กากถั่วเหลือง แหล่งโปรตีนจากพืช

14 ตุลาคม 2558 สัตว์ 0

กากถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพสูงสุด มีกรดอะมิโนจำเป็นหลายตัว แต่มี Cystine และ Methionine ในระดับต่ำโดยเฉพาะ Methionine มีน้อยมากจึงถูกจัดเป็น Firstlimiting amino acid เม็ดถั่วเหลืองมีโปรตีนประมาณ 38% ไขมัน 16 –21 % แต่เมื่อสกัดเอาน้ำมันออกแล้วจะมีโปรตีนเฉลี่ย 44%อาจถึง 50% ขึ้นอยู่กับวิธีสกัดน้ำมันและขนาดของเมล็ด ในทางการค้าได้แบ่งออกเป็น 2 เกรด คือกากถั่วเหลือง 44 % และ 48% กากถั่วเหลือง 44 % เป็นกากถั่วเหลืองที่มีเปลือกผสมอยู่ด้วย ส่วน กากถั่วเหลือง 48 % คือกากถั่วเหลืองที่กระเทาะเอาเปลือกออก ไม่มีส่วนของเปลือกปนมาเลย ถั่วเหลืองดิบมีสารพิษอยู่มาก มีทั้งสารที่เป็นตัวกระตุ้น และแก่งแย่ง รวมทั้งสารที่ทำให้เกิด การแพ้บวม(Allergenic) สาร Goitrogenic และสารต้านการจับตัวเป็นก้อน และที่สำคัญคือ Trypsin inhibitor ดังนั้นในกรณีของถั่วเหลือง จึงพบว่าถั่วเหลืองที่โดนความร้อนจะมีคุณค่าของโภชนะสูงกว่าถั่วดิบ แต่หากความร้อนที่ให้สูงเกินไปจะทำให้คุณค่าของโภชนะเสียได้โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ได้ของ Lysine และ Arginine ลดลง

kagproteensa

กากถั่วเหลืองเป็นผลพลอยได้จากโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลือง และผลพลอยได้จากเมล็ดถั่วเหลืองที่นำมาเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งมีดังนี้

  1. กากถั่วเหลืองบด (Ground Soybean) คือ ถั่วเหลืองบดทั้งเมล็ดโดยไม่สกัดเอาน้ำมันออก
  2. ถั่วเหลืองบดทั้งต้น (Ground Soybean hay) คือต้นถั่วเหลืองบดทั้งใบ ลำต้น และเมล็ด ซึ่งไม่มีพืชชนิดอื่นหรือวัชพืชปะปนเลย และมีปริมาณของเยื่อใยจะต้องไม่เกินมาตรฐานสินค้าที่กำหนดไว้ในแต่ละประเภท
  3. เปลือกถั่วเหลือง (Soybean Hulls) ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเปลือกชั้นนอกสุดของเมล็ดถั่วเหลือง
  4. กากถั่วเหลืองซึ่งได้จากการสกัดน้ำมันด้วยการหีบหรืออัด (Soybean Meal , Mechanical extracted) คือกากถั่วเหลืองที่ได้จากการสกัดน้ำมันโดยวิธีหีบอัดทางกายภาพ วิธีจะต้องใช้ความร้อนในกรรมวิธีในการผลิต ผลพลอยได้ชนิดนี้จะต้องไม่มีสารพิษหรือสารอื่นใดเจือปนอยู่เกินกว่า 0.5 % และมีปริมาณของเยื่อใยจะต้องไม่เกินมาตรฐานสินค้าที่กำหนดไว้ในแต่ละประเทศ
  5. กากถั่วเหลืองซึ่งได้จากการสกัดน้ำมันด้วยสารละลายอินทรีย์ (Soybean Meal , Solvent Extracted) คือกากถั่วเหลืองที่ได้จากการสกัดน้ำมันโดยวิธีสกัดโดยสารละลายอินทรีย์ วิธีการนี้จะต้องใช้ความร้อนในกรรมวิธีการผลิตเช่นกัน ผลพลอยได้ชนิดนี้จะต้องไม่มีสารพิษหรือสารอื่นใดเจือปนและมีปริมาณของเยื่อใยจะต้องไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้
  6. กากถั่วเหลืองที่กระเทาะเอาเปลือกนอกออกและสกัดด้วยสารละลายอินทรีย์ (Soybean Meal , Dehulled , Solvent Extracted) คือกากถั่วเหลืองที่ได้จากการสกัดน้ำมันจากเมล็ดถัวเหลืองที่เอาเปลือกนอกออกแล้วโดยใช้สารละลายอินทรีย์สกัดเช่นกัน วิธีนี้ต้องใช้ความร้อนในกรรมวิธีการผลิตและต้องไม่มีสิ่งเจือปนตลอดจนปริมาณเยื่อใยไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้
  7. ซอยบีนมิลล์ฟีด (Soybean Mill Feed ) เป็นผลพลอยได้จากเปลือกนอกของเมล็ดถั่วเหลือง และส่วนหางของเมล็ดถั่วเหลืองจากเครื่องบดถั่วเหลืองจากอุตสาหกรรมการทำแป้งถั่วเหลือง ปริมาณโปรตีนและเยื่อใยจะต้องตรงตามมาตรฐานที่แต่ละประเทศกำหนดไว้
  8. ซอยบีนมิลล์รัน (Soybean Mill Run) คือเปลือกนอกและเนื้อถั่วเหลืองที่ติดมาด้วยกับเปลือก ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำกากถั่วเหลืองชนิดที่กระเทาะเอาเปลือกออกแล้วสกัดด้วยสารละลาย
  9. ถั่วเหลืองนึ่งหรืออบ (Heat Processed Soybean) คือการเอาถั่วเหลืองทั้งเมล็ดมานึ่ง อบ คั่ว ทั้งเมล็ดแล้วอาจนำมาบดอัดเป็นเม็ด ทำเป็นเกล็ด หรือเป็นผงก็ได้ และมักขายในราคาตามปริมาณโปรตีนของผลผลิต
  10. กราวด์เอ็ดทรูเด็ด โฮล ซอยบีน (Ground Extruded whole Soybean) คือ ผลที่ได้จากการนำเอาเมล็ดถั่วเหลืองทั้งเมล็ดไปอบด้วยไอน้ำ แล้วอัดผ่านเครื่องอัดแรงดันสูง(extruder) เพื่อให้เกิด friction heat ผลที่ได้มักจะขายราคาตามปริมาณโปรตีนของผลผลิต

kagproteentamkagproteens kagproteenhang

ส่วนประกอบทางเคมี กากถั่วเหลือง
ส่วนประกอบ (%)

  • ความชื้น 10
  • โปรตีน 44
  • ไขมัน 1
  • เยื่อใย 7.0
  • เถ้า 6.0
  • แคลเซียม 0.25
  • ฟอสฟอรัสใช้ประโยชน์ได้ 0.20

พลังงานใช้ประโยชน์ได้ ( กิโลแคลอรี่/กก. )

  • ในสุกร 2,825
  • ในสัตว์ปีก 2,280

kagproteenbod

กรดอะมิโน (%)

  • ไลซีน 2.73
  • เมทไธโอนีน 0.59
  • เมทไธโอนีน + ซีสตีน 1.26
  • ทริปโตเฟน 0.59
  • ทรีโอนีน 1.72
  • ไอโซลูซีน 2.17
  • อาร์จินีน 3.18
  • ลูซีน 3.39
  • เฟนิลอะลานีน+ไทโรซีน 3.82
  • อิสติดีน 1.11
  • เวลีน 2.24
  • ไกลซีน 1.83

การสังเกตความสุกดิบของกากถั่วเหลืองด้วยตาเปล่า

  1. กากถั่วเหลืองที่สุกไม่พอหรือดิบ กากจะซีด มีกลิ่นเหม็นเขียว
  2. กากถั่วเหลืองที่สุกพอดี จะมีสีน้ำตาลอ่อนกลิ่นหอม
  3. กากถั่วเหลืองที่สุกมากเกินไปซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ จะมีสีคล้ำกว่า มีกลิ่นเหม็นไหม้

kagproteensod

ข้อสังเกตการใช้กากถั่วเหลือง

  1. ถ้าเป็นกากถั่วเหลืองชนิดอัดน้ำมัน(Expeller process)จะเก็บได้ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถ้าเป็นชนิดสกัดน้ำมัน(Solvent extracted)จะเก็บได้นานเกิน 2 เดือน แต่แมลงจะรบกวนมาก
  2. ถ้ากากถั่วเหลืองไม่สุกจริงจะมีสาร Trypsin inhibitor ตกค้างอยู่ สัตว์ที่ได้รับจะมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ หรือชงักการเจริญเติบโต
  3. ถั่วเหลืองดิบจะมีเอนไซม์ยูรีเอส ซึ่งจะย่อยโปรตีนในถั่วให้สลายไปเรื่อยๆ หากถั่วนั้นเก็บไว้นานเปอร์เซ็นต์โปรตีนจะลดลง และคุณภาพโปรตีนจะลดลงด้วย
  4. การใช้กากถั่วเหลืองผสมในอาหารสัตว์ควรเสริมกรดอะมิโน Methionine Cystine (Threonine Valine และ Tyrosine) ลงไปด้วยจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น กรดอะมิโนอีก 3 ตัวที่อยู่ในวงเล็บ ทดลองได้ผลดีในหนู
  5. การใช้ในสัตว์กระเพาะเดี่ยว นอกจากระวังเรื่องการขาดกรดอะมิโนแล้ว ยังต้องระวังเรื่องการขาดไวตามินบีรวมอีกด้วย เพราะพบว่าถ้าไม่เสริมบีรวม(B-complex) ในสูตรอาหารแม่สุกรที่ใช้ SMB ลูกที่เกิดออกมาจะอ่อนแอทั้งคอก โตช้า แม่มีน้ำนมเลี้ยงลูกน้อย สุกรแก่ๆจะแสดงการเดินไม่ปกติ ไก่ไข่จะฟักออกน้อย ลูกไก่ไม่แข็งแรง มีลักษณะ Haemorrhages คล้ายการขาดไวตามินเค
  6. มีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ
  7. มี แคลเซียมต่ำ ฟอสฟอรัสสูง
  8. ในไทยมักพบว่ามีการปลอมปน SMBด้วย รำ ซังข้าวโพด ดิน หิน กากนุ่น กากฝ้าย จากการสังเกตพบว่า ถ้าปนด้วยรำ หรือซังข้าวโพดบด ปริมาณโปรตีนจะต่ำกว่าปกติ ปริมาณเถ้าจะเป็นปกติ ถ้าปนด้วย ดิน หิน ปริมาณโปรตีนจะลดน้อย แต่ปริมาณเถ้าจะเพิ่มขึ้นมากจนผิดสังเกต ถ้าปนด้วยกากเมล็ดพืชอื่นๆ สังเกตดูได้จากลักษณะของกาก เยื่อใย จากกล้อง Sterio จะมีลักษณะแตกต่างออกไป
  9. เม็ดถั่วเหลืองสุก (ไม่ได้สกัดน้ำมัน) ถ้าใช้ในสูตรอาหารสุกรเกิน 10% จะเกิด Soft pork
  10. ในสัตว์เคี้ยวเอื้องสามารถใช้ถั่วเหลืองดิบได้ และกากถั่วเหลืองที่ผ่านขบวนการ Expeller จะใช้ค่า Bypass protein (โปรตีนที่สามารถผ่านกระเพาะ 1, 2 , 3 ไปจนถึง 4 ได้โดยไม่ถูกย่อย แต่จะถูกย่อยในกระเพาะที่ 4 ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในปัจจุบัน) สูงกว่าของกากถั่วเหลืองที่ผ่านการสกัดน้ำมันด้วยสารเคมี
  11. นำถั่วเหลืองดิบผ่านความร้อนอุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 นาที เพื่อลดสารพิษลง อย่างไรก็ตามหากคั่วหรือผ่านความร้อนนานเกินไปจะทำให้กรดอะมิโนบางชนิดถูกทำลาย
  12. เมื่อต้องการนำถั่วเหลืองไม่สกัดหรือไม่อัดน้ำมันมาเลี้ยงโคนม ต้องบดเสียก่อน เพื่อจะได้ย่อยมากขึ้น และนอกจากนั้นควรให้โคนมได้รับไวตามินเอ จากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เพราะในถั่วเหลืองมีไวตามินเอ ต่ำ กล่าวคือ ควรให้โคนมกินพืชอาหารสัตว์สดคุณภาพดีด้วย
  13. ในการใช้ถั่วเหลืองไม่สกัดไขมันผสมอาหารไก่ หากไม่ได้สกัดน้ำมันออกใช้ได้ในระดับร้อยละ 10 – 25 ในอาหารผง และ 10 –40 ในอาหารอัดเมล็ดแต่หากสกัดน้ำมันแล้วก็ใช้ได้ร้อยละ 10 –40 ในอาหารทั้งผงและอัดเม็ด โดยก่อนการผสมต้องบดให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อได้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น

กากถั่วเหลือง ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์
หลังจากเรียนรู้วิธีการทำฮอร์โมนถั่วเหลืองไปแล้ว หลายคนก็อาจเกิดคำถามว่าแล้วกากถั่วเหลืองที่เห็นแม่ค้าร้านน้ำเต้าหูเหลือทิ้งอยู่ทุกวันนั้น สามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยได้บ้างมั้ย คำตอบก็คือได้ค่ะ โดยมีทางเลือกมานำเสนอ 2 ทางดังต่อไปนี้

วิธีที่ 1 ทำง่ายๆโดยนำกากถั่วเหลืองที่เหลือทิ้งจากการทำน้ำเต้าหู้มาผสมน้ำ กวนใส่ในถัง แล้วนำไปรดผักได้เลย โดยแนะนำว่าเวลารดควรจะรดตรงบริเวณโคนต้น เพราะหากรดที่ใบอาจทำให้กากถั่วเหลืองไปเคลือบที่บริเวณใบทำให้พืชหายใจไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นหากน้ำปุ๋ยกากถั่วเหลืองนี้ราดไปถูกใบ ก็แนะนำให้ฉีดน้ำล้างที่ใบพืชด้วย ปุ๋ยน้ำกากถั่วเหลืองนี้จะช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี และแข็งแรง สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยยูเรียได้อย่างดีทีเดียว สิ่งสำคัญคือเมื่อนำกากถั่วเหลืองผสมกับน้ำแล้ว ควรใช้ให้หมดภายในวันนั้น เพราะหากทิ้งไว้จะส่งกลิ่นเหม็นมาก แต่ถ้ายังไม่ใช้หรือยังใช้ไม่หมด ก็แนะนำว่าให้เก็บไว้ในถุง รัดปากถุงให้สนิทก่อน วิธีนี้จะช่วยทำให้เราสามารถเก็บกากถั่วเหลืองไว้ใช้ได้นานถึงครึ่งเดือน
ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งของการทำวิธีนี้ก็คือ กากถั่วเหลืองที่รดลงไปบนดินนั้น เมื่อทิ้งไว้สักระยะก็จะจับตัวกันเป็นแผ่น แนะนำให้ลอกแผ่นกากถั่วเหลืองนี้มาขยำเป็นผง แล้วก็นำไปผสมดิน ผสมปุ๋ย เพื่อใช้ปลูกพืชอื่นๆได้อีก
ขอบคุณข้อมูลจากคุณสุวัฒน์ พึ่งบาง โครงการเกษตรโอเค

วิธีที่ 2 เป็นการนำกากถั่วเหลืองมาหมักเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อใช้บำรุงพืชผัก ส่วนผสมสำคัญที่ต้องใช้คือ

  • กากถั่วเหลือง 1 ส่วน
  • รำข้าว(ละเอียด) 1 ส่วน
  • ขี้วัว 1 ส่วน

kagproteenmag

สำหรับขั้นตอนการทำ คือให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ปรับความชื้นโดยใช้มือกำแรงๆ เมื่อคลายมือวัสดุจับตัวเป็นก้อนอยู่ ถือว่าใช้ได้ จากนั้นนำใส่ถุงปุ๋ย พับปากกระสอบออก(เปิดปากกระสอบ) วางผึ่งไว้ในที่ร่ม วัสดุหมักจะร้อน(อิอิ เหม็นมากด้วยค่ะ) ประมาณ 10 วันความร้อนหมดไป นำมาใช้โดยทุบให้ละเอียด โรยผสมลงไปในดิน หรือโรยรอบต้นผักค่ะ

ขอบคุณพี่แหม่มวิทยากรจาก สนง.เขตหลักสี่

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด สัตว์