ฝรั่ง ผลไม้ยอดนิยม

11 เมษายน 2557 ไม้ผล 0

ฝรั่งเป็นไม้ผลที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตและการดำรงชีพของเกษตรกรไทย มาเป็นเวลานานจนถึงทุกวันนี้ เป็นไม้ผลขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ที่มีอายุการให้ผลผลิตเร็ว ออกดอกติดผลง่าย นอกจากนี้ยังมีคุณค่าทางโภชนาการ คือ ผลฝรั่งอุดมไปด้วย วิตามินซี แคลเซียม และเหล็ก ในปริมาณสูง และยังมีเยื่อใยสูง หากบริโภคทุกวันจะช่วยแก้ปัญหาระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี จึงจัดเป็นผลไม้อนามัยอย่างแท้จริง สำหรับแหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญในประเทศไทยจะนิยมปลูกในเขตภาคกลางตอนล่าง คือเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Psidium guajava L.
ชื่อสามัญ : Guava
วงศ์ : MYRTACEAE
ชื่ออื่น : จุ่มโป่ (สุราษฎร์ธานี) ชมพู่ (ปัตตานี) มะก้วย (เชียงใหม่,เหนือ) มะก้วยกา (เหนือ) มะกา (กลาง,แม่ฮ่องสอน) มะจีน (ตาก) มะมั่น (เหนือ) ยะมูบุเตบันยา (มลายู นราธิวาส) ยะริง (ละว้า เชียงใหม่) ยามุ (ใต้) ย่าหมู (ใต้) และ สีดา (นครพนม,นราธิวาส)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 3-5 เมตร ผิวเปลือกต้นเรียบเกลี้ยง กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบ หนา หยาบ ใต้ท้องใบเป็นริ้ว เห็นเส้นใบชัดเจน ขนขึ้นนวลบาง ใบยาวประมาณ 10 ซม. กว้างประมาณ 6 ซม. ดอกช่อ ช่อหนึ่งมีดอกย่อย 3 – 5 ดอก ดอกเล็ก สีขาวอมเขียวอ่อน กลีบเลี้ยงแข็ง ผล รูปทรงกลม รูปไข่ หรือรูปรี ผิว เกลี้ยง สีเขียว เนื้อในขาว รสหวาน กรอบ ผลสุกสีเหลือง- เขียว มีเมล็ดเล็กๆ แข็งอยู่ภายใน

farangton farangpons farang

พันธุ์ต่างๆ

  • ฝรั่งเวียดนาม – ลูกใหญ่กว่าฝรั่งพื้นบ้าน ถึง 2 – 3 เท่า ถูกนำเข้าจากเวียดนามมาปลูกที่สามพรานเมื่อ พ.ศ. 2521– 2523
  • ฝรั่งกิมจู – เป็นฝรั่งไร้เมล็ด สีนวลสวย รสหวานกลมกล่อม กรอบ
  • ฝรั่งกลมสาลี่- เป็นพันธ์แรกๆที่นิยมปลูกกันมาก ต่อมามีพันธุ์แป้นสีทองเข้ามา จึงปลูกน้อยลงเรื่อยๆ
  • ฝรั่งแป้นสีทอง – ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ผลเมื่อโตเต็มที่จะขาว ฟู กรอบ เริ่มแรกปลูกที่สามพราน ภายหลังได้แพร่กระจายไปทั่ว
  • ฝรั่งไร้เมล็ด – ลักษณะลูกยาวๆ ไม่มีเมล็ด รสชาติด้อยกว่าฝรั่งแป้นสีทอง และกิมจู

สรรพคุณ
ฝรั่งมีสารแทนนินอยู่มาก สารนี้มีฤทธิ์ฝาดสมานน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่ง สารแทนนินในฝรั่งยังยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรค ช่วยสมานท้องและลำไส้ โดยช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะลำไส้ และช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยอาการเกร็งตัวของลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องบรรเทาลงได้ แก้ปวดเบ่ง

  • ใบ – แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน (ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค) เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ใช้ใบ 2-3 ใบเคี้ยวๆ ระงับกลิ่นปาก แก้ฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนองและถอนพิษบาดแผล แก้เหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวดเนื่องจากเล็บขบ แก้แพ้ยุง
  • ผลอ่อน – แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน ระงับกลิ่นปาก แก้บิดมูกเลือด มีไวตามินซีมาก เป็นกันหรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) บำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ
  • ผลสุก – มีสารเพ็กตินอยู่มาก ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้
  • ราก – แก้น้ำเหลืองเสีย เป็นฝี แผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล

วิธีและปริมาณที่ใช้
– ใช้ฝรั่งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน
วิธีที่ 1 รับประทานสด

  • ใช้ส่วนที่เป็นยอดอ่อนๆ 7 ยอด หรือใบเพสลาด 6-8 ใบ ค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดทีละน้อย ค่อยๆ กลืน แล้วดื่มน้ำตาม ถ้าเคี้ยวทีละมากๆ จะรู้สึกฝาดขม ถ้าเคี้ยวกับเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้รับประทานง่ายขึ้น วิธีนี้ได้ผลมาก เพราะรับประทานทั้งน้ำและเนื้อของใบฝรั่งจนหมด ได้ตัวยาครบถ้วน อาจรับประทานผลดิบ ครั้งละ 1-2 ผล โดยเคี้ยวก่อนค่อยกลืนก็ได้

วิธีที่ 2 ต้มดื่ม

  • ใช้ใบเพสลาด 5-10 ใบ หรือเปลือกต้นสดๆ 1 ฝ่ามือ ใส่น้ำ 2 ถ้วยแก้ว ต้มเดือดนาน 5-30 นาที เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ รับประทานครั้งละ ½ – 1 แก้ว วันละ 2 ครั้งรับประทานตามอาการหนักเบา เวลาดื่มเติมเกลือเล็กน้อยทำให้ดื่มง่ายขึ้น

วิธีที่ 3 ชงน้ำร้อนดื่ม

  • เอายอดฝรั่ง 7 ยอด หรือใบฝรั่ง 6-10 ใบ ชงกับน้ำเดือด 2 แก้ว ปิดฝาไว้ 15-20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ดื่มบ่อย ๆ

วิธีที่ 4 ต้มคั้นเอาน้ำ

  • เอาใบฝรั่ง 6-10 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำสุก 3-5 ช้อนแกง ต้มให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาว เอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยดื่มจนหมด

วิธีที่ 5 บดผงรับประทาน

  • ใช้ผลฝรั่งที่เกือบแก่ หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½-1ช้อนชา โดยผสมน้ำ วิธีนี้รสชาติดีเด็กดื่มได้ง่าย

– ใช้เป็นยาห้ามเลือด

  • ใช้ใบสดล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียดพอกแผลที่มีเลือดออก เลือดจะหยุด

– ช่วยระงับกลิ่นปาก

  • ใช้ใบสด 3-5 ใบ เคี้ยวและคายกากออกทิ้ง

– เป็นยากันหรือแก้โรคลักปิดลักเปิด ฝรั่งมีไวตามินซีมาก

  • ใช้ผลโตเต็มที่แต่ไม่สุก รับประทานเป็นผลไม้ จะเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาท้องลำไส้ไม่ให้ผูก ช่วยบำรุงผิวพรรณ คนที่ชอบเป็นฝีเป็นแผลพุพอง ถ้ารับประทานฝรั่งบ่อย ๆ ก็ช่วยบรรเทาลงไปได้

หมายเหตุ
ฝรั่งที่ควรปลูก ควรเป็นฝรั่งขี้นก เพราะมีโรคน้อย มีเพลี้ยแป้งน้อย ดูแลรักษาง่าย ที่สำคัญมีสรรพคุณทางยาที่ดีที่สุด มีไวตามินซีสูงกว่าฝรั่งพันธุ์อื่น ๆ

สารเคมี
ใบ มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย Caryophyllene cineol, นอกจากนี้ยังมี Tannin, sesquiter penoids และ triterpenoid compounds.
ผล มี fixed oil 6% Volatile oil 0.365% tannin 8-15% beta-sitosterol, quercetin, Vitamin C (330 mg.%), Arabinose,

ฝรั่งเป็นไม้ผลที่ปรับตัวและเจริญได้ดีทั้งในเขตร้อนและกึ่งร้อน การเลือกสภาพพื้นที่หรือการเตรียมพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมควรพิจารณาดังนี้

  1. ระดับน้ำใต้ดิน สภาพพื้นที่ไม่ควรอยู่ในสภาพน้ำท่วมขังหน้าดิน (ระดับน้ำใต้ดินตื้น) เพราะฝรั่งมีรากตื้นและแผ่กระจายในระดับความลึกจากผิวหน้าดินลงไปประมาณ 20 เซนติเมตร หากน้ำขังจะทำให้รากอ่อนแอง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและตายได้ง่าย ควรทำการยกร่องในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง
  2. ดิน ฝรั่งเจริญได้ในดินทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูก คือดินร่วนทรายเหนียว ฝรั่งสามารถทนต่อความเป็นกรดและด่างในช่วงกว้างตั้งแต่ ค่าพีเอช 4.5-8.2 คือตั้งแต่ดินเป็นกรดไปจนถึงดินด่าง แต่ในสภาพปลูกเพื่อการค้าควรปรับปรุงดินให้มีค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.5-6.5
  3. อุณหภูมิและระดับความสูง ฝรั่งสามารถปลูกได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงความสูง 1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล แต่อุณหภูมิไม่ควรต่ำมาก เพราะสภาพอุณหภูมิต่ำจะไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของฝรั่ง ดังนั้นการปลูกในทางการค้าจึงไม่ค่อยจะเหมาะสมต่อการปลูกบนที่สูง
  4. ปริมาณน้ำฝนและแหล่งน้ำ ควรมีแหล่งน้ำเพียงพอในช่วงการออกดอกและการเจริญของผล หรือมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,000-2,000 มิลลิเมตร/ปี

การขยายพันธุ์
วิธีการขยายพันธุ์ที่ไม่ทำให้ฝรั่งกลายพันธุ์ และเป็นที่นิยมของเกษตรกรมีอยู่ 2 วิธีการคือ
การตอนกิ่ง โดยใช้วิธีการตอนแบบควั่นกิ่ง ซึ่งมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้

  1. เลือกกิ่งที่มีสีเขียวปนน้ำตาลความยาวประมาณ 30-40 ซม. โดยเลือกกิ่งกระโดงหรือกิ่งยอดที่สมบูรณ์ เป็นกิ่งที่อยู่แนวตั้งไม่มีโรค แมลงรบกวนและเลือกตอนจากต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว
  2. ควั่นกิ่งยาวประมาณ 1 นิ้ว ลอกเปลือกออก และขูดเนื้อเยื่อเจริญจากบนลงล่าง
  3. นำดินมาพอกบริเวณแผลด้านบนให้รอบกิ่ง แล้วนำกาบมะพร้าวมาหุ้มรอบดินและใช้ถุงพลาสติกหุ้มทับอีกชั้น โดยใช้เชือกมัดให้แน่น หากไม่ใช่ดินหุ้มอาจใช้ขุยมะพร้าว แช่น้ำบิดให้หมาด ๆ แล้วอัดลงในถุงพลาสติกขนาดเล็ก ผูกปากถุงให้แน่น ผ่าตุ้มตามความยาวนำไปหุ้มรอยควั่นให้มิด แล้วมัดด้วยเชือกให้แน่น
  4. ประมาณ 1 เดือน จะออกราก เมื่อเกิดรากสีขาวกระจายทั่วตุ้มตอน ก็สามารถตัดไปชำในถุงปลูกและใช้ขี้เถ้าแกลบเป็นวัสดุปลูก โดยชำในโรงอบพลาสติกที่มีการพรางแสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาชำประมาณ 2 สัปดาห์ก็นำไปปลูกได้

การปักชำกิ่ง วิธีการปักชำที่ประสบผลสำเร็จ มีอยู่ 2 วิธีการ คือ

  1. การปักชำกิ่งอ่อนในแปลงพ่นหมอก การขยายพันธุ์แบบนี้เหมาะสำหรับทำเป็นการค้าโดยเฉพาะการขายกิ่งพันธุ์ ซึ่งจำเป็นต้องลงทุน ทำแปลงพ่นหมอกกลางแจ้ง โดยใช้ปั๊มน้ำหอยโข่ง สูบน้ำไปตามท่อ และขับแรงดันน้ำไปออกที่หัวพ่นฝอย สำหรับขั้นตอนในการปักชำมีดังต่อไปนี้
    1.1 คัดเลือกกิ่งยอดสีเขียว ใบเป็นใบเพสลาด ใบไม่แก่ เพราะใบแก่เมื่อนำมาชำจะร่วงง่าย กิ่งควรเป็นกิ่งสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลง ความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร การตัดกิ่งเพื่อปักชำควรตัดกิ่งในเวลาเย็น
    1.2 ริดใบบริเวณโคนกิ่งออก 3 คู่ แล้วตัดโคนกิ่งเป็นรูปปากฉลามนำกิ่งพันธุ์ บริเวณโคนกิ่งจุ่มลงในสารเร่งราก ซึ่งเตรียมโดยใช้ฮอร์โมนไอบีเอ (รูทโกร หรือเซอราดิกซ์เบอร์ 1) ผสมน้ำ 1 เท่าตัว จุ่มกิ่งในสารเร่งรากนานประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วนำกิ่งขึ้นผึ่งให้แห้ง
    1.3 นำกิ่งลงปักชำในขี้เถ้าแกลบที่บรรจุในถุงพลาสติก ขนาด 6×7 นิ้ว นำไปวางเรียงในแปลงพ่นหมอก
    1.4 ตั้งเวลาพ่นน้ำ (พ่นหมอก) ในตอนกลางวัน ในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น พ่นนานประมาณ 20 วินาที ทุก 1 นาที กรณีแดดร้อนจัดอาจพ่นน้ำตลอดเวลาทั้งวัน ส่วนในตอนกลางคืน ถ้าอากาศไม่ร้อนมากก็ไม่จำเป็นต้องพ่นน้ำ หากอากาศค่อนข้างร้อนควรตั้งเวลาพ่นน้ำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง กรณีปักชำในฤดูร้อนควรพรางแสงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ด้วย ตาข่ายพรางแสง (สแรน)
    1.5 ประมาณ 1 เดือน หลังการปักชำ ฝรั่งจะออกราก ซึ่งพบว่าการปักชำวิธีนี้จะมีการออกรากประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จึงจำเป็นต้องคัดกิ่งที่ไม่ออกรากออกโดยหยุดให้น้ำ 2 วัน ต้นที่ไม่ ออกรากจะเหี่ยวจึงทำการคัดทิ้งออกไป
    1.6 นำกิ่งที่ออกรากดีแล้ว ไปเลี้ยงในเรือนเพาะชำรอการปลูกหรือจำหน่ายต่อไป
  2. การปักชำกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ใน ปริมาณไม่มากนัก ซึ่งมีขั้นตอนในการปฏิบัติดังต่อไปนี้
    2.1 เลือกกิ่งฝรั่งที่เป็นกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ สีน้ำตาลอมเขียว มีใบติดประมาณ 4 ใบ ถ้าเป็นกิ่งยอดและมียอดอ่อน ให้ปลิดทิ้ง ตัดกิ่งยาวประมาณ 6-8 นิ้ว ตัดโคนกิ่งเฉียง 45 องศา
    2.2 กรีดโคนกิ่งเป็นแนวขนานยาวครึ่งนิ้ว ประมาณ 3-4 รอย รอบกิ่ง นำโคนกิ่งไปจุ่มลงในสารเร่งรากไอบีเอ (เซอราดิกซ์ เบอร์ 3)
    2.3 นำกิ่งไปปักชำในกะบะพลาสติกขนาดเล็ก ที่ใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 เป็นวัสดุชำ หรืออาจใช้ถุงปลูก ขนาด 6×7 นิ้ว บรรจุวัสดุปลูกแล้วนำกิ่งลงปักชำ รดนำให้ชุ่ม นำไปใส่ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ มัดปากถุงวางไว้ในที่ร่มรำไร พรางแสงประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์
    2.4 ประมาณ 30 วัน กิ่งปักชำจะเกิดราก รอจนรากเจริญเติบโตดี จึงเปิดปากถุงนำไปเลี้ยงในเรือนเพาะชำจนแข็งแรงดี ก็สามารถนำไปปลูกได้

farangkla

การปลูก

การปลูกฝรั่งแบบยกร่อง :
การปลูกฝรั่งและไม้ผลทุกชนิดบนพื้นที่ราว 140 ไร่นั้น คุณพงษ์สวัสดิ์เลือกการยกท้องร่องปล่อยน้ำเข้าร่องเป็นรูปแบบการทำเกษตรของ จ. นครปฐม ด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้การจัดการสวนง่ายขึ้นไม่ว่าเรื่องการให้น้ำ, ให้ปุ๋ย การเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยใช้ “เรือ”ทั้งหมด แล้วระบบท้องร่องยังช่วยเรื่อง “ความชื้น”ให้แปลงฝรั่งได้อีกด้วย

การเตรียมพื้นที่และวางระยะกดารปลูกฝรั่งแบบยกร่อง
เตรียมท้องร่องให้มีความกว้างประมาณ 7 เมตร ทั้งฝรั่งกิมจูและแป้นยอดแดง ใช้ระยะระหว่างต้น 1.8 X1.8 เมตร ปลูกเป็น 3 แถว ยาวตลอดท้องร่อง ซึ่งคุณพงษ์สวัสดิ์ ยอมรับว่าเป็นระยะที่ชิดเกินไปแนะนำว่าอย่างน้อยควรปลูก ที่ระยะปลูก 2X2 เมตร น่าจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นคุณพงษ์สวัสดิ์จึงขยายพื้นที่ปลูกฝรั่งกิมจูไปอีก 20 ไร่ แต่ปรับเปลี่ยนระยะปลูกใหม่ คือ ปลูกเป็นแถวคู่ในท้องร่อง ไม่ใช้ระยะปลูกชิดแบบเดิมเพราะต้องมาจัดการเรื่องของการตัดแต่งกิ่งที่แน่น ทึบและซ็อนชนกันมากไป ซึ่งส่งผลให้ฝรั่งไม่ออกดอก แต่จะงามใบแทน นอกจากนี้แปลงฝรั่งที่ร่มใบแน่นทึบ จะทำให้แดดส่องไม่ถึง ไม่โปร่ง อากาศถ่ายเทไม่สะดวกจะเป็นแหล่งสะสมโรค-แมลง โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งศัตรูทีสำคัญของฝรั่ง

farangtons

การเตรียมดิน
การปลูกฝรั่งในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงควรทำการยกร่องปลูก โดยยกร่องให้มีขนาดความกว้างของหลังร่องประมาณ 6 เมตร มีคูน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร ความยาวของสันร่องแล้วแต่พื้นที่ ความสูงไม่จำกัด แต่ถ้าเป็นที่ดอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง จากนั้นก็ปรับปรุงดินโดยการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค และเมล็ดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักในปริมาณเท่า ๆ กัน อัตราปุ๋ย 1 ส่วนต่อดิน 2 ส่วน เพื่อให้ดินร่วนซุย

วิธีปลูก
หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งพันธุ์ที่ชำไปปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที จากนั้นใช้ทางมะพร้าวมาคลุมพรางแสงแดดให้แก่ต้นฝรั่งจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้

การให้น้ำ
หลังจากปลูกฝรั่งแล้วต้องหมั่นคอยรดน้ำในช่วงระยะแรกจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้หลังจากนั้นก็ต้องสังเกตดูความชุ่มชื้นของดิน ถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรระบายน้ำออกบ้าง การให้น้ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของต้นฝรั่ง ปริมาณความชื้นของดินในระหว่างการออกผลมีความสำคัญ เพราะจะก่อให้เกิดการร่วง การแตก และขนาดของผล

farangsuan

การตัดแต่งกิ่ง
การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้ฝรั่งเกิดกิ่งอ่อน ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดส่องทั่วถึง สะดวกในการเก็บผลและการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง และยังทำให้ได้ผลผลิตที่แน่นอน ช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่ สำหรับสวนใหม่ควรมีการตัดแต่งกิ่งทุกปี เพื่อกระตุ้นการเจริญและการสร้างตาดอก โดยทั่วไปต้นที่สมบูรณ์จะตัดกิ่งก้านออก 25-30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับต้นที่ไม่แข็งแรงให้ตัดกิ่งก้านออกประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์และฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล ตามคำแนะนำ ก็จะทำให้ต้นสร้างตาดอกได้ดี และมีอายุการให้ผลผลิตนานขึ้นกว่าปกติ เกือบเท่าตัว

การห่อผลฝรั่ง :
การห่อผลนั้นจะต้องห่อตั้งแต่ขนาดเท่าหัวนิ้วโป้งมือหรือราวผลมะนาวเล็ก หรือผลลำไยผลโต เกษตรกรจะต้องคัดผลที่ผลกลม ผิวสวยดูสมบูรณ์ไว้พียงผลเดียว ตัดผลที่คู่กันทิ้งไป การห่อผลจะใช้ถุงพลาสติกที่ใช้เพื่อการห่อฝรั่งโดยเฉพาะ ถุงห่อดังกล่าวจะมีรูระบายในตัว เกษตรกรไม่ต้องกรีดหรือเจาะรูระบายน้ำเหมือนแต่ก่อน จากนั้นตัดกระดาษสุดโทรศัพท์มาสัก 2 หน้า เพื่อกระดาษจะได้ทีความหนาพอเพื่อจะพรางแสงแดด ให้ผิวฝรั่งขาวสวย เหตุที่เลือกให้กระดาษจากสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง เพราะเป็นกระดาษที่ทนแดด ทนฝนไม่ขาดยุ่ยง่าย เหมือนกระดาษหนังสือพิมพ์

faranghor

** หลังจากการห่อผลฝรั่งนับไปอีกราว 2 เดือนฝรั่งก็จะแก่พร้อมเก็บเกี่ยว คนงานที่เก็บเกี่ยวผลฝรั่งจะต้องมีความชำนาญ มีประสบการณ์ ถึงจะปล่อยให้เก็บได้ เพราะฝรั่งหากเก็บผลที่ไม่แก่ ยังเขียวอยู่จะมีรสฝาด ทานไม่ได้เลย ไม่สามารถแปรรูปอะไรได้เลย คือ ผลฝรั่งที่เก็บผิดก็จะเสียไป การฝึกคนงานที่จะมาเก็บผลผลิตได้นั้นจะเริ่มทักษะจากการได้ผลก่อน,ตัดแต่ง กิ่งก่อน แล้วจึงฝึกเรื่องการเก็บฝรั่งนอกจากการนับอายุโดยคร่าวๆแล้วสามารถสังเกตจาก เนื้อกระดาษที่จะดูเก่าตามเวลา หากไม่แน่ใจคนเก็บก็จะเปิดกระดาษดูเพื่อดูสีฝรั่งว่าขาวหรือยัง

farangpols

การเก็บเกี่ยว
นับจากดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้จะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ฝรั่งที่ยังอ่อน ผิวจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อเริ่มแก่สีเขียวจะจางลงและเต่งตึงเป็นมัน ไม่ควรเก็บผลที่ยังไม่แก่เต็มที่เพราะยังมีการสร้างแป้งและสีไม่เต็มที่ ผลจะนิ่ม การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลมาด้วยโดยไม่ต้องเอาถุงพลาสติกที่หุ้มผลฝรั่งออกเพื่อประหยัดเวลา ถ้าไม่มีขั้วติดผลจะทำให้ฝรั่งเสื่อมคุณภาพเร็ว และถูกเชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้ผล