ผักแว่น ผักน้ำพื้นบ้านแต่มีคุณค่า

9 เมษายน 2556 ไม้น้ำ 0

ผักแว่นเป็นเฟินน้ำชนิดหนึ่ง มีอายุหลายปี พบได้ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลักษณะเป็นเหง้าเถาเลื้อยไปตามผิวดินหรือผิวน้ำหรือโคลนเลน พบเห็นได้ทั่วไปตามริมน้ำหรือพื้นดินที่มีน้ำขังแฉะ สามารถนำมากินเป็นผักสด มีคุณค่าทางอาหาร และยังมีสรรพคุณทางยา

ชื่อสามัญไทย : ผักแว่น
วงศ์ : MARSILEACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Marsilea crenata Prel.
ชื่อสามัญ : Water Clover.
ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ : ผักลิ้นปี่ (ใต้) หนูเต๊าะ (กระเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ผักแว่น จัดเป็นเฟินน้ำ ลำต้น ค่อนข้างกลม มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ลำต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ลักษณะเป็นเหง้าเถาเลื้อยไปตามผิวดินหรือผิวน้ำ โคลนเลน ใบ เป็นใบประกอบมีใบย่อยทั้งสี่ใบรูปกรวยปลายมนเป็นรูปลิ่มคล้ายพัด ซึ่งแต่ละไปจะมีเส้นใบแบบ cichotomous คล้ายบัวแฉก ขนาดใบกว้าง 0.6-1.5 ซม. ยาว 0.8-1.9 ซม. โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ หรือหยักเล็กน้อย แผ่นใบเรียบ หรือหยักเล็กน้อย แผ่นใบเรียบ ไม่มีขน ออกจากตรงกลางตำแหน่งเดียวกัน ใบทั้งหมดรวมกันเป็นลักษณะกลม ก้านใบยาว 4.5-15 ซม. ใบย่อยไม่มีก้านใบ มี sporocarps เป็นก้อนแข็ง ๆ สีดำ รูปขนาน หรือรูปรีคล้ายเมล็ดถั่วเขียว ออกที่โคนก้านใบขณะอ่อนมีสีขาว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ
ผักแว่นมีลักษณะจำแนกออกเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

  • ลำต้น – กลม มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ลำต้นอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
  • ใบ – เป็นใบประกอบ มีใบย่อยทั้งสี่ใบ รูปกรวยปลายมนเป็นรูปลิ่มคล้ายพัด มีเส้นใบแบบ dichotomous คล้ายบัวแฉก ขนาดใบกว้าง 0.6–1.5 เซนติเมตร ยาว 0.8–1.9 เซนติเมตร โคนใบสอบ ขอบใบและแผ่นใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย ไม่มีขน แผ่นใบจะงอกกออกจากตรงกลางตำแหน่งเดียวกัน 3–5 ใบ ทำให้ใบทั้งหมดรวมกันเป็นลักษณะกลม
  • ก้านใบ – ยาว 4.5–15 เซนติเมตร ใบย่อยไม่มีก้านใบ มี Sporocarp ลักษณะรีคล้ายเมล็ดถั่วเขียว ออกที่โคนก้านใบขณะอ่อนมีสีขาว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ
  • ดอกช่อ – ออกที่ซอกใบ ขนาดเล็ก 2–3 ดอก กลีบดอกสีม่วง ผลแห้ง แตกได้

ตำนาน ความเชื่อพื้นบ้านและการนำไปใช้ในพิธีกรรมของชาวเหนือ
ชาวเหนือมีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ (แม่มาน) ห้ามกินผักแว่น เพราะผักแว่นมีลักษณะเป็นเถาเครือจะทำให้ไปพันคอเด็กเชื่อว่าทำให้คลอดลูกยากหรือปวดท้องก่อนคลอดนาน เปรียบเสมือนรากผักแว่นที่ยึดติดกับโคลน
ผักแว่นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ผักก๋ำแหวน” เนื่องจากรากคล้ายแหวน มักแพร่ขยายพันธุ์ได้ง่ายกลางทุ่งนาจนเต็มเป็นผืนใหญ่ แต่ถ้าใช้เท้าเหยียบย่ำก็จะเน่าตายได้ง่าย

การปลูกและขยายพันธุ์
ผักแว่นมักพบขึ้นทั่วไปในบริเวณที่ดินชื้นแฉะหรือในน้ำหรือตามห้วย หนอง คลอง บึง และทุ่งนาที่มีน้ำขังทั่วไป รากของผักแว่นสามารถเกาะติด เจริญอยู่บนพื้นดินหรือเจริญอยู่ในน้ำได้ การขยายพันธ์โดยนำเถาที่มีรากติดอยู่ไปปลูก หรือใช้สปอร์ก็ได้

pagwannam

ประโยชน์
ใช้เป็นยาภายนอก รักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณแผล สารที่ออกฤทธิ์คือ กรด Madecassic, Asiatic acid และ Asiaticoside acid ซึ่งช่วยสมานแผล เร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดหนองและลดการอักเสบ[2]
น้ำต้มใบสด : รสจืดเย็นฝาดหวานเล็กน้อย สมานแผลในปากและลำคอ ดื่มระงับอาการร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย
ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน ผักแว่นมักนำมากินเป็นผักสดกับน้ำพริก หรือเป็นเครื่องเคียงกับอาหารชนิดต่าง ๆ โดยสามารถนำมากินสดได้ทั้ง ใบอ่อน ก้านใบ และยอดอ่อน หรือนำมาปรุงเป็นอาหารรูปแบบอื่น ๆ เช่น แกงผักแว่น ผัดเผ็ดหมูผักแว่น
ในประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในเมืองสุราบายา มักนำผักแว่นเสิร์ฟพร้อมกับมันเทศและเพเซล (Pecel) ซึ่งเป็นซอสเผ็ดทำจากถั่วลิสงของอินโดนีเซีย[3]
ชาวเขาเผ่าเมี่ยน (เย้า) ใช้ผักแว่นทั้งต้น ต้มน้ำดื่ม เพื่อแก้เจ็บคอ แก้เสียงแหบ

ประโยชน์ทางยา
สรรพคุณทางสมุนไพร
ทั้งต้น รสจืดเย็นฝาดหวานเล็กน้อย สมานแผลในปากและลำคอ ระงับร้อน แก้ไข้ ร้อนในกระหายน้ำ ดับพิษ แก้ดีพิการ

ประสบการณ์พื้นบ้าน
หอมเมืองล้านนา ใช้ทั้งต้นนำมาตำรวมกับน้ำพริกปู๋แก้โรคเก๊าท์ แต่ถ้าเป็นมะเร็งไม่ควรรับประทาน
ยอดและใบอ่อน ใช้รักษาโรคตาอักเสบ โรคต้อกระจก

ถ้าหากมีอาการปวดศีรษะ วิเวียนศีรษะ หรือเชื้อราขึ้นสมอง ให้เอาใบผักหนอก ผักแคบ และใบผักข้าว นำมาโขลกผสมข้าวเจ้านิด ๆ แล้วนำมาพอกศีรษะจะช่วยบรรเทาอาการให้หายได้

ประโยชน์ทางอาหาร
ยอดอ่อนและเถาอ่อนรับประทานเป็นผักสอ ออกมากในช่วงฤดูฝน

ผักแว่นเป็นผักที่คนไทยทุกภาครู้จักและรับประทานเป็นผัก ผักแว่นเป็นผักที่ออกมากในช่วงลงนาปลูกข้าวราวเดือนสิงหาคม – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผักแว่นจะมีรสชาติอร่อยเนื่องจากใบไม่แก่เกินไป

น้ำพริกผักจิ้ม
ผักแว่นรับประทานเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลา น้ำพริกกบ/เขียด น้ำพริกกุ้งฝอย น้ำพริกไข่ต้ม น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกปู๋ น้ำพริกจิ๊นหมู

อาหารอื่น
ใบอ่อนของผักแว่น เมื่อต้มแล้วจะนิ่ม ชาวเหนือมักนิยมปรุงให้เด็กและคนเฒ่ารับประทาน หรืออาจนำผักแว่นเจี๋ยวใส่ไข่ หรือเนื้อหมู ซึ่งชาวเหนือเรียกว่า “เจี๋ยวผักแว่น”

นอกจากนี้ ยังนำมาแก๋งผักแว่น ยำผักแว่น แก๋งส้ม แก๋งใส่ปู๋ ผักแว่นยังใช้เป็นผักสดแกล้มกับส้มตำ ลาบ ก้อย หรือปรุงเป็นแกงจืดของภาคใต้ ใบอ่อนนำมาแกงร่วมกับหอมแดง กะปิ กระเทียม

pagwandin

คุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพ
ผักแว่น 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 15 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย

  • โปรตีน 1.0 กรัม
  • ไขมัน 1.2 กรัม
  • กาก 3.3 กรัม
  • แคลเซียม 48 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส tr.มิลลิกรัม
  • เหล็ก 25.5 มิลลิกรัม
  • วิตามิน A 12166 IU.
  • วิตามิน B1 0.10 มิลลิกรัม
  • วิตามิน B2 0.27 มิลลิกรัม
  • ไนอาซิน 3.4 มิลลิกรัม
  • วิตามิน C 3 มิลลิกรัม

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้น้ำ