ฝ้าย พืชทำผ้า

7 กรกฏาคม 2557 ไม้พุ่มเตี้ย 0

ฝ้ายเป็นเส้นใยที่มีความสำคัญที่สุดและเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในโลก ฝ้ายมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลางและเอเชียตอนใต้ เส้นใยฝ้ายหรือปุยฝ้ายได้จากผลฝ้าย ที่เรียกว่าสมอ เส้นใยคือเซลล์ผิว (epidermal cell) ของเปลือกเมล็ด ซึ่งมีรูปร่างยาวเหมือนเส้นผม การแยกเส้นใยออกจากเมล็ดฝ้าย เรียกว่าการหีบฝ้าย เส้นใยฝ้ายสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ได้นานาชนิด ตั้งแต่สำลี เส้นด้าย ทอเป็นผ้าฝ้าย ผสมในกระดาษ และกระดาษพิมพ์ ส่วนขนปุยสั้นๆที่ติดอยู่ที่เมล็ด ใช้ทำพรม โดยใช้พื้นรองพรมเป็นเส้นใยปอแก้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gossypium barbadense Linn.
ชื่อสามัญ Cotton, Sea Iceland Cotton
ชื่อวงศ์ Malvaceae
ชื่อพื้นเมือง ฝ้ายเทศ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ฝ้ายชัน (ลำปาง), ฝ้ายดอก (เชียงใหม่)

faytor faydai

ฝ้าย พืชเส้นใยที่มีความสำคัญในการทำเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอต่างๆ ในวิถีชีวิตของคนไทยมีการปลูกฝ้ายมาตั้งแต่โบราณเพื่อประโยชน์ใช้สอยภายในครอบครัว ฝ้ายเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม ขนาดสูงประมาณ 2-5 ฟุต หรือมากกว่านี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาและเอเชีย ฝ้ายมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gossypium herbaceum L. ชื่อสามัญคือ cotton จัดอยู่ในวงศ์ MALVACEAE ฝ้ายมีการปลูกกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ที่อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 37 องศาเหนือ และ 32 องศาใต้ สำหรับประเทศไทยแหล่งที่ปลูกมาก ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย เลย นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สุพรรณบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม หรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 3 เมตร มีขนรูปดาวปกคลุมประปรายหรือเกลี้ยง ใบเดี่ยว หยักเป็น 3- 5- 7- พู พูรูปไข่ถึงรูปใบหอก ก้านใบสั้นกว่าแผ่นใบ หูใบยาว 1-5 เซนติเมตร รูปกึ่งสามเหลี่ยม ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง มีแต้มสีแดงเข้มที่โคนกลีบ ก้านเกสรเพศผู้เชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว 2-5 เซนติเมตร ก้านเกสรเพศเพศเมียสอดอยู่ในหลอดก้านเกสรเพศผู้ ผลแห้งแตก รูปไข่แคบๆ ปลายแคบแหลม เกลี้ยง มี 3 ช่อง 5-8 เมล็ด มักบุ๋มตามเมล็ด มีขนสีขาวปกคลุมเมล็ด

faykla faybais Exif_JPEG_PICTURE fayton fay

ฝ้ายมีลำต้นจริงและแตกกิ่งเวียนรอบต้น ใบของต้นฝ้ายมีลักษณะคล้ายฝ่ามือ มีรอยเว้า 3-4 แห่ง ส่วนมากที่ใต้ใบ ก้านใบ และลำต้นมักมีขนสั้นปกคลุมบางๆ ดอกฝ้ายจะเกิด ที่ข้อเหนือโคนใบ เมื่อยังอ่อนอยู่จะมีกลีบรองเป็นแฉกๆ และลึก รูปร่างสามเหลี่ยม คล้ายใบหุ้มดอกจำนวน 3 ใบประกบกันเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียกว่า “ปี้” (bud or square) เมื่อดอกบานจะมีสีขาวนวลถึงสีเหลือง กว้างประมาณ 3 นิ้ว มีทั้งหมด 5 กลีบ เรียงซ้อนกัน ตอนบ่ายกลีบดอกจะกลายเป็นสีชมพูจนถึงแดงและค่อยๆ หุบ ดอกฝ้ายจะมีก้านกระเปาะละอองเกสรตัวผู้ติดคลุมรอบๆ รังไข่ ของดอกฝ้ายมี 3-4 ห้อง หรือ 4-5 ห้องแล้วแต่ชนิด(species) ถ้าอยู่ในเขตร้อนต้นฝ้ายจะมีอายุได้ 2-3 ปี แต่ในทางการเกษตรจะจัดให้ฝ้ายอยู่ในประเภทพืชล้มลุกเพราะในปีที่ 2 หรือ ปีที่ 3 จะให้ผลผลิตได้น้อยลง จึงต้องทำการปลูกใหม่ทุกปี ฝ้ายเป็นพืชที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับดินฟ้าอากาศได้ดี สามารถทนต่อสภาพความหนาวเย็นได้ อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญของต้นฝ้าย 15 – 35 องศาเซลเซียส และในเขตที่มีฝนตกกระจายดี มีแสงแดด แม้อุณหภูมิเฉลี่ยจะลดลงถึง 10 องศาเซลเซียส ก็ยังสามารถทำการปลูกฝ้ายได้ สำหรับปริมาณน้ำฝน ควรมีฝนตกสม่ำเสมอ ตลอดฤดูที่ปลูกฝ้าย แต่พื้นที่จะต้องไม่มีน้ำขังแฉะ ต้นฝ้ายจะขึ้นได้ดี หากที่มีฝนน้อยก็สามารถปลูกโดยการให้น้ำทางชลประทาน ฝ้ายขึ้นได้ทั้งดินร่วนดินทราย และดินเหนียว แต่ควรเป็นดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุและมีอาหารพืชพอสมควร มีความเป็นกรดระหว่าง pH 5.2-8 สำหรับในประเทศไทยแม้ดินจะมีความเป็นกรดมาก คือ pH ต่ำกว่า 5.2 ฝ้ายก็ยังขึ้นได้ดี

การเก็บฝ้ายในบ้านเรามักเก็บด้วยมือ โดยเลือกผลฝ้ายที่แตกแล้ว ดึงเส้นใยออกจากสมอ ส่งไปโรงงานหีบฝ้ายเพื่อแยกเมล็ดออก หลังจากนั้นจะนำเส้นใยไปทำสำลี ปั่นเป็นเส้นด้าย หรืออัดเป็นแท่ง ส่วนเมล็ดฝ้ายที่แยกเอาเส้นใยออกไปแล้ว นำไปสกัดน้ำมัน เรียกว่าน้ำมันเมล็ดฝ้าย ฝ้าย 10 กิโลกรัมให้เส้นใยประมาณ 3.5 กิโลกรัม และให้น้ำมันประมาณ 1 กิโลกรัม

การปลูกฝ้าย
การปลูกฝ้ายที่กล่าวต่อไปนี้ ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงการปลูกฝ้ายในประเทศไทย ซึ่งฝ้ายที่ส่งเสริมให้กสิกรปลูกเป็นฝ้ายชนิดเฮอร์ซูทุม หลักการใหญ่ ๆ ในการปลูกฝ้ายมีดังนี้

fayrai

ที่ดิน
ควรเลือกที่ดินที่เหมาะสม ฝ้ายเป็นพืชดอน ไม่ต้องการน้ำขังแช่ราก ฉะนั้น พื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกฝ้ายจะต้องเป็นที่ระบายน้ำได้ดี แม้ว่าฝนจะตกหนักติดต่อกันหลายวัน น้ำก็จะต้องระบายออกได้ ที่ดินในสภาพที่ว่านี้ จึงต้องเป็นดินที่มีดินล่างระบายน้ำได้ดี เมื่อฝนตกลงมาก็ซึมลงไปได้รวดเร็ว เช่น ดินในท้องที่จังหวัดสุโขทัย และดินแถวอำเภอกำแพงแสน อำเภออู่ทอง หรือไม่ที่ดินนั้นจะต้องเป็นที่ลาดเนิน ซึ่งเมื่อฝนตกหนัก น้ำก็สามารถระบายออกได้โดยธรรมชาติ ถ้าที่ดินเป็นดินเหนียว การระบายน้ำไม่ดีก็ต้องยกร่องก่อนปลูก การที่ต้องเน้นหนักในเรื่องนี้ เพราะในประเทศไทยนั้น ระยะการปลูกฝ้ายอยู่ในระหว่างเดือนกรกฎาคม ไปจนสิ้นฤดูฝน เรื่องคุณภาพของดินไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก เพราะปกติแล้วฝ้ายขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ไม่ว่าดินร่วน ดินเหนียว หรือดินทราย ขอแต่ให้มีอินทรียวัตถุปนอยู่บ้าง และมีธาตุอาหารพืชอยู่พอควร ในที่ดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ฝ้ายก็จะให้ผลิตผลเป็นที่พอใจ ถ้าปลูกฝ้ายในที่ดินอุดมสมบูรณ์มาก จะทำให้ต้นฝ้ายใหญ่โตเกินไป ทำให้เข้าไปปฏิบัติรักษา เช่น การพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง และการเก็บเกี่ยวลำบากมาก สู้ดินที่มีความสมบูรณ์ปานกลางไม่ได้ ซึ่งอาจพูดได้ว่า ที่ดินที่ปลูกพืชอื่น เช่น ข้าวโพด ไม่ได้ผล แต่กลับเหมาะสำหรับการปลูกฝ้ายมาก

การเตรียมดิน
ได้แก่ การไถพรวน ทำให้ดินร่วนซุย ซึ่งทำเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่อื่น ๆ จะไถ ๒ หรือ ๓ ครั้ง ก็แล้วแต่สภาพพื้นที่ดิน ขอให้ดินนั้นร่วนซุยเป็นใช้ได้ การเตรียมดินควรเริ่มทำก่อนถึงกำหนดปลูกประมาณ ๑ เดือน โดยไถดะ ฆ่าหญ้าในครั้งแรก ทิ้งไว้ให้หญ้าตายก่อน ถึงวันปลูกจึงไถแปรและพรวนอีกครั้งก็จะใช้ปลูกฝ้ายได้ ถ้าหากปลูกไร่ใหญ่ต้องใช้เครื่องจักรกล เช่น เครื่องปลูก การพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดแมลงด้วยเครื่องขนาดใหญ่ จะต้องพยายามปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ เพื่อให้เครื่องจักรกลทำงานได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ

faylek

ฤดูปลูก
ฤดูปลูกฝ้ายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่ต้องกำหนด เพราะปลูกฝ้ายก็เพื่อให้ได้ปุยฝ้ายสีขาวสะอาด ฉะนั้น จึงต้องกำหนดให้ฝ้ายไปแก่แตกปุยแตกสมอในเมื่อฝนหยุดแน่นอนแล้ว อายุของฝ้ายที่ปลูกเป็นอุตสาหกรรมโดยทั่วไป ตั้งแต่วันเริ่มงอกถึงวันแตกสมอ ใช้เวลาประมาณ ๑๒๐ วัน ถ้าปลูกฝ้ายต้นฤดูเกินไป ต้นฝ้ายจะงามก็จริง แต่เมื่อฝ้ายแตกสมอแล้วฝนยังไม่หยุดทำให้ปุยฝ้ายเปียกเสียได้ และถ้าปลูกล่าเกินไปต้นฝ้ายก็จะเล็ก ได้ผลิตผลต่ำ ฉะนั้น ฤดูกาลสำหรับปลูกฝ้ายจึงต้องเลือกเอาเวลาที่จะให้ผลดีที่สุด เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นท้องที่ที่ฝนหมดเร็วและดินไม่อุ้มน้ำนั้น จะต้องปลูกฝ้ายในระยะปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม จะให้ผลิตผลดี ในภาคเหนือ เช่น แพร่ น่าน และลำปาง ควรจะปลูกในต้นเดือนกรกฎาคม ในภาคกลางตอนเหนือ เช่น แถบสุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ สระบุรี และลพบุรี ปลูกได้ดีภายในเดือนกรกฎาคม ส่วนในภาคกลางตอนล่าง ตั้งแต่นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ลงไปถึงเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์นั้น ควรปลูกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม การที่ต้องกำหนดเวลาปลูกแตกต่างกันไปเช่นนี้ก็เนื่องจากฤดูฝนหมดไม่เหมือนกัน

faysoog

เมล็ดพันธุ์
ก่อนถึงเวลาปลูกจะต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้ก่อน เมล็ดพันธุ์จะต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี ไม่มีพันธุ์อื่นปะปน และเป็นเมล็ดใหม่ไม่ค้างปี เมล็ดฝ้าย ๑ กิโลกรัม จะมีจำนวน ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ เมล็ด ฉะนั้น ไร่หนึ่งใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๒ กิโลกรัม แต่ควรมีเผื่อไว้ปลูกซ่อมบ้าง หากจะคลุกยาป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรู ก็ให้คลุกไว้ก่อนถึงเวลาปลูก ปกติเมล็ดฝ้ายที่ได้จากฝ้ายแก่ และเก็บรักษาดีจะมีความงอกไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๕ ในเวลา ๑ ปี

faypon

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้พุ่มเตี้ย