ผักปวยเล้ง ราชาแห่งผัก

19 กรกฏาคม 2559 พืชผัก 0

ผักปวยเล้ง หรือที่ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Spinach เป็นผักในตระกูลเดียวกับผักโขม (Amaranth) มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศแถบอาหรับ โดยผักชนิดนี้ชาวอาหรับได้ให้สมญานามว่าเป็น “ราชาแห่งผัก” และที่ชื่อเป็นภาษาจีนนั้นก็เพราะว่าผักชนิดนี้ได้ถูกบันทึกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นยุคที่มีการถวายเครื่องราชบรรณาการ โดยในประวัติศาสตร์ได้กล่าวว่า ผักปวยเล้งเป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณการด้วย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Spinacia oleracea L.
ชื่อสามัญ Spinach
วงศ์ CHENOPODIACEAE

ลักษณะ
ไม้ล้มลุกอายุหนึ่งปี หรือสองปี สูง 20-150 ใบกระจุกแบบกุหลาบซ้อน แผ่นใบรูปไข่ เป็นเหลี่ยม หรือรูปหัวลูกศร โคนใบเป็นพูกลมหรือ แผ่นใบเรียบ หรือยับย่น สีเขียวแก่หรือเขียวอ่อน ก้านใบยาว 6-12 เซนติเมตร โคนก้านสีเขียว ชมพู หรือแดงปนม่วง ช่อดอกยาว 80-150 ดอกเพศเมียออกเป็นกระจุกอยู่ตามซอกใบ จำนวนมาก ไม่มีก้านดอก แต่ละช่อมี 7-20 ดอก ดอกเพศผู้เรียงเป็นช่อดอกแบบช่อเชิง บางครั้งพบทั้งดอกสมบูรณ์เพศดอกเพศผู้และดอกเพศเมียในต้นเดียวกัน ดอกขนาดเล็ก สีเขียว กลีบรวม 4 ในดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ 3-5 ดอกเพศเมียมียอดเกสรเพศเมียคล้ายเส้นด้าย รังไข่เหนือวงกลีบ มีออวูล 1 อับเรณู 1-2 ผลแบบผลกระเปาะไม่แตก บางครั้งกลีบรวมติดทนพัฒนาคล้ายหนาม เมล็ดทรงกลม

puaylengto puaylengtotons

คุณค่าทางอาหาร
ผักปวยเล้งนั้นมีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่เเร่ธาตุอย่างธาตุเหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และวิตามินซี วิตามินบี 2 อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกที่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการสร้างสารซีโรโทนินในระบบเซลล์ประสาท ซึ่งสารซีโรโทนินที่ว่านี้ก็มีความสำคัญคือจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย หากขาดสารตัวนี้ก็จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย นอกจากนั้นแล้ว ปวยเล้งยังมีคลอโรฟิลล์สูง จึงเหมาะกับผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย และมีอาการเครียด ทั้งยังมีมีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ และช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย

puaylenglan

ผักปวยเล้ง 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

  • พลังงาน 23 กิโลแคลอรี
  • คารโบไฮเดรต 3.63 กรัม
  • โปรตีน 2.86 กรัม
  • ไขมัน 0.39 กรัม
  • ไฟเบอร์ 2.2 กรัม
  • โฟเลต 194 ไมโครกรัม
  • ไนอะซิน 0.724 มิลลิกรัม
  • วิตามิน เอ 9,377 ยูนิต
  • วิตามิน ซี 28.1 มิลลิกรัม
  • วิตามิน อี 2.03 มิลลิกรัม
  • วิตามิน เค 482.9 ไมโครกรัม
  • โซเดียม 79 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 558 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 99 มิลลิกรัม
  • ทองแดง 0.130 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 2.71 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 79 มิลลิกรัม
  • แมงกานีส 0.897 มิลลิกรัม
  • สังกะสี 0.53 มิลลิกรัม

สรรพคุณ
ปวยเล้งอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ปวยเล้งมีคลอโรฟิลล์สูง จึงเหมาะกับผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย และมีอาการเครียดควรรับประทานสดๆจะดีกว่า โดยการนำไปทำสลัด ปวยเล้งมีเบต้าแคโรทีนสูง บำรุงสายตาและผิวพรรณ แถมยังต้านมะเร็งได้อีกด้วยผักป๋วยเล้งมีคุณสมบัติเย็น รสหวาน สรรพคุณบำรุงเลือด ห้ามเลือด รักษาอาการเลือดกำเดาออก อุจจาระเป็นเลือด ท้องผูก

puaylengs

การปลูกปวยเล้ง
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  • ดิน สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง PH ของดินควรอยู่ระหว่าง 6.0-6.5
    อุณหภูมิ ต้องการสภาพอากาศที่เย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15-21 องศาเซลเซียส
    ความชื้น ต้องการความชื้นที่พอเหมาะ ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคเน่าและเชื้อราเข้าทำลายได้
  • ปุ๋ย เนื่องจากปวยเล้งเป็นพืชที่ใช้ใบในการบริโภค ปวยเล้งจึงต้องการปุ๋ยไนโตรเจนสูง ใส่ปุ๋ยเมื่อมีอายุ 15 วันหลังหยอดเมล็ด   รด แล้วรดน้ำล้างใบ ป้องกันใบไหม้ แล้วควรละลายน้ำรด 3-5 วันต่อครั้ง

puayleng puaylengplang

วิธีการปลูกและดูแลรักษา

  1. เตรียมดิน ไถดินตากไว้ 1 สัปดาห์ ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก  ไถพรวนดินให้ละเอียด ขึ้นแปลง กว้าง 1 เมตร ปรับหน้าแปลงให้เรียบ
  2. การปลูก ขีดร่องขวางแปลงลึกประมาณ 1 ซม. ห่างกัน 15 ซม. หยอดเมล็ดตามร่องห่างกัน 2-3 ซม. กลบเมล็ดด้วยดินละเอียด รดน้ำด้วยฝักบัว ราดยากันเชื้อราและกันมด
  3. การถอนแยก หลังหยอดเมล็ด 15 วัน ถอนแยกต้นให้ห่างกัน 10 ซม.
  4. การเก็บเกี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อปวยเล้งมีอายุ 35-45 วัน แล้วแต่พันธุ์หรือฤดูกาล โดยถอนต้นพร้อมรากหรือตัดลึกกว่าผิวดินเล็กน้อย ปล่อยให้ต้นอ่อนตัวในที่ร่ม พืชไม่ควรเปียกเมื่อบรรจุ ( ไม่ควรรดน้ำ 24 ชม. ก่อนการเก็บเกี่ยว หรือไม่ควรล้างน้ำก่อนการบรรจุ)

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง
โรคและแมลงของปวยเล้งที่สำคัญได้แก่

  1. แมลงศัตรูพืช
    – หนอนกระทู้ดำ (black cusworm) พบในช่วงฤดูร้อน สังเกตจากลำต้นล้ม เหี่ยว
    – เพลี้ยอ่อน พบตลอดปี และพบมากช่วงฤดูร้อน เพลี้ยอ่อนจะอยู่ตามใต้ใบและยอด ทำให้ใบหงิก
    – เพลี้ยไฟ พบช่วงฤดูร้อน สังเกตจากใบมีรอยหยาบสีน้ำตาลและหงิก
    – หนอนคืบกินใบ พบได้ตลอดปี
  2. โรค
    -โรคโคนเน่า เกิดจากการทำลายของเชื้อราในดิน สังเกตดูต้นผักจะหักล้มตายเป็นหย่อมๆ บริเวณที่เกิดโคนเน่า
    -โรคใบจุด พบในช่วงที่มีอากาศเย็น เกิดจากเชื้อรา Septoria sp. แผลสีน้ำตาลและมีตุ่มเล็กๆสีดำบริเวณแผล
    -โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อ Cercospora sp. อาจพบได้ทุกฤดูกาล ลักษณะเป็นแผลสีน้ำตาล ตรงกลางแผลเป็นสีเทา
    ระบาดมากในฤดูฝน
    -โรคราน้ำค้าง อาการเป็นแผลสีเหลือง หรือสีน้ำตาลบนใบ ใต้ใบมีสปอร์สีขาวหรือเทา
  3. ไส้เดือนฝอย พบได้ทั้งปีในบางพื้นที่ สังเกตุจากต้นแคระแกร็นและมีปมที่ราก

เคล็ดลับในการปลูก
การเลือกใช้เมล็ดที่มีความงอกดี และเหมาะสมกับพื้นที่
ข้อควรระวัง
ในผักปวยเล้งมีกรดยูริกมาก คนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์หรือไขข้ออักเสบจึงไม่ควรกินมากนัก และยังมีกรดออกซาลิกอยู่มากเช่นกัน ซึ่งกรดนี้ถ้ารวมตัวกับแคลเซียมจะก่อให้เกิดนิ่วได้ ก่อนจะปรุงอาหารจึงควรลวกผักปวยเล้งครั้งหนึ่งก่อนแล้วเทน้ำที่ลวกทิ้งไป แล้วจึงนำผักมาปรุงอาหาร

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด พืชผัก