จักรภฤต บรรเจิดกิจ ปราชญ์ชาวบ้านผู้ใช้ศรัทธาคู่ปัญญา

จักรภฤต เกิดในครอบครัวชาวนาที่มีลูกถึง 10 คน แม้จะหาเลี้ยงชีพด้วยการทำกสิกรรม แต่พ่อแม่ก็สามารถส่งลูกๆ เรียนจบปริญญา ถึง 6 คน แต่โชคไม่ดีเมื่อถึงเขา ทางบ้านกลับประสบปัญหาภัยธรรมชาติ และโรคระบาดเกี่ยวกับข้าว จึงทำให้เขาไม่สามารถเรียนจบปริญญาเหมือนพี่ๆ ได้ เพราะเมื่อประสบปัญหาครอบครัวก็กลายเป็นหนี้ แต่กระนั้นด้วยใจรักเกษตรกรรม จึงทำให้นายจักรภฤตตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะพัฒนาระบบการทำนาให้เจริญรุ่งเรืองกว่าที่เป็นอยู่ให้ได้

เริ่มจาก “ทำงานด้านอาสาสมัครของพิจิตร ตั้งแต่อายุ 20 จึงมีโอกาสเจอครูบาอาจารย์ที่เก่งๆ ด้านข้าวหลายท่าน จึงได้เรียนรู้เรื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบข้าวกล้อง ได้แนวคิดของการทำนาเกษตรอินทรีย์ และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเรื่องของการจัดกระบวนการฝึกอบรม ผมก็มุ่งศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง

“แล้วผมก็รวมกลุ่มกันตั้งเครือข่ายกลุ่มแสงตะวัน ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์โดยไม่ต้องพึ่งใคร พึ่งพาตนเองอย่างเดียว กระทั่งปี 47 ผมได้รับโอกาส ให้เข้ารับฝึกอบรม เรื่องการสื่อสารกับพลังธรรมชาติ เพราะมีความสงสัยว่าทำไมชาวนาถึงเปลี่ยนไม่ได้ทั้งๆ ที่มีชาวนาท่านอื่นๆ ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์แล้วประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างที่ดีอยู่แล้ว แล้วทำไมไม่มีคนเปลี่ยนไปทำตามแบบอย่าง ก็ต้องหาคนสักคนหนึ่งในโลกนี้มาคุยกับแม่โพสพซะเลย

jakritb

“แล้วเราก็ค้นพบคุณโดโรธี แม็คเคลน ที่อยู่สก็อตแลนด์ เขาสามารถสื่อสารกับเทพกะหล่ำปลี และสามารถปลูกกะหล่ำปลีหัวละ 7 – 8 กิโลฯ ได้ ภายในพื้นที่เขตดินทราย จนได้ลงกินเนสบุ๊ค จึงมีความน่าเชื่อถือในระดับสูง แล้วเราก็เลยเชิญเขามาเมืองไทย เมื่อปี 47 หวังว่าความเชื่อทางวิญญาณทำให้เกษตรกรไทยเปลี่ยนได้บ้าง ปรากฏว่า…

“ได้ผลครับ สามารถเปลี่ยนคนได้เร็วขึ้น”

หลังจากที่ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางการสื่อสารกับพลังธรรมชาติ แล้วนายจักรภฤตก็ได้ศึกษา และฝึกฝนอยู่พอสมควรจนกระทั่งเข้าใจมัน หลังจากนั้นปี 2549 เขาได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อกลับมาได้ตั้งมั่นว่า จะนำความรู้เหล่านี้พัฒนาบ้านเมือง เพื่อในหลวง เขาได้สืบค้นหาตำบลที่พระองค์เคยเสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดพิจิตร จึงได้มาตั้งศูนย์อบรมกันขึ้นยัง ต.หนองโสน อ.สามง่าม โดยได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาสวัดป่าพรมวิหาร ศูนย์อบรมเป็นรูปเป็นร่างใช้งานได้ตั้งแต่ปี 2550 กระทั่งถึงปี 2551 นายจักรภฤตก็ได้รับเสนอชื่อเป็นปราชญ์ชาวบ้าน แต่เมื่อถึงปี 2552 เขาถูกชาวบ้านท้าว่า ถ้าแน่จริงก็อย่าอยู่วัด ไปอยู่ในพื้นที่ของตัวเองสิ เพราะถ้าอยู่วัดใครๆ ก็อยู่ได้ ทำได้ เขาจึงย้ายศูนย์อบรมไปที่ ต.หนองปลาไหล อ.วังทรายพูน ซึ่งเป็นที่ของเขาเอง เพื่อพิสูจน์ว่า สิ่งที่เขาทำพึ่งตนเองได้

ระหว่างที่ตั้งศูนย์อยู่ในวัดป่าพรมวิหาร เขามีความสงสัยว่า น่าจะมีจุลินทรีย์อื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าน้ำจุลีนทรีย์ทั่วไปที่กรมพัฒนาที่ดินแจก หรือน้ำจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้ว กระทั่งวันหนึ่งเขาได้ค้นพบอะไรบางอย่าง

“ในวัดป่าพรมวิหาร มีต้นไม้เยอะมาก เห็ดโคนก็เยอะ ผมก็สงสัยว่าทำไมเห็ดโคนมันขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็เลยนั่งสมาธิอยู่ในวัด วันนั้นตรงกับวันแม่แห่งชาติพอดี ผมได้คำตอบจากธรรมชาติว่า มันมีอยู่ในป่านี้แหละ ผมจึงลุกขึ้นไปขุดดู ปรากฏว่า ผมเจอจาวปลวก ในนั้นมีเห็ดโคนอยู่ ประมาณครึ่งกิโลฯ นี่แหละ แม่ธรณีละ เพราะในจาวปลวกมันมีเชื้อรา เยอะแยะไปหมดเลย แล้วจาวปลวกก็ทำให้เกิดเห็ดโคนป่า

“ผมจึงคิดว่าการจะขยายจุลินทรีย์มันต้องใช้รำละเอียดซึ่งมันยุ่งยาก ผมจึงลองเอาข้าวสุก คือแม่โพสพ มาคลุกกับจาวปลวกที่เป็นแม่ธรณี แล้วก็ไปใส่ในน้ำสะอาด คือ แม่คงคา ปรากฏว่าเกิดจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เยอะมาก แล้วมันง่าย ผมเลยเรียกว่าจุลินทรีย์จาวปลวก เพราะมีเทพ 3 องค์ อยู่ในนั้น”

สำหรับจุลินทรีย์จาวปลวก จักรภฤตบอกว่า เป็นตัวใหม่ที่เขาค้นพบเอง และยังไม่มีที่ไหนทำ ที่สำคัญประสิทธิภาพเหนือกว่าน้ำจุลินทรีย์ใดๆ ในโลกนี้

“โดยปกติชาวนาพิจิตรเผาฟางทิ้งตลอดเลย ขั้นตอนเผาฟางทิ้งเขาต้องปล่อยให้ฟางแห้งประมาณ 6 วัน ผมก็เอาจุลินทรีย์จาวปลวก ไปทดสอบกับฟางในนาข้าว ปรากฏว่าภายใน 6 วัน เละเลยครับ ฟางเละเลย เมื่อเทียบกับจุลินทรีย์ประเภทอื่น มันนานครับ 21 วัน บางทีก็ 1 เดือน เท่ากับว่าคำตอบที่ผมได้คือ มันเร็วกว่าวิธีเผาฟางทิ้งซะอีก

“แล้วจุลินทรีย์ปลวกสามารถไปสลายฟอสฟอรัสในดินได้ เพราะดินในแปลงนาใช้สารเคมี พวก NPK มาเยอะมาก แล้วสารเคมีก็ทำลายดิน มีพวกฟอสเฟตตกค้างเยอะมาก จะไปหาเชื้อรามาย่อยสลายยากมากครับ แต่มันมีอยู่ในจาวปลวกครับ ผมเอาไปใส่ในข้าวนะ โอ้โห! ข้าวงามจังเลย ข้าวงาม ต้นไม้งาม

“นอกจากนี้จุลินทรีย์จาวปลวก เราใช้ข้าวสุกเป็นอาหารของมัน ซึ่งมีฮอร์โมนรสจืด เมื่อไปฉีดต้นข้าวเนี่ย ทำให้ข้าวที่เป็นโรคใบขาวหาย แล้วข้าวที่โดนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลาย เป็นโรคฉีดไป ปรากฏว่า ยอดข้าวพุ่งขึ้นมาทันทีครับ สามารถที่จะออกรวงได้เลย”

หลังจากนั้นปี 2553 จักรภฤตได้รวมกลุ่มกันตั้งโรงเรียนชาวนาขึ้นที่ ต.หัวดง อ.วังทรายพูน รับสอนผู้ที่สนใจทำนาในแบบของเขา เขาบอกอย่างภูมิใจว่า

“ในโรงเรียนของผม ขนาดคนที่ไม่เคยทำนามาก่อน ก็ยังทำนาแล้วมีกำไรเลยครับ ผมก็เลยคุยกันว่า ถ้าชาวนาทำนาแล้วมีกำไรทุกคน เศรษฐกิจไทยนี่ โอ้โห! สบายเลย”

เมื่อค้นพบวิธีต่างๆ และลงมือทดลองด้วยตัวเองแล้ว เขาได้มอบความรู้เหล่านี้เป็นวิทยาทานด้วยจิตสาธารณะเสมอ กระทั่งถึงกับเอ่ยปากแช่ง ถ้าใครเอาองค์ความรู้เหล่านี้ไปขายต่อ นายจักรภฤต บอกถึงวิธีการทำจุลินทรีย์จาวปลวกที่แสนง่ายว่า

jakritpuy

“ใช้จาวปลวกประมาณ 1 ลิตร หรือครึ่งกิโลฯ ถ้าเราจะเอาปริมาณมาก ก็ใช้น้ำสัก 200 ลิตร ข้าวประมาน 5 – 6 ลิตรหุงให้สุก แช่รวมกันถังพลาสติกที่มีน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน แล้วปิดฝาให้สนิท ก็จะได้จุลินทรีย์จาวปลวก 200 ลิตรเลย ทิ้งไว้ 7 วันจะเห็นเป็นฟองขาวๆ

“ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องขุดจาวปลวกแล้วครับ เอาจุลินทรีย์จาวปลวกที่มีอยู่ ใส่ข้าวสุก ใส่น้ำ ได้เลย จะขยายต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขุดจาวปลวกใหม่

“ตอนขุดก็ ขอเขาดีๆ ทำขันธ์ 5 น้ำ 1 แก้ว จุดธูป 21 ดอก บอกแม่ธรณี ว่า ข้าฯ แต่พญาปลวกทั้งหลาย ข้าพเจ้าขออนุญาตเอาจาวปลวกไปทำจุลินทรีย์ เพื่อประโยชน์แก่การกสิกรรม แค่นี้ครับ”

วิธีที่นายจักรภฤตทำ ใช่ว่าจะใช้ความเชื่อเพียงอย่างเดียว เขาเริ่มจากการสังเกต แล้วทดลอง และสอบถามผู้รู้ เรียกได้ว่าเป็นระบบอย่างวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ อย่างสาเหตุที่ว่า ทำไมจุลินทรีย์จาวปลวกถึงสลายฟางได้เร็วกว่า เขาเอาคำถามนี้ไปถามอาจารย์ผู้รู้ ได้รับคำตอบมาว่า เพราะในจุลินทรย์จาวปลวก มีโปรโตซัวที่สามารถย่อยไม้แข็งๆ ได้อาศัยอยู่ แล้วนับประสาอะไรกับการย่อยฟางที่เป็นแค่ไฟเบอร์ เขาบอกวิธีการของเขาว่า

“ผมใช้ศรัทธา กับปัญญามาคู่กันครับ ปราชญ์ชาวบ้านทั่วไป เขาใช้ปัญญานำศรัทธา เอาแต่ความรู้ ส่วนผมเอาปัญญาคู่กับศรัทธา ผมมีศรัทธาสูงกับพระแม่โพสพ และวิธีนี้ก็จูงใจชาวบ้านได้ง่ายด้วย เพราะคนไทยมีพื้นฐานทางด้านศรัทธาอยู่แล้ว”

สำหรับมุมมองในการทำนาโดยใช้จุลินทรีย์จาวปลวกเข้าช่วยนายจักรภฤตกล่าวว่า

“การทำแบบเราโดยสร้างจุลินทรีย์ เป็นการสร้างชีวิต มันได้บุญ จุลินทรีย์นิดเดียว โห! มันมีบุญเป็น ร้อยๆ ล้านตัว ยิ่งทำจุลินทรีย์จาวปลวกในถัง 200 ลิตร ได้กี่พันกี่หมื่นล้านตัวละครับ ได้บุญเยอะครับ

“ยิ่งเราไม่เผาฟาง เอาปุ๋ยหมักไปให้กิน ยิ่ง ฮู! เป็นการสร้างบุญใหญ่เลย ส่งให้บุญหนุน พอบุญหนุนส่ง บาปผจญครับ เพราะมันเป็นนาบุญ

jakritact

“ชาวนาสมัยนี้บาปมากครับ คิดจะฆ่าอย่างเดียว ฆ่าจุลินทรีย์ ฆ่าหนอน ฆ่าหอย สารพัดจะฆ่า รวมทั้งที่ไม่ตั้งใจด้วย หมายถึงทำนาแล้วขายข้าวเปลือกที่มีพิษไป คนก็ไปซื้อมากิน แล้วเอาไปทำบุญถวายพระ เอาข้าวที่มีพิษไปถวายพระ ยิ่งบาปเข้าไปอีก

“ผมเคยขอให้สาธารณสุขไปเจาะเลือดพระในวัดท่าหลวงว่ามีไหมสารเคมีในเลือด ปรากฏว่า มีทุกรูปเลยครับ เว้นหลวงพ่อเพชรองค์เดียว (หัวเราะ)”

หลวงพ่อเพชรคือ พระประธานคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิจิตร สุดท้ายนายจักรภฤตฝากบอกว่า ให้ไปลองทำนาในแบบของเขาดู

“ในรอบแรกไม่ต้องทำเยอะครับ แค่ 5 ไร่ หรือ 2 – 3 ไร่ ก็พอ ว่าทำแบบนี้แล้วมันดีจริงไหม ถ้าไม่ดีก็เอาเท้ามาเหยียบหน้าผมเลยครับ แต่ถ้าดีจริงก็ทำต่อสิครับ ทำต่อให้เต็มพื้นที่ไปเลย

“ผมมั่นใจว่าชาวนาที่เป็นหนี้ 5 แสน หรือ 1 ล้าน ทำนารอบสองรอบก็หมดแล้วครับ ถ้าทำแบบผม”

ป้ายคำ : ,

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ปราชญ์ของแผ่นดิน