การกำจัดวัชพืช ด้วยวิธีเขตกรรม

15 ธันวาคม 2557 วิชาเกษตรพึ่งตน 0

เมื่อวัชพืชเป็นศัตรูพืชปลูก จำเป็นต้องมีการกำจัด เพื่อให้ปริมาณวัชพืชลดลงหรือหมดไป และเพื่อให้การกำจัดหรือควบคุมนั้นมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักและทราบลักษณะทางพฤกษศาสตร์หรือวงชีพของวัชพืชนั้น ๆ เสียก่อน เช่น วัชพืชที่มีหัวและไม่มีหัวต้องเลือกใช้วิธีกำจัดหรือใช้ยาต่างกัน พืชใบแคบซึ่งส่วนใหญ่ หมายถึง หญ้า และกก นอกนั้นเป็นพืชใบกว้าง วัชพืชมีการสนองตอบต่อยากำจัดวัชพืชต่างกันด้วย เช่น สารเคมีพวกกรดซัลฟิวริก (sulphuric acid) จะกำจัดพืชใบกว้างชนิดที่เป็นไม้ล้มลุกอายุสั้นได้ ทั้งนี้เพราะว่าตาหรือยอดอ่อนไม่มีใบหุ้ม สารเคมีจะถูกตา ทำให้ตาหรือยอดอ่อนเสียไป ไม่เจริญเติบโต ส่วนพวกหญ้าและกก ซึ่งเป็นพืชใบแคบ ยอดอ่อนหรือตาถูกหุ้มด้วยกาบใบหลายชั้น สารเคมีเข้าถึงตาหรือยอดอ่อนได้ยาก หรือ ไม่ได้ จึงทำให้การกำจัดวัชพืชเหล่านี้ไม่ได้ผลดี นอกจากนี้แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงสภาพแวดล้อม และขนาดเนื้อที่ที่ทำการเพาะปลูกด้วย การกำจัดวัชพืชมีหลายวิธีดังนี้

การกำจัดวัชพืชด้วยวิธีเขตกรรม (cultural control)
เป็นวิธีการที่เกษตรกรทั่ว ๆ ไปปฏิบัติสืบกันมาแต่โบราณแต่ยังเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพแม้จนปัจจุบัน วิธีการเหล่านี้มีหลายอย่าง ได้แก่

1) การถอน เกษตรกรมักดายหญ้าต้นสูง ๆ ออก หรือที่เรียกว่า ทำรุ่น(เอาฮุน) โดยใช้มีด จอบ หรือเสียม หากวัชพืชต้นเล็กใช้การถอนออก ซึ่งเหมาะสำหรับสวนที่มีเนื้อที่น้อย ๆ และวัชพืชนั้นเพิ่งเริ่มงอก รากหยั่งดินยังไม่ลึก ถ้าเป็นวัชพืชที่มีอายุข้ามปี การใช้มือถอนจะทำให้รากขาด ถ้าทิ้งไว้รากจะงอกขึ้นมาใหม่ การถอนวัชพืชควรรดน้ำให้ดินแฉะเสียก่อนจะทำให้ถอนง่ายขึ้น เช่น หญ้าแห้วหมูที่ขึ้นแซมในแปลงผัก หากถอนเมื่อดินแข็งต้นมักขาด หัวยังคงอยู่ในดินสามารถงอกใหม่ได้ ควรรดน้ำเสียก่อน เวลาถอนหัวหญ้าแห้วหมูจะได้ติดมาด้วย การใช้มือถอนควรทำก่อนที่วัชพืชออกดอก ในแปลงนาถ้าพอมีน้ำขังบ้าง หรือมีความชื้นสูงเช่นหลังฝนตก ควรหมั่นตรวจดูแปลงนาและถอนหญ้าทิ้งเพราะดินจะอ่อนตัว สามารถถอนหญ้าขึ้นทั้งกอได้ง่าย

wachaphearton

2) การขุดโดยใช้มีด จอบ และเสียม เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือของเกษตรกรใช้ถางขุดทำลายวัชพืช ทำได้ตั้งแต่ไร่ขนาดเล็กถึงไร่ขนาดใหญ่ แต่ต้องมีแรงงานพอที่จะทำการขุดหรือถาง การใช้จอบหรือเสียม รากของวัชพืชจะถูกขุดขึ้นมาด้วย และถ้าตากดินทิ้งไว้รากจะแห้งตาย เช่น หญ้าแห้วหมู หญ้าคา ส่วนการถางหญ้านั้น เป็นเพียงตัดต้นวัชพืชเฉพาะส่วนที่อยู่บนดินเท่านั้น ส่วนที่อยู่ใต้ดินยังคงอยู่และจะแตกเป็นต้นใหม่อีกเมื่อได้รับความชื้น ดังนั้น ควรขุดหรือถางพื้นดิน แล้วเก็บวัชพืชทิ้ง ซึ่งเป็นวิธีทำลายวัชพืช และเป็นการพรวนดินให้แก่พืชที่ปลูกอีกด้วย สำหรับนาข้าวการกำจัดวัชพืชบนคันนาก็เป็นสิ่งจำเป็นเพราะถ้าปล่อยให้วัชพืชเติบโตจนออกดอก เมล็ดวัชพืชก็จะร่วงหล่นลงแปลงนาเป็นปัญหาต่อการทำนาอีกต่อไป

wachaphearmead

3) การใช้เครื่องมือทุ่นแรงในการเกษตร เช่น การใช้รถแทรกเตอร์ไถหรือพรวนดิน ก่อนลงมือปลูกพืช นอกจากเป็นการเตรียมดินแล้ว ยังทำให้จำนวนวัชพืชลดลงได้มาก รากวัชพืชบางชนิดหยั่งดินลึก การไถพรวนตื้นไม่สามารถกำจัดได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของดิน ถ้าดินแห้งไถพรวนได้ตื้น ถ้าดินชื้นไถพรวนได้ลึก สามารถไถได้ลึก 8 – 10 นิ้ว การไถดะ(ฮุดนา)ก่อนทำนาก็เป็นการกำจัดวัชพืชแบบเขตกรรมที่ทำสืบกันมา

wachapheartai

4) การใช้เครื่องตัดหญ้าหรือกรรไกรตัดหญ้า เป็นการทำให้วัชพืชต้นเตี้ยลง ยอดใบถูกทำลายไม่เจริญดีเท่าที่ควร หมั่นตัดอย่าให้วัชพืชเจริญเป็นต้นสูง มิฉะนั้นแล้ววัชพืชจะผลิตดอกออกผล ช่วยแพร่กระจายพันธุ์อีกด้วย ปัจจุบันมีเครื่องตัดหญ้าที่ทุนแรงคน ทำให้สะดวกสบายมากขึ้น แต่สำหรับคนรุ่นปู่ย่าตายายที่มีวิถีชีวิตแบบชาวนา จะมีเครื่องตัดหญ้าที่มีชีวิต ไม่ใช้น้ำมัน คือวัวควายที่เลี้ยงเพื่อใช้แรงงานในไร่นา โดยจะต้องคอยดูอยู่ใกล้ ๆ ไม่ให้กัดกินต้นข้าว

wachapheartad

5) การใช้น้ำขังให้ท่วมแปลง เป็นวิธีการกำจัดวัชพืชอีกวิธีหนึ่ง โดยการปล่อยน้ำให้ท่วมพื้นที่เป็นระยะเวลา 1-2 เดือน ซึ่งควรเป็นระยะเวลาว่างจากการเพาะปลูกพืชผลในฤดูแล้ง ข้อสำคัญต้องให้น้ำนั้นท่วมถึงยอดต้นวัชพืช ก่อนขังน้ำควรมีการไถพรวนดินเสียก่อน เป็นการทำลายต้นและเมล็ดวัชพืช ทำให้จำนวนวัชพืชลดลง หรือในทางตรงกันข้าม หากวัชพืชเป็นไม้น้ำเมื่อระบายน้ำออกจากแปลงต้นจะแห้งตาย

wachaphearnam

6) การให้ร่ม อาจจะใช้ฟาง แกลบ หรือกระดาษคลุมดิน เพื่อป้องกันมิให้ต้นวัชพืชได้รับแสงและจะตายไปในที่สุด ในต่างประเทศได้ใช้กระดาษคลุมดินแปลงอ้อยและสับปะรดกันมาก ปัจจุบันดัดแปลงเป็นแผ่นพลาสติกสีดำใช้คลุมดินเพื่อป้องกันวัชพืช ในประเทศไทยใช้ฟางข้าวและแกลบคลุมดิน นอกจากจะรักษาความชื้นของดินแล้ว ยังเป็นการกำจัดวัชพืชอีกด้วย เรายังพบการใช้ใบไม้คลุมแปลงสตรอว์เบอร์รี่ในเขตภาคเหนือ ที่เกษตรกรประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาและวัสดุท้องถิ่นมาคลุมแปลงสตรอว์เบอร์รี่ขนาดพื้นที่หลายไร่อย่างมานะ เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดีและใบไม้เหล่านั้นเมื่อย่อยสลายก็จะกลายเป็นปุ๋ยในดินต่อไป

wachaphearhom

การกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิต
วิธีการนี้ได้จากประสบการณ์จากธรรมชาติ กล่าวคือ ต้นไม้ถูกรบกวนทำลายโดยศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ พืช สัตว์ แมลง และเชื้อโรค แต่มิใช่เป็นวิธีการที่สามารถกำจัดวัชพืชให้หมดสิ้นไป เพียงลดปริมาณลงเท่านั้น การกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิตจะได้ผลดี สำหรับวัชพืชชนิดเดียวที่ขึ้นหนาแน่นในพื้นที่มาก ๆ เช่น ในออสเตรเลียใช้แมลงกำจัดกระบองเพชร แมลงที่ปล่อยให้กัดกินต้นกระบองเพชร นำมาจากประเทศอาร์เจนตินา โดยเลี้ยงขยายพันธุ์ให้ได้จำนวนมาก แล้วจึงปล่อยในทุ่งกระบองเพชร แต่การจะนำแมลง หรือศัตรูชนิดใดเข้าประเทศเพื่อกำจัดวัชพืช ต้องคำนึงว่าศัตรูนั้น จะไม่ทำลายพืชเศรษฐกิจหรือพืชปลูก อเมริกาใช้สัตว์น้ำชนิดหนึ่ง เรียกว่า มานาที กำจัดผักตบชวาและวัชพืชน้ำอื่นๆ สัตว์ชนิดนี้กินพืชเป็นอาหาร และเลี้ยงปลาที่กินพืชเป็นอาหาร ในบ่อที่มีวัชพืชน้ำขึ้นหนาแน่น

ประเทศญี่ปุ่นได้มีการศึกษาค้นคว้าใช้กั้งน้ำจืด (tadpole shrimps) กำจัดวัชพืชในนาข้าว กั้งน้ำจืดจะใช้เท้ากวาดให้เมล็ดวัชพืชที่กำลังงอกลอยน้ำ รากไม่สามารถหยั่งดิน จึงไม่เจริญเติบโต ปัจจุบันอเมริกาเลี้ยงเชื้อราชนิดหนึ่งเป็นการค้า ราชนิดนี้สามารถกำจัดวัชพืชจำพวกโสนคางคก โดยรานี้ทำให้วัชพืช ดังกล่าวเป็นโรค ในฮาวายใช้ราที่ทำให้เกิดโรคใบเหี่ยวกำจัดวัชพืชจำพวกชุมเห็ดหรือขี้เหล็ก การปล่อยวัวควายกินหญ้าในสวนมะพร้าวหรือสวนยาง ก็เป็นการกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิตวิธีหนึ่ง

การกำจัดวัชพืชโดยสิ่งมีชีวิต มิได้หมายถึง การใช้สัตว์ แมลง หรือเชื้อโรคเท่านั้น ยังรวมไปถึงพืชด้วย โดยเลือกปลูกพืชที่เติบโตเร็วกว่าวัชพืช หรือที่เรียกว่า พืชคลุมดิน นิยมใช้พืชตระกูลถั่ว ซึ่งมีใบใหญ่เจริญเติบโตเร็ว และเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน เช่น เซนโทรซีมา (centrosema pubescens) หรือปลูกพืชเศรษฐกิจสลับชนิดกัน เช่น ปลูกข้าวสลับกับการปลูกถั่ว การกระทำดังกล่าวจะช่วยลดปริมาณ และทำให้การกำจัดวัชพืชสะดวกได้ผลดีขึ้น

การกำจัดโดยใช้สารกำจัดวัชพืช เป็นวิธีการแพร่หลายมากในปัจจุบัน เพราะเป็นการกำจัดวัชพืชที่ได้ผล ยิ่งที่ทำการเพาะปลูกมาก ๆ การใช้แรงงานคนนั้นช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ สิ้นเปลืองมากกว่าใช้สารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่ค่าแรงแพงและหายากจะเป็นปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง วิธีกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมี เริ่มตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีการนำเอาสารเคมีทูโฟดี (dicchlorophenoxy acetic acid) มาใช้ ปรากฏว่า ในอัตราส่วนต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็นอันตรายต่อหญ้า แต่จะทำให้พืชใบกว้างไม่เจริญเติบโตหรือตายได้ ดังนั้น จึงนิยมใช้สารเคมีชนิดนี้กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกข้าว ข้าวโพด และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ การที่สารกำจัดวัชพืชสามารถทำลายวัชพืชและไม่ทำลายพืชปลูก เรียกว่า สารชนิดนั้นมีความสามารถในการเลือกทำลาย (selectivity of herbicides) ส่วนสารที่ทำลายทั้งวัชพืชและพืชปลูก เรียกว่า สารชนิดนั้นไม่เลือกทำลาย (non selective herbicide) จากนั้นได้มีการคิดค้นหาสารเคมีอื่น ๆ หรือใช้สารเคมีหลาย ๆ ชนิดผสมกัน เพื่อใช้กำจัดวัชพืชใบแคบหรือกำจัดพืชยืนต้น จนกระทั่งปัจจุบันการกำจัดวัชพืชมีหลายชนิด แต่ละชนิดเป็นอันตรายต่อพืช คน และสัตว์ ซึ่งอันตรายที่ได้รับจะมากแค่ไหนย่อมขึ้นอยู่กับความมากน้อยหรือความเข้มข้นของสารเคมีนั้น ๆ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

ที่มา
ข้าวโรงเรียนนอกกะลา วิถีฅน-วิถีข้าว จากผืนดินจนอิ่มท้อง
http://lpmp-riceschool.blogspot.com

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด วิชาเกษตรพึ่งตน