมีความบอบช้ำต่อการขนส่งน้อยกว่า
  5. ผลแก่เก็บได้นาน 7 – 8 วัน ก็ยังไม่เน่าเสีย
  6. ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ตั้งแต่รากจนถึงปลีและผลโดยเฉพาะผลมีรสชาดอร่อย แปรรูปได้หลายอย่าง
  7. ปลูกแซมในสวนผลไม้ เป็นร่มเงาได้ดีมาก ทำให้สวนผลไม้มีความชื้น ต้นไม้ผลที่เริ่มปลูกใหม่เจริญเติบโตได้ดีมากขึ้น
  8. ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี

การปลูกกล้วยหินในจังหวัดยะลา
เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกร่วม หรือเป็นพืชแซมในสวนผลไม้เพื่อเป็นร่มเงาและรักษาความชุ่มชื้นทำให้ไม้ผลที่ปลูกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกองฯลฯ มีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงกว่า จึงมีระยะปลูกและจำนวนต้นต่อไร่ ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับระยะปลูกของไม้ผลที่เป็นพืชหลัก ระยะลูกมีตั้งแต่ 4 x 4 เมตร ไปจนถึง 8 x 8 เมตร มีจำนวนต้นต่อไร่ ตั้งแต่ 25 ต้น ไปจนถึง 70 ต้น โดยใช้หน่ออายุ 3 – 4 เดือนปลูก เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกหลังจากปลูกไม้ผลแล้ว1ปี แต่ก็มีบ้างที่ปลูกกล้วยหินพร้อมกับปลูกไม้ผล โดยขุดหลุมขนาด 50 x 50เซนติเมตร ปลูกในมิถุนายน – กันยายน ซึ่งเป็นต้น ฤดูฝนและใช้พันธุ์กล้วยหินจากท้องถิ่นตนเอง โดยเลือกหน่อจากต้นที่ออกหวีมากและหวีใหญ่ปลูก หลังจากนั้นก็คอยตัดแต่งใบที่แห้งหักออก และตัดแต่งหน่อให้เหลือไว้กอละ 4 – 5 ต้น ตัดแต่งปีละ 2 ครั้ง ในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งกล้วยหินไม่มีโรคแมลงรบกวน จึงไม่มีการป้องกันกำจัดศัตรูพืช หลายรายที่ปลูกแล้ว ไม่ทำอะไรเลยไม่ตัดแต่งใบ ไม่ตัดแต่งหน่อ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ทุกอย่าง รอแต่เก็บเกี่ยวผลผลิต เรียกว่าปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวตลอดไป โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากกล้วยหินออกปลีประมาณ 4 เดือน โดยสังเกตใบล่างสุดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเหลี่ยมของผลกล้วยมนลักษณะเหลี่ยมไม่ชัดเจน เครือหนึ่งมี 7 – 10 หวี

klayhinsuan

การปลูกกล้วยหินของเกษตรกรในจังหวัดยะลามีความหลากหลายในวิธีการปฏิบัติ คนเก่าแก่
เขาทำมาอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่มีเทคโนโลยี หรือคำแนะนำที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ทำให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ มีความแตกต่างกันมากระหว่างเกษตรกรแต่ละรายและระหว่างพื้นที่ในตำบล/อำเภอ คำแนะนำต่อไปนี้เป็นการประมวลข้อมูลจากการศึกษาวิจัย และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆที่เกี่ยวกับการปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยหิน และปัจจัยอื่น ที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของกล้วยหิน อันจะส่งผลให้การผลิตกล้วยหินดีทั้งปริมาณ และคุณภาพปัจจัยดังกล่าว ประกอบด้วย.-

1. สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม
กล้วยหินเจริญเติบโตได้ดีและตกเครือตลอดทั้งปี ในสภาพอากาศแบบร้อนชื้น อุณหภูมิ 23–32 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 30 – 85 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ำฝนประมาณ 2,280 มิลลิเมตรต่อปี การกระจายตัวของฝนค่อนข้างดีมีจำนวนวันฝนตกประมาณ 135 วันต่อปี ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน – ปลายธันวาคม สภาพพื้นที่ที่มีลมพัดแรง จะทำให้ใบกล้วยฉีกขาดเป็นริ้วมีผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสง รวมไปถึงคุณภาพของผลผลิต กระแสลมแรงอาจทำ ให้ต้นกล้วยหินหักโค่นล้มลงได้โดยเฉพาะในช่วงที่กล้วยหินตกเครือ ส่วนลักษณะของดินที่กล้วยหินเจริญเติบโตได้ดีมีอยู่ 2 ชุด คือ

  • (1) กลุ่มชุดดินที่ 26 : มีเนื้อดินบนเป็นดินร่วน ดินร่วนปนดินเหนียว หรือดินร่วนปนดินทรายส่วนดินล่างเป็นพวกดินเหนียว สีของเนื้อดินเป็นสีน้ำตาล สีเหลือง หรือสีแดง ที่เกิดจากการสลายตัวของหินต้นกำเนิดชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร สภาพพื้นที่เป็นลักษณะลูกคลื่นจนถึงพื้นที่เนินเขา เป็นดินลึก มีความลาดชัน 5–20 %การระบายน้ำดีมีความอุดมสมบูรณ์ ตามธรรมชาติปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ ปฏิกิริยาดินเป็นกรดมีค่าความเป็นด่าง (pH) ประมาณ 4.5–5.5
  • (2) กลุ่มชุดดินที่ 53 : มีเนื้อดินบนเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนดินเหนียว ส่วนดินล่าง ในระดับความลึกระหว่าง 50 – 100 ซม. เป็นดินลูกรัง หรือดินปนเศษหินผุ ซึ่งเป็นพวกหินดินดาน สภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่น หรือเนินเขา มีความลาดชัน 5 – 20 % ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติค่อนข้างต่ำ ปฏิกิริยาดินเป็นกรดมีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง (pH) ประมาณ 5.0 – 5.5

2. ฤดูปลูก
พื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอจะปลูกกล้วยหินเมื่อไหร่ก็ได้แต่โดยทั่วไปเกษตรกรปลูกกล้วยหินโดยอาศัยน้ำฝน ฉะนั้นส่วนใหญ่จึงปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กันยายน และพบว่าเมื่อเกษตรกรปลูกในเดือนสิงหาคม – กันยายน มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูงมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ การปลูกในช่วงต้นฤดูฝนกล้วยหินจะตั้งตัวได้เร็วและแตกยอดอ่อนได้ภายในไม่เกิน 1 เดือน

3. การคัดเลือกพันธุ์
การคัดเลือกพันธุ์กล้วยหินพันธุ์ดีปลูกจะทำให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพมีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน พันธ์กล้วยหินที่เกษตรกรใช้ปลูก มี 2 ชนิด คือ

  • (1) ชนิดผลสีเขียวเข้ม มีเนื้อสีเหลือง เมื่อนำไปต้ม ปิ้ง เชื่อม หรือแปรรูป เป็นกล้วยหิน จะมีสีสวยชวนให้น่ารับประทาน อีกทั้งยังมีรสชาดหวานหอมเฉพาะตัว
  • (2) ชนิดผลสีเขียวอ่อน มีเนื้อออกสีขาวนวล นำไปทำเป็นอาหารได้เช่นเดียวกับชนิดแรก มีรสชาดหวานหอม เช่นเดียวกัน

สำหรับส่วนต่างๆ ของกล้วยหินที่ใช้ขยายพันธุ์มีตั้งแต่หน่อใบกว้าง หน่อใบแคบ หน่ออ่อน เหง้าและตาเหง้า แต่เกษตรกรนิยมปลูกด้วยหน่อที่มีอายุประมาณ 3 – 4 เดือน ซึ่งเป็นหน่อใบแคบ หรือ “หน่อดาบ” โดยคัดเลือกจากต้นกล้วยหินที่ให้ผลผลิตดี ผลใหญ่หวีดก

klayhinkla

4. การปลูก
โดยการขุดหลุมปลูกขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร ทั้งกว้าง ยาว และลึก ตากดินทิ้งไว้ 10 – 15 วัน จากนั้นจะใช้ปุ๋ยร๊อกฟอสเฟต หรือปุ๋ยหินแดง ครึ่งกิโลกรัมหรือใช้ปุ๋ยคอกเก่า จะเป็นมูลวัว มูลไก่หรือหรือปุ๋ยหมักอื่นๆ สัก 1 บุ้งกี๋ คลุกเคล้ากับดินที่ขุดไว้ปากหลุมกลบกลับคืนไปในหลุมพร้อมกับเอาหน่อกล้วยหินที่เตรียมไว้ลงปลูก โดยวางหน่อพันธุ์ลงหลุมให้ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร แล้วกลบดินที่เหลืออยู่ลงไปในหลุมให้เต็มปากหลุม กดให้แน่นพอสมควรและพูนดินบริเวณโคนต้นให้สูงขึ้นมากเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขัง ส่วนระยะปลูกตั้งแต่ 5 – 8 เมตร คือถ้าปลูกเป็นพืชเดียว ควรใช้ระยะระหว่างแถวและระหว่างต้น 5 – 6 เมตร แต่ถ้าปลูกแซมหรือร่วมกับไม้ผลก็ควรปลูกระหว่างแถว และระหว่างต้น 7 – 8 เมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น ก็จะใช้หน่อกล้วยหิน 25 – 64 หน่อต่อไร่โดยปลูกช่วงต้นฤดูฝน กล้วยหินก็จะเจริญเติบโตได้เร็วโดยไม่ต้องรดน้ำ ในกรณีที่มีพื้นที่ปลูกกล้วยหินเป็นที่ราบในฤดูฝนถ้าหากไม่จัดการให้น้ำระบายได้ดี พื้นที่อาจจะมีน้ำท่วมขัง ทำให้กล้วยหินรากเน่าตายได้ จึงควรปลูกแบบยกร่องก็จะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้

klayhinplee

5. การใส่ปุ๋ย
โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรปลูกกล้วยหินโดยไม่ใส่ปุ๋ยอาศัยธาตุอาหารจาก ดินในการออกดอกออกผล อีกส่วนหนึ่งก็คงจะได้ธาตุอาหารจากการใส่ปุ๋ยให้กับ ไม้ผลที่เป็นพืชหลักทำให้มีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 950 หวีต่อไร่ต่อปี ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก 3 บุ้งกี๋ต่อกอ จะได้ผลผลิต ประมาณ 1,200 หวีต่อไร่ต่อปี โดยใส่ก่อนหรือหลังฤดูฝน โดยวิธีขุดหลุมหรือหว่านบริเวณในทรงพุ่ม สำหรับกล้วยหินที่ปลูกใหม่ควรใส่ปุ๋ย เมื่อกล้วยอายุได้ประมาณ 5 – 6 เดือน

6. การตัดแต่งหน่อ
เนื่องจากกล้วยหินแตกหน่อจำนวนมากโดยจะเริ่มแทงหน่อใหม่เมื่อปลูกกล้วยหินได้ประมาณ 5 – 6 เดือน แต่ละกอไม่ควรไว้หน่อเกิน 4 ต้นเพราะถ้ามีหน่อมากจะทำให้กล้วยหินเครือเล็กลง จึงควรตัดแต่งหน่อปีละ 1 – 2 ครั้ง พร้อมกับตัดแต่งใบที่แห้งหักลงมาออกเสียด้วย โดยตัดแต่งพร้อมกับการใส่ปุ๋ยในช่วงก่อนหรือหลังฤดูฝน

7. การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูกล้วยหิน
กล้วยโดยทั่วไปมักจะมีโรคและแมลงระบาดทำลายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวด ล้อมหลายอย่าง เช่น

  • โรคตาพราย เกิดจากเชื้อรา ทำให้ใบเหลืองอย่างรวดเร็ว จนเหลืองทั่วใบ ส่วนใบอ่อนจะ เหลืองไหม ตายนึ่งบิดเป็นคลื่นใบจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่ระยะแรก ต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ติดเครือแล้วจะเหี่ยว ผลลีบเหล็กไม่สม่ำเสมอหรือแก่ก่อนกำหนดเนื้อ ฟ่ามซืด จึงควรตัดทำลายต้นที่เป็นโรคและเผาทิ้ง
  • โรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ใบอ่อนเหี่ยว และหักตรงก้านใบ อาการเหี่ยวจะระบาด อย่างรวดเร็ว หน่อกล้วยที่กำลังแตกยอดบิด แคระแกรนและตายในที่สุด อาการคล้ายโรคตาพราย แต่เมื่อตัดดูภายในลำต้นจะเป็นสีน้ำตาลแดง จึงควรใช้หน่อกล้วยที่ไม่เป็นโรคทำพันธุ์
  • โรคยอดม้วน เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีเพลี้ยเป็นพาหะนำเชื้อในระยะแรกๆ จะปรากฎรอย ขีดสีเขียวและจุดเล็กๆ ตามเส้นใบและก้านใบ ใบจะมีขนาดเล็กสีเหลืองและม้วนที่ปลายใบ อาจทำให้ ส่วนของปลี เครือเล็กใช้ประโยชน์ไม่ได้ ควรทำลายต้นที่เป็นโรค
  • โรคใบจุด ลักษณะใบจุดและแผลลามติดต่อกันทำให้เกิดอาการใบไหม้ ส่งผลให้มีหวีน้อยผล เล็กลง จึงควรตัดใบที่เป็นโรคไปเผาไฟ
  • หนอนกินใบ มักจะระบาดในช่วงหลังฤดูฝน ลักษณะเป็นตัวหนอนสีเขียว กัดกินใบ จึงควร หมั่นตรวจดูต้นกล้วยเป็นประจำหากพบตัวหนอนให้เก็บไปทำลาย

สำหรับการปลูกกล้วยหิน ไม่พบว่ามีการระบาดทำลายของโรค และแมลงดังกล่าวข้างต้นแต่ อย่างใด การปลูกกล้วยหินจึงลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการซื้อสารเคมี มาฉีดพ่นป้องกันรักษาโรคและแมลงศัตรูพืช

klayhinker

8. การเก็บเกี่ยวผลผลิต
หลังจากปลูกกล้วยหินประมาณ 8 เดือน ก็เริ่มออกปลี ดอกติดผลทีละหวีทยอยติดทุกวัน กาบปลีที่เปิดออกไม่ม้วนงอ ทำให้เห็นกล้วยหวีเล็ก ๆ ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและทยอยสุกจาก โคนเครือสู่ปลายเครือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ฉะนั้นการเก็บเกี่ยวกล้วยหิน ควรเก็บเกี่ยวหลัง จากกล้วยหินออกปลี – 4 เดือน เก็บเกี่ยวเครือที่แก่จัดสังเกตจากสีของผลเป็นสีเขียวเข้ม อาจจะมี จุดสีดำปนเหลือง จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี การปลูกกล้วยหินให้ได้ผลผลิตสูง กล้วยหินมีคุณภาพดี ผลโต เนื้อแน่นไม่ยุ่ย ไม่ติดเปลือก รสชาดอร่อยไม่มีสารเคมีตกค้าง ปลอดภัยต่อการบริโภคจำเป็น ต้องพิถีพิถัน ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูก สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมการคัดเลือกหน่อพันธุ์การ การปลูก และการปฏิบัติดูแลรักษารวมไปถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ในช่วงระยะที่เหมาะสมก็จะได้ผล ผลิตดีทั้งปริมาณ และคุณภาพตามที่ต้องการ

klayhins

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้ผล