ดีท็อกซ์ ล้างพิษ

12 พฤษภาคม 2556 สุขภาพพึ่งตน 0

การดีท็อกซ์ คือ การล้างพิษ การล้างพิษมีหลายวิธี ได้แก่ การอาบน้ำ การอบ การนวด ร่างกายขับเหงื่อออกทางผิวหนัง ก็เป็นการล้างพิษ ขจัดเอาพิษออก และการสวนล้างลำไส้ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล อีกทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณผ่องใส เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

กระบวนการล้างพิษ
การล้างพิษในร่างกาย ที่จะทำให้มีสุขภาพที่ดี จำเป็นต้องบำรุงรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ จึงควรล้างพิษผ่านวิธีทั้ง 5 ได้แก่

  • กินเพื่อล้างพิษ กินอาหารล้างพิษ กินอาหารปรับสมดุลรักษาโรค
  • อดเพื่อล้างพิษ การอดอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้พัก เพื่อเป็นการเก็บกวาดของเสีย และสารพิษออกไป
  • ฝึกลมปราณเพื่อล้างพิษ ฝึกลมปราณสร้างกำลังภายใน เพื่อขับของเสีย ขับพิษออก
  • ฝึกสมาธิเพื่อล้างพิษทางจิตใจ ฝึกสมาธิเพื่อรักษาโรค
  • สวนลำไส้เพื่อล้างพิษ เพื่อขจัดของเสีย ขับสารพิษออกจากลำไส้ และตับ

กิน…ล้างพิษ
สามารถหลีกเลี่ยงอาหารมีพิษได้ง่ายๆ โดยงดเว้นอาหารหมักดอง อาหารขัดขาวหรือฟอกสี รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป แล้วเลือกกินผักสด เลือกแบบไม่มีสารปนเปื้อนหรือล้างเอายาฆ่าแมลงออกให้หมดยิ่งประเสริฐ กินข้าวกล้อง ข้าวมันปูแทนข้าวขาว น้ำตาลทรายแดงแทน น้ำตาลขัดขาว ที่สำคัญกินอาหาร โดยที่ไม่เลือกกินเนื้อสัตว์ แป้ง น้ำตาล มากจนเกินไป

แต่สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย มีทางเลือกง่ายๆ คือปั่นน้ำผัก น้ำผลไม้ดื่มเป็นประจำ ก็ช่วยล้างพิษได้ (แต่ควรทานตอนท้องว่างนะ ไม่ควรทานหลังอิ่มข้าวใหม่ๆ เพราะข้าวจะไปขัดขวางการดูดซึม)

อด…ล้างพิษ

มีคำกล่าวว่า “คนกินมากก็ป่วยมาก” คนเราป่วยเพราะกินมีเพิ่มขึ้นจริงๆ การล้างพิษวิธีที่สองจึงชักชวนให้หันมาอดล้างพิษกันดูบ้าง
ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่า มนุษย์เราสะสมพลังงานในรูปไขมันและพลังงานไว้เพียงพอต่อการอดอาหารประมาณ 1-2 วัน ได้โดยไม่เจ็บป่วย

ข้อดีของการอด
คือลดการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะก็ไม่ต้องย่อยอาหาร ลำไส้ก็ไม่ต้องดูดซึม อวัยวะภายในอื่น ๆ ก็จะทำงานน้อยลง ซึ่งหากคนเราใช้งานกระเพาะหรืออวัยวะภายในส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ร่างกายก็จะสร้างสารพิษที่เรียกว่ามะเร็งนั่นเอง สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มอดอาหาร สามารถเริ่มต้นด้วยการกินผลไม้ หรือน้ำผลไม้ตลอดทั้งวันก่อนก็ได้ แต่ก่อนการอด ควรจะให้แพทย์ ตรวจร่างกายก่อน และในวันที่อดอาหารก็ไม่ควรทำงานหนักด้วย

ฝึกลมปราณ เพื่อขจัดพิษออก

โดยปกติคนเราจะหายใจช่วงสั้นและตื้นไม่ได้ใช้ความสามารถของปอดที่สามารถขยาย และหดอย่างเต็มที่ จึงทำให้ปอดไม่ได้หายใจเอาอากาศดี เข้าและขับอากาศเสียออกจากร่างกายอย่างเต็มที่ ปอดจึงไม่สามารถฟอกโลหิต ให้สดใสสมบูรณ์ดีเท่าที่ควรเป็นผลให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย

การฝึก “ ลมปราณ ” จะช่วยป้องกันและรักษาท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ และการฝึกลมปราณก็ต้องอาศัยการฝึกจิตให้สงบก่อน

การฝึกลมปราณนี้ก็คล้ายกับการฝึกสมาธิ ต่างกันเพียงแต่ฝึกสมาธิทั่วไป ไม่ได้เน้นหนักให้หายใจลึก แต่ฝึกลมปราณ เน้นหนักให้หายใจลึก ๆ ด้วยใจที่เป็นสมาธิ พอมีจังหวะ 5-10 นาที เราก็สามารถเดินลมปราณ โดยไม่จำเป็นต้องหลับตาเพียงแต่ค่อยๆ ถอนหายใจให้ลึกตามแบบฝึกลมปราณด้วยสมาธิ อันจดจ่อกับลมหายใจเข้าออก เมื่อฝึกจนคล่องตัวแล้ว เวลาอากาศหนาวๆ เราก็เดินลมปราณสักครู่หนึ่ง ก็จะเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นหวัดได้ง่ายด้วย การฝึกลมปราณอยู่เสมอ ยังเป็นการรักษาโรคปวดเมื่อยตามเอ็นตามข้อ

ฝึกสมาธิ… ล้างพิษในใจ

คนที่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมา และเมื่อร่างกายสงบ เกิดสมาธิ หัวใจจะเต้นช้าลง ลมหายใจที่เคยสั้นเพราะเครียดก็จะยาวขึ้น เมื่อควบคุมลมหายใจได้ทำให้ปอดขยาย z่างกายก็สามารถปรับออกซิเจนได้มากขึ้น เกิดกระบวนการ เผาผลาญไขมัน ลดการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากขึ้น แถมทำให้คลื่นสมองเป็น ระเบียบ ช่วยให้มีความจำดีขึ้น

ความเครียดของมนุษย์ทำให้เกิดโรคภัยมากมาย โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในลดลง และทำให้เกิดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อต่างๆ พร้อมกับทำให้ลุกลามไปมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อทราบสาเหตุดังกล่าวว่าโรคทางกายนั้นเกิดจากโรคทางใจ วิธีเดียวที่จะบำบัดภาวะดังกล่าว คือ การทำวิปัสสนากรรมฐาน การเจริญสติและฝึกสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิดปัญญา ซึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายทางกายของเราได้

ที่ต่างประเทศมีการทดลองว่าในภาวะที่กำลังเข้าสู่สมาธิ หรือในสภาวะที่ถูกสะกดจิตให้สงบมาก ๆ นั้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน ในร่างกายน้อยลง จะทำให้หัวใจ การหายใจ และชีพจรโลหิตทำงานช้าลง ทำให้การเผาผลาญเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และการเกิดสารอนุมูลอิสระลดน้อยลงด้วย โดยจะทำให้การก่อเซลล์มะเร็ง และการเกิดโรคร้ายก็จะน้อยลง

หมายเหตุ ศีลไม่ดี … กรรมฐานเป็นบ้าได้ คลิกอ่านต่อ…

สวนลำไส้…ล้างพิษ

ฟังชื่อแล้วอย่างเพิ่งเสียวลำไส้กันไปนะคะ การสวนล้างลำไส้เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารของคนปัจจุบัน อาทิ การกินอาหารขัดสี หรือมีกากใยน้อย ส่งผลให้ลำไส้ทำงานไม่ดีเพิ่มสารพิษให้ร่างกาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการเจ็บป่วย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาผลจากการเปลี่ยนอาหารการกินเป็นแบบตะวันตก การใช้ชีวิตและกิจวัตรประจำวันต่าง ๆเปลี่ยนไปมาก ผู้คนจึงเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้น ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

detoxtab

การขับถ่ายในช่วงเช้า สำคัญอย่างไร

ในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ที่จะทำงานได้ดีในการขจัดพิษ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระนี้ อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ขับถ่ายไม่ออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร อุจจาระก็จะถูกดูดซึมอีกครั้งหนึ่ง ของเสียจะย้อนกลับเข้าไปที่กระแสเลือด ดูดซึมไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง อวัยวะเหล่านี้ก็จะได้รับแก๊สพิษด้วย

เช่น ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้าและไม่สดชื่น มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองอาจไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นจะได้กลิ่น

เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายช่วงเวลา 05.00-07.00 น. นานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ ปี ทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ

เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น

  • ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย
  • นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
  • ปวดหัวข้างเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส
  • เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพก จะเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้าหลังเท้า วิตกกังวล อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน

สมองเสื่อม
จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าวันข้างหน้า อีกประมาณ 4-5 ปี จะมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้วก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนเหตุอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก ที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา

สาเหตุหนึ่งที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย เป็นเพราะกินอาหารผัดน้ำมันต่อเนื่องเป็นประจำติดต่อกันหลายๆ ปีน้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองได้น้อยหรือไม่ได้

การดีท็อกซ์ มีประโยชน์อย่างไร

รายงานทางการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพรูปแบบใหม่คือ การใส่ใจในลำไส้ 90% ของความเจ็บป่วย มีต้นเหตุมาจากลำไส้

มนุษย์ทุกเพศทุกวัย ตื่นเช้าขึ้นมาสิ่งแรกที่ต้องทำและต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตร ก็คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม เพื่อทำความสะอาดและชำระสิ่งสกปรกภายนอกร่างกาย แต่ที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือ การทำความสะอาดภายใน ส่วนมากเรากลับมองข้ามไป ตั้งแต่เกิดมา จนถึงปัจจุบันเราเคยชำระล้างภายในบ้างหรือไม่ ในอดีดที่ผ่านมาอายุเรายังน้อยร่างกายยังแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติ สามารถกำจัดและขับสารพิษได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายเสื่อมลง ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดสารพิษทำงานได้น้อยลง ร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น เริ่มปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย จนกระทั่งลุกลามใหญ่โตเป็นโรคร้ายเกินการควบคุม หยุดพักสักนิด ให้เวลากับชีวิต โดยการล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย เช่น อาหาร อากาศ น้ำ สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษ

ดีท็อกซ์มีประโยชน์และผลดีอย่างไร

  1. ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย สารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป ลดการสะสมของสารพิษเมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไป ลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ
  2. เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส ้ ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลง และทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้การผลักดันของของเสีย เช่น กากอาหาร และอุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ
  3. ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติ จะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมา การล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตันบริเวณนั้น ทำให้ลำไส้มีรูปร่าง ปกติตามธรรมชาติ การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น
  4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนองการล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลือง และการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น

อาการผู้มีสารพิษสะสม ที่ควรทำดีท็อกซ์

สารพิษที่ตกค้างสะสมในร่างกาย มักจะเกิดอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ และคอ
  • มีแผลร้อนใน ในปากเป็นประจำ และระบบเผาผลาญทำงานได้น้อย ทำให้ร่างกายอ้วน
  • อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
  • ประสาทตึงเครียด ร่างกายไม่แข็งแรง
  • หน้าตาหมองคล้ำ ผิวพรรณหยาบกร้าน
  • ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก หรือถ่ายไม่ออก
  • เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อย
  • ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
  • ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำตลอดเวลา
  • เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
  • เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
  • มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อตามกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
  • มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ
  • เป็นริดสีดวงทวาร ฯลฯ

ดีท็อกซ์ ดีอย่างไร
เนื่องจากของเสียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อย ๆ ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล เป็นฝีบ่อย ๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์ โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้ เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย

การล้างลำไส้ ( Detox) จะช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป

detoxresult

สุขภาพที่ดีต้องดูแลที่ต้นเหตุ คือ ดูแลระบบลำไส้ และเพื่อที่จะเอาสารพิษและตะกรันออก มี หลายวิธี เช่น การสวนด้วยน้ำ การสวนทวารด้วยกาแฟ สวนด้วยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ซึ่งในภาวะปกติ เราต้องการอาหาร ที่มีเส้นใยอาหาร วันละประมาณ 25 กรัม/วัน คนเราต้องการเส้นใยอาหาร เพราะ มนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืช ดังที่กล่าวแล้ว โดยดูจากฟัน ซึ่งเหมือนฟันวัว ม้าและควาย ลักษณะเป็นแถวเรียงเพื่อการบดเคี้ยวให้ละเอียด และมีลำไส้ที่ยาวกว่าสัตว์ที่กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต สุนัขที่จะมีเขี้ยวเพื่อไว้ฉีก มีลำไส้ที่สั้นและมีน้ำย่อยที่แรงกว่าและมากกว่าในคนและสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารถึง 20 เท่า

ดังนั้น เมื่อคนเรากินเนื้อมากกว่าพืชผักผลไม้ ซึ่งย่อยยากกว่า ใช้เวลานานกว่าคือ 3 วัน (72 ชม.) ทำให้เกิดการหมักหมม บูดเน่าและเป็นอาหารอย่างดีสำหรับแบคทีเรียเลว ทำให้เกิดแก๊สพิษ สารพิษและถูกดูดซึมไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย อีกทั้งที่ผนังลำไส้ก็เกิดการอักเสบ กลายเป็นเนื้องอก เนื้อร้ายและมะเร็งลำไส้ในที่สุด

ลำไส้ของคน มีความยาวเท่ากับ 6 เท่าของความสูงร่างกาย

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เริ่มง่าย ๆ ที่ลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่าเป็น “ถังขยะของร่างกาย” สามารถเก็บขยะได้ชั่วคราว 2 วัน แต่บางคนเก็บนานกว่านั้น ลำไส้คนเรายาวเป็น 6 เท่าของความสูง ปัญหาคือกินอาหารเข้าไปแล้ว ถ่ายออกมาหมดหรือเปล่า ? จะเห็นว่าลำไส้ใหญ่ของเรามีความโค้งงอ ด้วยเหตุนี้หากเรามีนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และอาหารที่ย่อยไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมเน่าเสียในลำไส้

ถ้าอาหารที่บูดเน่า เก็บอยู่ในลำไส้เป็นเวลานานแบคทีเรียเลว จะได้รับอาหารและปล่อยสารพิษออกมามากมายเช่น ก๊าซแอมโมเนีย และซัลเฟอร์ออกไซด์ (ก่อสารพิษทำลายตับไต) ฮีสตามีน (ก่อสารพิษ เกิดโรคภูมิแพ้) ก๊าซอินดอล,ฟินนอล, ไนโตรซาไมน์ (ก่อสารพิษ เกิดโรคมะเร็ง) สารพิษเหล่านี้ จะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอย ที่ลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระบวนการเผาผลาญของตับถูกรบกวน และนี่คือสารตกค้างทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ มากมาย

จากรายงานการศึกษา เรื่องระบบลำไส้ในประเทศญี่ปุ่นพบว่า ร่างกายคนเราจะมีสารตกค้าง และของเสียอยู่ในลำไส้ประมาณ 2.7- 4.5 กิโลกรัม นี่ยังไม่นับรวมคนที่เป็นโรคท้องผูก ซึ่งมีสารตกค้างมากมายและน่ากลัวกว่าคนปกติ ดังนั้นคนที่เป็นโรคท้องผูก จะมีความเสี่ยงในการสะสมสารตกค้างและสารพิษในร่างกายซึ่งเป็นอันตรายแล้ว ยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมายกว่าคนทั่วไป

อาหารที่รับประทานเข้าไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  • อาหารที่มีเส้นใยมาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ
  • อาหารที่มีเส้นใยน้อยหรือไม่มีเลย เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาว ฯลฯ

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง 80% และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย 20% (ต่อวัน) แต่ในกิจวัตรประจำวันทำได้น้อยมาก สำหรับอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย เมื่อย่อยแล้วจะจับตัวกันจนเหนียว ทำให้เคลื่อนผ่านลำไส้ลำบาก และเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ ไม่ยอมเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบขับถ่ายตามปกติ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ถ่ายลำบากและกากอาหารที่เกาะติดตามผนังลำไส้เหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่าง ๆ เช่น โรคทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ผายลมบ่อย อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ใหญ่อักเสบ จนถึงการมีกลิ่นปากเหม็น กลิ่นลมหายใจเหม็น แผลในปาก ลมพิษ หอบหืด และโรคภูมิแพ้ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การล้างลำไส้จึงเป็นแนวทางในการล้างพิษออกจากร่างกาย

ต้นเหตุของโรค(หลายโรค) เกิดจาก… ภาวะท้องอืด ท้องเฟ้อ ในท้องมีลมและแก็สพิษ

สาเหตุที่เกิดลม แก็สในท้อง มาจาก …

  • ทานผลไม้ หลังทานข้าวอิ่มใหม่ ๆ ทำให้ผลไม้ถูกหมักเป็นเหล้า เป็นอาหารของเชื้อโรค จึงเกิดลม แก็สพิษเต็มท้อง
  • การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด การเร่งรีบทาน ทำให้กระเพาะไม่สามารถย่อยอาหารได้ดี
  • การทานน้ำมากในช่วงรับประทานอาหาร หรือทานน้ำมากหลังอิ่มข้าวทันที ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี

การป้องกัน ไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ

  • ควรทานผลไม้ ผัก ก่อนทานข้าว ไขมันและโปรตีน เพื่อน้ำจากผลไม้ ผัก จะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ก่อน
    (ถ้าทานผลไม้หลังข้าว ไขมัน และโปรตีน ผลไม้และผัก จะไม่ย่อย จะไม่ถูกดูดซึมไปได้ใช้ประโยชน์ ในที่สุดก็จะกลายเป็นอาหารของเชื้อโรคแทน)
  • ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อาหารที่ละเอียดจะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ส่วนที่เหลือก็จะกลายเป็นของเสีย เป็นอาหารของเชื้อโรค
    (การเคี้ยวอาหารละเอียด ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยในปากมาช่วยย่อยอาหาร จึงทำให้อาหารถูกดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้ร่างกายเกิดพลังชีวิตทันที)
  • ไม่ควรทานน้ำในช่วงทานอาหาร หรือหลังข้าวอิ่มใหม่ ๆ เพราะจะทำให้ไฟย่อยอาหารไม่ดี
    (ควรทานน้ำ หลังทานข้าวอิ่มไปแล้ว 1-2 ชม.)

ประโยชน์การทานอาหารที่มีกาก หรือเส้นใย
การทาน ผลไม้ ผัก ที่มีกากหรือเส้นใย( Fiber) มาก จะช่วยไม่ให้เกิดภาวะท้องผูกเส้นใย จะช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นและไม่แข็ง ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นจะเร่งให้มีการขนส่งอุจจาระผ่านลำไส้เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นและง่ายขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ และการออกกำลังกายจะช่วยให้ลำไส้ได้มีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้การใช้เวลาที่เพียงพอ และไม่เร่งรีบในการถ่ายอุจจาระรวมทั้งการฝึกลักษณะนิสัยในการขับถ่ายอุจจาระให้เหมาะสม ควรทานอาหารที่ละน้อย ไม่กินอิ่มจนเกินไป

หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเนื่องจากไขมัน จะทำให้เกิดภาวะท้องอืด อาหารไม่ย่อย จะเกิดเมือกไปอุดตันลำไส้ได้

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอกอออล์ทุกชนิด ,กาแฟ ของดอง , น้ำอัดลม และยาที่ทำให้มีอาการท้องผูกมากขึ้น

กินยาระบายเป็นประจำ… เป็นเหตุให้เกิดโรคท้องผูกเรื้อรัง

ยาระบายที่เป็นที่นิยมกันในบ้านเราส่วนใหญ่ จะเป็นยาระบายที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ เช่น ยาระบายมะขามแขก ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการหลั่งน้ำและเกลือแร่และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ทำให้ถ่ายอุจจาระออกมา ถ้าใช้มากไปจะทำให้ขาดน้ำและเกลือแร่บางอย่างในร่างกาย การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลง ผู้ใช้ยาระบายเป็นประจำจะไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ โดยปราศจากการกระตุ้นของตัวยา ทำให้เป็นโรคท้องผูกเรื้อรังยากต่อการแก้ไข ทางออกที่ง่ายที่สุดคือ ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย (Fiber ) สูงให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

การดีท็อกซ์ห้ามทำใน 7 กลุ่ม ได้แก่

  1. ผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบลำไส้ใหญ่ เช่น ลำไส้ใหญ่อักเสบ อุดตัน มะเร็งลำไส้
  2. ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลำไส้ โดยเปิดลำไส้ให้ขับถ่ายทางหน้าท้อง
  3. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงรุนแรง
  4. เด็ก
  5. สตรีมีครรภ์
  6. ผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลียมาก
  7. ผู้ป่วยช่องท้องอักเสบ

detox

วิธีการขับไขมันในตับและนิ่วในถุงน้ำดี(สูตร 2 วัน)

วันแรก เริ่มเวลา 6.00 น. (หกโมงเช้า)

* ดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยการสวนด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำกาแฟดีท็อกซ์ เพื่อเอาอุจจาระเก่าออกจากลำไส้ และเร่งขับของเสียจากตับ งดรับประทานอาหาร ดื่มน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นแยกกากไปเรื่อยๆตลอด ทั้งวัน วันละ 3 แก้ว จะทำให้การล้างพิษมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากแอปเปิ้ลเขียวมีกรดมาลิก(Malic Acid) ที่จะทำให้ก้อนไขมัน ในตับ และนิ่วในถุงน้ำดีอ่อนตัวลงสามารถขับออกมาได้ง่ายขึ้น

ในระหว่างวันเตรียม 2 อย่าง
1. น้ำเปล่า 800 ml. ผสมดีเกลือ 4 ช้อนโต๊ะ (เราดื่มดีเกลือเพราะว่าดีเกลือมีคุณสมบัติทำให้ท่อน้ำดีขยายตัวเพื่อให้นิ่วที่ตับและถุงน้ำดีที่ถูกขับเคลื่อนผ่านออกมาได้ง่ายไม่ติดค้าง) วิธีเตรียม ดีเกลือ 4 ช้อนโต๊ะ + น้ำเปล่า 800 ml. เขย่าให้เข้ากัน

2. น้ำมันมะกอกสกัดเย็น 150 ml. ผสม น้ำมะนาว 150 ml.
– น้ำมันมะกอกสกัดแบบเย็น Extra Virgin Olive Oil(Cold Pressed) เป็นน้ำมันมะกอกที่ดีที่สุดซึ่งมีค่าความเป็นกรดต่ำกว่า 1% ผสมกับน้ำมะนาว
วิธีเตรียม ใช้น้ำมันมะกอกสกัดเย็น 150 ml. ผสมกับน้ำมะนาว ของไทยหรือ Lemonade คั้นเอาแต่น้ำมะนาวกรองกากทิ้งไป 150 ml. เพราะความเปรี้ยวจะทำให้ไม่เลี่ยนเวลาดื่ม

detoxmakok

เวลา 17.00 น.(ห้าโมงเย็น)
* ดีท็อกซ์ลำไส้โดยการสวนด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำกาแฟดีท็อกซ์
เอาอุจจาระเก่าออกจากลำไส้ และเร่งขับของเสียออกจากตับ

เวลา 18.00 น. (หกโมงเย็น)
ดื่มน้ำผสมดีเกลือที่เตรียมไว้ 200 ml. (หลังดื่มน้ำผสมดีเกลือแล้ว ห้ามดื่มน้ำเป็นเวลา 30 นาที)

เวลา 20.00 น. (สองทุ่ม)
ดื่มน้ำผสมดีเกลือที่เตรียมไว้ 200 ml. (หลังดื่มน้ำผสมดีเกลือแล้ว ห้ามดื่มน้ำเป็นเวลา 30 นาที)

เวลา 22.00 น.(สี่ทุ่ม)
ดื่มน้ำมันมะกอกที่ผสมน้ำมะนาวให้หมด ก่อนดื่มเขย่าให้เข้ากัน ต้องยืนดื่มหากนั่งดื่มจะทำให้การเคลื่อนตัวของน้ำมันมะกอกไม่ดี เมื่อดื่มเสร็จต้องเข้านอนทันที ให้นอนหงายหรือตะแคงขวาเท่านั้น หนุนหมอนให้ช่วงหน้าอกและศีรษะสูงขึ้น เพราะหลังดื่มบางคน อาจเกิดอาหารคลื่นไส้ (เคี้ยวลูกอมรสมะขามหรือมะนาวช่วยให้ไม่อาเจียน)
หมายเหตุ : หากอาเจียนให้ทานน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวอีกครั้ง

วันที่สอง
เวลา 6.00 น.
ดื่มน้ำผสมดีเกลือที่เตรียมไว้ 200 ml. (หลังดื่มน้ำผสมดีเกลือแล้ว ห้ามดื่มน้ำเป็นเวลา 30 นาที)
เวลา 8.00 น.
ดื่มน้ำผสมดีเกลือที่เตรียมไว้ 200 ml. (หลังดื่มน้ำผสมดีเกลือแล้ว ห้ามดื่มน้ำเป็นเวลา 30 นาที)
เวลา 10.00 น.
** ดีท็อกซ์ด้วยน้ำอุ่น 1200 ml. (แนะนำให้ทำทีละ 600 ml. จะทำได้ 2 รอบ เพราะจะค่อยๆขับออกมาถ้าทำทีเดียว ครั้งแรกก้อนนิ่ว และไขมันอาจจะยังค้างอยู่ที่ลำไส้)
หลังจากดีท็อกซ์ครั้งนี้แล้วเริ่มทานอาหารอ่อนๆเช่น ธัญพืชชง หรือ ข้าวต้มได้
เวลา 18.00 น.
** ดีท็อกซ์ด้วยน้ำอุ่น 1200 ml. อีกครั้ง

ลักษณะของเสียที่ดีท็อกซ์ออกมาเป็นนิ่วปนมากับน้ำ ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อน บางก้อนอาจเป็นสีเขียวๆ มีขนาดประมาณ 4 มิลลิเมตร ไปจนถึงเกือบ 1 เซนติเมตร โดยแบ่งออกเป็น

  1. ลอยอยู่ข้างบน คือ ไขมันจากตับ และนิ่วจากถุงน้ำดี ไขมันจากตับจะมีสีเหลือง สีเขียว และสีดำ ก้อนขรุขระหรือเป็นน้ำสีดำ สีเหลือง สีเทา มันติดมือ ล้างไม่ออก ต้องใช้น้ำยาล้างจานหรือสบู่หลายครั้ง
  2. นิ่วจากถุงน้ำดี จะมีสีเขียว เหลือง ดำ ก้อนค่อนข้างกลมบางก้อนบี้ดูจะเห็นว่าเป็นสีเขียวมรกตใส ซึ่งสีเกิดจากน้ำดีในตับนั่นเองหรือบางก้อนอาจมีสี้น้ำตาลแดง และสีขาว ซึ่งเป็นนิ่วเก่าที่มีแคลเซียมไปหุ้มรอบ
  3. ฝ้าขาวๆ ลอยอยู่เหนือน้ำ หรือเป็นฟองๆ เป็นผลึกของคอเลสเตอรอล
  4. ลอยอยู่ตรงกลาง คือ เซลล์ที่มีลักษณะคล้ายเซลล์มะเร็ง คล้ายเห็ดหูหนูขาว
  5. อยู่ล่างสุด คือ เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ

detoxee

การล้างพิษตับ (สูตรสั้น) ๑ วัน ๒ คืน (สูตรศรีษะอโศก) สำหรับคนใหม่

ก่อนล้างพิษตับ ทำร่างกายให้แข็งแรง จิตใจผ่อนคลายเบิกบาน

ขั้นตอนการล้างพิษตับ

วันก่อนล้างพิษ

  • ๑๕.๐๐ น. หยุดกินของขบเคี้ยว ดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำเปล่าได้
  • ๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ น. สวนล้างลำไส้ระบายพิษ
  • ๑๘.๐๐-๑๘.๑๕ น. ดื่มสมุนไพรเพื่อกวาดล้างลำไส้ 1 แก้ว
  • ๒๐.๐๐ น. ดื่มน้ำคุณบังเอิญ

วันที่ ๑

  • ๐๕.๐๐-๐๗.๓๐ น. ตื่นนอน /วัดค่า ph / อมน้ำมันมะพร้าว/ออกกำลังกาย/แช่เท้า/พอกหน้า/ดื่มน้ำสมุนไพร
  • ๐๗.๓๐-๐๙.๐๐ น. สวนล้างลำไส้ระบายพิษ
  • ๐๙.๐๐-๐๙.๑๕ น. ดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อกวาดล้างลำไส้ 1 แก้ว
  • ๐๙.๓๐ น. ดื่มน้ำคุณบังเอิญ
  • ๑๐.๓๐-๑๑.๐๐ น. น้ำมะขามหรือน้ำมะพร้าว
  • ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ น. พักผ่อนตามอัทธยาศัย
  • ๑๒.๐๐-๑๒.๑๕ น. ดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อกวาดล้างลำไส้ 1 แก้ว
  • ๑๒.๓๐ น. ดื่มน้ำคุณบังเอิญ
  • ๑๒.๓๐-๑๓.๓๐ น. กิจกรรม
  • ๑๓.๓๐-๑๔.๐๐ น. ดื่มน้ำพั้นซ์
  • ๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ น. กิจกรรม
  • ๑๕.๐๐-๑๕.๑๕ น. ดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อกวาดล้างลำไส้ 1 แก้ว
  • ๑๕.๓๐ น. ดื่มน้ำคุณบังเอิญ

หลัง ๑๕.๑๕ น.หยุดน้ำผลไม้ทุกชนิด ยกเว้นน้ำเปล่า

  • ๑๖.๓๐ น. สวนล้างลำไส้ระบายพิษ
  • ๑๘.๐๐ – ๒๑.๓๐ น. ดูวีดิทัศน์ , พูดคุยแนะนำให้ความรู้เรื่องหลังการออกคอร์ส
  • ๒๒.๐๐ น. ดื่มน้ำมันมะกอก 150cc ผสม น้ำมะนาว 150cc

หลังดื่มน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาว ให้ปฏิบัติดังนี้

  1. นอนหงายหรือนอนตะแคงขวา(หนุนหมอนสูง) เท่านั้น
  2. ถ้ากลัวอาเจียนให้ใช้ถุงน้ำร้อนประคบที่ท้องและให้ประคองตัวเองให้ถึงเวลา ๐๒.๐๐ น.
  3. ของเสียจากตับ จะเริ่มออกเวลาประมาณ ๐๒.๐๐น.ให้เก็บของเสียต่างๆไว้จนจบหลักสูตร

วันที่ ๒

  • ๐๖.๐๐ น. ตื่นนอน / อมน้ำมันมะพร้าว / ออกกำลังกาย /แช่เท้า / พอกหน้า
  • ๑๐.๓๐ น. สวนล้างลำไส้ระบายพิษ

เก็บของเสียทั้งหมดไว้ตั้งแต่ ๐๒.๐๐ น. (ทั้งที่ถ่ายเอง และรวมกับที่สวนล้างลำไส้ระบายพิษ)

  • ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารพร้อมกัน

ระหว่างวันให้ดื่มน้ำเอนไซด์ ครั้งละ ๓๐ ซีซี ( ๓ ช้อนโต๊ะ ) แล้วดื่มน้ำตามมากๆ

detoxgroup

อ้างอิง … http://www.morkeaw.net/k-detox.html
ขั้นตอนต่างๆเรียบเรียงจากเอกสาร การล้างพิษตับและถุงน้ำดี,
ข้อมูลจาก Mr.Andreas Moritz และประสบการณ์จากผู้ที่เคยล้างพิษตับ

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด สุขภาพพึ่งตน