กะพ้อ สานเครื่องใช้ในบ้าน

20 มกราคม 2558 ไม้พุ่มเตี้ย 0

ต้นกะพ้อ เป็นพืชตระกูลปาล์ม ชอบขึ้นอยู่ในป่าพรุ เป็นปาล์มที่แตกหน่อเป็นกอ แทงช่อดอกออกลูกสุกแดงทุกปี ในป่าธรรมชาติปัจจุบันเหลือน้อย กะพ้อใช้ประโยชน์จากใบ ยอดอ่อน มาห่อขนม ที่เรียกว่าต้มใบพ้อ และยังสามารถนำใบแก่มาใช้ประโยชน์ในการสานเครื่องใช้ในบ้าน เช่นทำหมวก ทำพัด

กะพ้อเป็นไม้ยืนต้นตระกูลปาล์มแตกหน่อเป็นกอรอบบริเวณโคนต้น ใบเดี่ยวรูปใบพัดเรียงเวียนโดยรอบลำต้น ก้านใบยาว ขอบก้านใบมีหนามแข็ง บางโค้ง ดอกช่อแตกจากยอดหรือซอกใบ ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 2 เมตร ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ผลสดแบบมีเนื้อ เมล็ดเดียว ผลแก่สีเขียว

kraporsuan

ชื่อสามัญ : Fan palm
ชื่อวิทยาศาสตร์ Licuala spinosa Thumn.
ตระกูล : PALMAE
ชื่อพื้นเมือง กะพ้อ (ภาคกลาง) ต้นพ้อ(ภาคใต้-พัทลุง)
ถิ่นกำเนิด : ทางภาคใต้ของไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ลักษณะ

  • ต้น ปาล์มลำต้นเตี้ยถึงขนาดกลาง สูง 3-4 ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-10 ซม. ลำต้นแตกหน่อเป็นกอแน่นมีรอยกาบใบที่หล่นไป
  • ใบ มีลักษณะคล้ายฝ่ามือ เรียงเวียนสลับ ใบรูปกลม กว้างยาวประมาณ 1 ม. ก้านใบยาว 0.8-1 ม. ก้านใบและกาบใบมีหนามเล็กๆ ห่างๆ ใบประกอบด้วยกลุ่มใบย่อย 17-21 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีใบย่อยติดกัน 2-3 ใบ ใบย่อยรูปแถบ กว้าง 5-6 ซม. ยาวประมาณ 55 ซม. โคนสอบ ปลายตัด บางใบเว้าเป็นหางปลา ใบย่อยไม่มีก้าน ออกเป็นกลุ่มชิดกันที่ปลายก้านใบ ใบย่อยกลางเป็นแฉกลึก 3 แฉก
  • ดอก ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ห้อยลง ยาวประมาณ 2 ม. แยกแขนงเป็นช่อดอกย่อย 3-4 ช่อ ช่อดอกย่อยออกเป็นระยะห่างๆ กัน 15-27 ซม. ยาวประมาณ 30 ซม. มีกาบเป็นหลอดยาว ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม 2-3 ดอก ก้านดอกสั้นมาก ใบประดับรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย ปลายตัดสั้นมาก ดอกสีขาว กลีบดอกยาวกว่ากลีบเลี้ยง เกสรเพศผู้ 6 อัน เกสรเพศเมียเล็กมาก
  • ฝัก/ผล รูปรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. ผลแก่สีแดง มี 1 เมล็ด ขนาด 10-12 มม. เมล็ด กลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.

kraporb kraporbai krapors

ประเภทของใบกะพ้อ
มี 3 ประเภท คือ ใบกะพ้อแดง ใบกะพ้อเขียว และใบกะพ้อขาว หรือกะพ้อสี่สิบ

กะพ้อแดง
ชื่อท้องถิ่น : “พ้อพรุ” กะพ้อแดง เป็นพืชพวกปาล์ม แตกหน่อขึ้นรวมกันเป็นหมู่ใหญ่ในป่าพรุ ลำต้นสูง 3-5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ใบ เป็นใบประกอบรูปฝ่ามือเรียงเวียนสลับ แผ่นใบค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 100-150 เซนติเมตร สีเขียวมีใบย่อยมาก ก้านใบสีเหลืองส้มยาว 100-200 เซนติเมตร ขอบก้านมีหนามงอสั้นๆยาว 1-3 เซนติเมตร เรียงเป็นระเบียบจากใหญ่ไปหาเล็ก ช่อดอก เป็นช่อแยกแขนงกาบหุ้มช่อดอกรูปห่อ 3-5 กาบ ดอกสีขาวแก้มเขียว รังไข่แยกกัน 3 อัน ผล กลมสีแดงถึงดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร

กะพ้อเขียว
ชื่อท้องถิ่น : “ขวน” กะพ้อเขียว ลักษณะคล้ายกะพ้อแดง ต่างกันที่ขึ้นตามที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ ลำธาร และชายขอบพรุ ด้านนอกก้านใบสีเขียวถึงเหลืองแกมเขียว หนามยาว 0.3-1 เซนติเมตร เรียงไม่เป็นระเบียบ ขนาดสั้นยาวเรียงปะปนกัน มีผลเดี่ยวในดอก

กะพ้อสี่สิบ
ชื่อท้องถิ่น : พ้อพรุ ขวน มีลักษณะที่เป็นลำต้นสูง มีความเหนี่ยวและยืดหยุ่น มีลำต้นผอมเหมาะที่จะนำมาทำเป็นด้านมีด จอบ เสียม ต้น เป็น ปาล์ม ลำต้นเตี้ย เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 4-6 เซนติเมตร สูง 4-6 เมตร ลำต้นแตกหน่อเป็น ใบ เป็นใบประกอบรูปฝ่ามือ กาบใบสีส้ม ขอบกาบใบ มี รกเป็นเส้นใยสี น้ำตาลดำหุ้มลำต้น และมีลิ้นใบสี น้ำตาลแดงยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ก้านใบสีเหลืองส้ม ยาว 1-3 เมตร ที่ขอบมีหนามสั้นๆ แผ่นใบสีเขียวค่อนข้างกลม ขนาด 1 x 1เมตร มีใบย่อย 8-12 ใบ

kraportona kraporton

ประโยชน์
ยอดอ่อน(หัวพ้อ) ใช้ประกอบอาหาร ทำแกงเลียง แกงส้ม ต้มจิ้มน้ำพริก ใบอ่อนใช้ห่อข้าวเหนียวเป็นขนมต้ม(ช่วงลากพระ-ออกพรรษา) ใช้ทำพัด(พัดใบพ้อ) ก้านใบใช้ทำตอกมัดกล้าข้าวหน้าดำนา ใช้ทำเสื่อ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ สรรพคุณด้านสมุนไพร ใช้ยอดอ่อนเป็นส่วนผสมของยาสมุนไพรแก้สะดืออักเสบในลูกวัว (ใช้ยาฉุน 2 ขีด ปูนแดงกินกับหมาก 1ขีด ยอดอ่อนกะพ้อ 2 ขีด น้ำสะอาดพอประมาณไม่เปียกหรือแห้งเกินไป –เจ้าของภูมิปัญญานี้ชื่อนายปฏิวัติ ไกรบำรุง อยู่หมู่ที่ 4 ต.บางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร)

kraporhor kraporkanom

กะพ้อเจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้งสามารถปลูกในสนามหญ้าเพื่อให้มันแตกกอเป็นพุ่มหรือจะทำเป็นสวนหย่อมก็ได้

  • แสง : ชอบแสงแดดจัด
  • น้ำ : ต้องการปริมาณน้ำพอสมควร
  • ดิน : ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริฐเติบโตได้ดีในดินร่วน
  • ปุ๋ย : ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบริเวณโคนต้น ปีละ 2 ครั้ง
  • การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด และแยกหน่อ
  • โรคและแมลง : ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้พุ่มเตี้ย