พริกหวาน หรือพริกยักษ์

11 ตุลาคม 2557 พืชผัก 0

พริกชนิดนี้รสชาติหวาน ไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัด หรือนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ ได้ ให้สีสันน่ารับประทาน และยังให้คุณค่าทางวิตามิน A, B1, B2 และ C มีสารแคปไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก โรคมะเร็ง

พริกหวานหรือพริกยักษ์ ( SWEET PEPPER / BELL PEPPER )
ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum
ชื่อื่น พริกยักษ์, พริกระฆัง, พริกตุ้มใหญ่

พริกหวาน อยู่ในตระกูล มะเขือ ( Solanaceae ) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ มะเขือเทศ ยาสูบ มันฝรั่ง ฯลฯ พริกเป็นพืชข้ามปี แต่ที่ปลูกเป็นการค้า ส่วนใหญ่จะปลูกฤดูเดียว ทำให้มีสายพันธุ์ใหม่จำนวนมาก มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความสูง ขนาดทรงพุ่ม ขนาดของใบ จำนวนดอกต่อช่อ ลักษณะขนาด สีของผล ตลอดจนรสชาติและความเผ็ดผลมีลักษณะกลมยาวขนาดใหญ่พริกหวาน สีเขียว จะเป็นที่ต้องการของตลาดแต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือ เหลือง ส้ม หรือม่วง

prigwanpa

ลักษณะของพริกหวาน
ต้นพริกหวาน จัดเป็นพืชข้ามปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว การเติบโตในระยะแรกจะเจริญเป็นลำต้นเดี่ยว เมื่อติดดอกช่อแรกตรงยอดแล้ว จากนั้นจะแตกกิ่งแขนงในแนวตั้งเป็นสองกิ่ง ทำให้จำนวนกิ่งเพิ่มขึ้น ตลอดฤดูการเจริญเติบโตผลผลิตที่ได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่งและจำนวนผลต่อต้น ในช่วงระแรกที่กิ่งเจริญเป็นกิ่งอ่อน ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นกิ่งแก่ที่มีความแข็งและเปราะหักได้ง่าย โดยมีความสูงของต้นอยู่ประมาณ 0.5-1.5 เมตร มีรากเจริญในแนวดิ่งลึกประมาณ 90-120 เซนติเมตร รากแขนงแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนรากใหญ่จะอยู่กันอย่างหนาแน่นในระดับความลึกประมาณ 50-60 เซนติเมตร สำหรับการปลูกพริกหวานนั้น จะขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดินในสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียว

    • ใบพริกหวาน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับกัน ขนาดจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ปลูก เมื่อใบเจริญ 9-11 ใบ ดอกแรกก็จะเจริญ
    • ดอกพริกหวาน ออกเป็นดอกเดี่ยว ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ประกอบไปด้วยกลีบดอก 5 กลีบ ส่วนใหญ่แล้วดอกพริกหวานจะเป็นสีขาว แต่ก็มีบางสายพันธุ์ที่เป็นสีม่วง ดอกมีเกสรเพศผู้แยกกัน มีจำนวน 5 อัน อับละอองเกสรเป็นสีม่วง ยอดเกสรเพศเมียบางพันธ์จะอยู่สูงกว่าอับละอองเกสร ดอกพริกหวานสามารถเจริญได้ทั้งในสภาพช่วงแสงสั้นและช่วงแสงยาว โดยปกติแล้วดอกจะเจริญหลังย้ายปลูกประมาณ 1-2 ดอก ส่วนการผสมเกสร พริกหวานเป็นพืชที่ผสมตัวเอง แต่ก็มีการผสมข้ามพันธุ์โดยธรรมชาติสูง จึงทำให้มีสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาจำนวนมาก
    • การผสมเกสร พริกหวานเป็นพืชที่ผสมตัวเอง แต่มีการผสมข้ามโดยธรรมชาติ ทําให้มีสายพันธุ์ใหม่จํานวนมาก อาจจะเนื่อง มาจากมีแมลง ช่วยผสมเกสรมากและ นอกจากนี้ อับละอองเกสร จะเปิดหรือพร้อม ที่จะผสมหลังจากดอกบาน 2-3 วัน ดังนั้น ก่อนที่เกสรตัวผู้ จะพร้อมที่จะผสม เกสรตัวเมียอาจจะได้รับ ละอองเกสรจากต้นอื่น ควรให้มีการผสมเกสร ภายในเวลา 24-30 ชั่วโมงหลังดอกบาน ในสภาพอากาศ ที่มีความชื้นในอากาศตํ่า จะทําให้อัตราการติดผลลดลง
    • ผลพริกหวาน ผลมีลักษณะกลมยาว มีขนาดใหญ่ ในผลจะประกอบไปด้วยสารให้ความเผ็ดหรือ Capsaicin ในปริมาณที่ต่ำมาก ส่วนผลนั้นโดยทั่วไปจะเป็นสีเขียว ถ้าปล่อยให้แก่บนต้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่บางสายพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ อาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือ สีส้ม หรือสีม่วงก็ได้ โดยพริกสีเขียวจะประกอบไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ พริกสีแดงหรือเหลืองจะเกิดจากเมล็ดสีแคโรทีนอยด์ ส่วนพริกสีม่วงจะเกิดจากเม็ดสีแอนโธไซยานิน และสีน้ำตาลจะเกิดจากการผสมระหว่างคลอโรฟิลล์ ไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน ผลจะมีรูปทรงและขนาดแตกต่างกันออกไป บางพันธุ์อาจมีเปลือกหนา แต่บางพันธุ์จะบาง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-30 เซนติเมตร ผลแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วง จะมีปริมาณของวิตามินเอสูงกว่าเดิมถึง 10 เท่า และมีวิตามินซีสูงกว่า 2 เท่า

prigwanton prigwandok prigwankeaw prigwanpondang

คุณค่าทางโภชนาการของพริกหวานสีเขียว ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 20 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 4.64 กรัม
  • น้ำตาล 2.4 กรัม
  • ใยอาหาร 1.8 กรัม
  • ไขมัน 0.17 กรัม
  • โปรตีน 0.86 กรัม
  • วิตามินเอ 18 ไมโครกรัม (2%)
  • เบต้าแคโรทีน 208 ไมโครกรัม (2%)
  • ลูทีน และ ซีแซนทีน 341 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี1 0.057 มิลลิกรัม (5%)
  • วิตามินบี2 0.028 มิลลิกรัม (2%)
  • วิตามินบี3 0.48 มิลลิกรัม (3%)
  • วิตามินบี5 0.099 มิลลิกรัม (2%)
  • วิตามินบี6 0.224 มิลลิกรัม (17%)
  • วิตามินบี9 10 ไมโครกรัม (3%)
  • วิตามินซี 80.4 มิลลิกรัม (97%)
  • วิตามินอี 0.37 มิลลิกรัม (2%)
  • วิตามินเค 7.4 ไมโครกรัม (7%)
  • แคลเซียม 10 มิลลิกรัม (1%)
  • ธาตุเหล็ก 0.34 มิลลิกรัม (3%)
  • แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม (3%)
  • แมงกานีส 0.122 มิลลิกรัม (6%)
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม (3%)
  • โพแทสเซียม 175 มิลลิกรัม (4%)
  • โซเดียม 3 มิลลิกรัม (0%)
  • สังกะสี 0.13 มิลลิกรัม (1%)
  • ฟลูออไรด์ 2 ไมโครกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สภาพแวดล้อม
พริกหวานต้องปลูกในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิได้เพราะต้องการสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ ไม่ทนทานต่อน้ำค้างแข็ง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญอยู่ระหว่าง 20 – 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางคืนไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส ในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ ในอุณหภูมิต่ำสามารถทำให้ผลเจริญโดยไม่มีเมล็ด

ประโยชน์
พริกหวาน มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เนื้อหนา มีหลายสีทั้งเขียว แดง เหลือง ส้ม และสีช็อคโกแลค มีรสชาติหวาน ไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัด หรือนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ ให้สีสันน่ารับประทาน มีคุณค่าทางวิตามิน A, B1, B2 และ C มีสารแคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก และโรคมะเร็ง

สรรพคุณทางยา
ช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความด้นโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี

การปลูกพริกหวานหรือพริกยักษ์ หรือมีเมล็ดน้อยอุณหภูมิในระยะก่อนดอกบาน จะมีอิทธิพลต่อการติดของเมล็ด มากกว่าอุณหภูมิหลังดอกบาน การปลูกในฤดูหนาวควรควบคุมให้อุณหภูมิอากาศในโรงเรือนสูงกว่าข้างนอก 5 องศา เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้ทรงพุ่มสูง

สายพันธุ์ที่ใช้ปลูก
การปลูกพริกสีในโรงเรือน ควรเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกใน
โรงเรือน เช่น

  • พันธุ์สีเขียว – แดง Cubico , Pluona
  • พันธุ์สีเหลือง Golden Belle , Marengo , Orobelle
  • พันธุ์สีส้ม Ariane ,Valencia

การเพาะกล้า
เมล็ดพริกจะงอกช้ากว่าเมล็ดพืชตระกูลมะเขืออื่นๆ วัสดุเพาะควรประกอบด้วย ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเก่า ขี้เถ้าแกลบ เมล็ดพันธุ์พริกหนัก 10 กรัม จะมีเมล็ด 2,300 ถึง 2,600 เมล็ด ใช้เมล็ดพันธุ์ 20 – 40 กรัมต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ต้นกล้า 3,200 – 3,500 ต้น การจัดการเมล็ดก่อนเพาะ ควรแช่เมล็ดในน้ำผสมเบนเลท และแคปแทนอย่าง ละ 6 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร เป็นเวลา 30 – 60 นาทีเพื่อป้องกันโรคที่ติดมากับเมล็ด และให้เมล็ดงอกเร็ว สม่ำเสมอ

หลังจากนั้นนำออกมาล้าง และนำไปแช่น้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาทีและแช่ใน KNO3( โพแทสเซียมไนเตรท ) เข้มข้น 0.1 – 0.2 % และใช้ผ้าเปียกหมาด ๆ หุ้มไว้ประมาณ 1 – 2 วัน หรือจนกระทั่งเริ่มมีรากสีขาวออกมา อย่าให้รากงอกยาวเพราะจะ ทำให้ไม่สะดวกในการหว่าน อุณหภูมิดิน 30 องศาเซลเซียส จะเหมาะสมสำหรับการงอกของเมล็ด โดยจะงอกภายในเวลา 6 – 10 วัน การเพาะในอุณหภูมิ15 องศาเซลเซียสเมล็ดจะงอกช้าหลังจากที่เมล็ดเริ่มงอก นำไปหยอดในถาดเพาะ ให้ลึก 1 ซม. กลบเมล็ด

prigwanplang

การให้น้ำก่อนเมล็ดงอก ไม่ควรให้น้ำมาก และให้น้ำวันละสองครั้งเช้า – เย็น เมื่อต้นกล้าเริ่มเจริญในระยะแรกจะรดน้ำวันละหนึ่งครั้ง ต่อจากนั้นจะให้น้ำสองถึงสามวันต่อครั้งขึ้นอยู่กับสภาพดินและสภาพอากาศ

ในระยะที่ต้นกล้ากำลังเจริญเติบโต ควรฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารหลักและธาตุรอง ทุก 3 – 5 วัน และปุ๋ยน้ำทุก 7 วัน ย้ายต้นกล้าเมื่อมีใบจริง 3 – 4 ใบ หนึ่งอาทิตย์ก่อนถอนต้นกล้า ควรลดการให้น้ำเพื่อให้ต้นกล้าชะงักการเจริญต้นกล้าจะแข็งแรงและมีอาหารสำรองสำหรับการเจริญของรากใหม่

ระยะปลูก
การปลูกในโรงเรือนจะใช้ระยะ 50 x 100 – 120 เซนติเมตร การปลูกพริกสีแดง เหลือง ม่วง นิยมปลูกในโรงเรือน เนื่องจากมีอายุการเก็บเกี่ยวช้ากว่าสีเขียวใช้วิธีการตัดแต่งกิ่งและปลูกเป็นแถวเดี่ยวกลางแปลง ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับพริกหวาน คือ ระยะปลูก 40 x 50 ซม. ก่อนปลูกควรให้น้ำ เพื่อให้มีความชื้นพอเพียง การปลูกในดินที่ขาดน้ำ ดินจะดึงน้ำจากพืช ทำให้พืชเหี่ยวตาย การปลูกควรปลูกให้ลึกกว่าส่วนโคนเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ต้นเคลื่อนไหว

prigwantaw

  • สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับพริกหวาน คือ ใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 100 กก. / ไร่ แบ่งใส่ 4 ครั้ง ดังนี้
    ใส่ปุ๋ยครั้งที่หนึ่ง หลังย้ายกล้าปลูก 7 วัน หรือจากที่พืชตั้งตัวได้โดยโรยรอบ ๆ ต้น ห่างจากต้น 10 ซม.
  • ใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง หลังย้ายปลูก 27 วัน หรือเมื่อพริกสูง 30 ซม. ซึ่งจะเริ่มออกดอก ชุดแรก ควรใส่ระหว่างแถว
  • การใส่ปุ๋ยครั้งที่สาม หลังจากย้ายปลูก 47 วัน หรือมีความสูงประมาณ 50 ซม. โรยระหว่างร่องทางเดินทั้งสองข้าง เพื่อช่วยในการเจริญของดอกผลชุดหลัง ซึ่งจะมีเป็นจำนวนมาก
    การใส่ปุ๋ยครั้งที่สี่ ใส่หลังจากย้ายปลูก 67 วัน โดยโรยระหว่างร่องทางเดินทั้งสองข้าง
  • การใส่ปุ๋ยเพิ่มสามารถสังเกตจากความสมบูรณ์ของพืช ควรฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำที่ ธาตุอาหารครบทุกอาทิตย์ในระยะติดผลควรฉีดพ่นด้วยปุ๋ยชีวภาพ ทุก 15 วัน เพื่อให้พืชสมบูรณ์เพิ่มผลผลิตและคุณภาพดี
    เมื่อผลแรกเริ่มเจริญควรเด็ดออก เนื่องจากผลจะดึงอาหารไปใช้ในการเจริญเป็นผลทำให้ส่วนยอดชะงักการเจริญเป็นสาเหตุให้ต้นไม้ไม่ค่อยโตทำให้ผลผลิตและคุณภาพต่ำลง

การให้น้ำ
พริกหวานเป็นพืชที่ไม่ทนทานต่อสภาพการขาดน้ำ หรือการให้น้ำมากเกินไปพริกต้องการน้ำ 400 – 1,000 มิลลิเมตร ตลอดฤดูปลูก ควรให้น้ำอย่างพอเพียงและสม่ำเสมอระยะที่ย้ายปลูกใหม่ควรดูแลให้มีความชื้นอย่างพอเพียง แต่ไม่ควรให้มากจนน้ำขัง แฉะ จะทำให้รากเน่า ตายได้ง่าย
การปลูกในดินทราย ต้องให้น้ำบ่อยครั้งกว่าดินเหนียว ระยะที่มีหมอกลงจัดควรให้น้ำในตอนบ่ายเพื่อให้หน้าดินแห้งก่อนค่ำ นอกจากนี้การทดน้ำเข้าตามร่องประมาณ 1/3 ของความสูงของแปลง จะดีกว่าให้แบบพ่นฝอย

prigwansuan prigwanrai

การควบคุมและกำจัดวัชพืช
การใช้วัสดุคลุมดินจะช่วยรักษาความชื้นในดินและควบคุมวัชพืช ถ้าหากใช้ฟางคลุมควรเป็นฟางเก่าเนื่องจากเพลี้ยจะชอบสีเหลืองถ้าใช้ฟางใหม่คลุมจะทำให้เกิดโรคใบหด
การใช้พลาสติกสีดำคลุมดิน ทำให้เพิ่มอุณหภูมิดิน ดังนั้นควรคลุมดินด้วยพลาสติกสีน้ำเงิน ซึ่งสะท้อนแสงและช่วยลดปริมาณแมลงปากดูด ควบคุมวัชพืชรักษาความชื้นและลดอุณหภูมิในดิน ผลการทดลองหลายแห่งพบว่าการคลุมดินด้วยพลาสติกสีน้ำเงิน และให้ปุ๋ยในรูปสารละลายแบบระบบน้ำหยดสามารถช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มขนาดของผล และ ช่วยให้เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น

การตัดแต่งกิ่งและการปลิดผล
เนื่องจากพริกหวานเป็นพืชที่ต้องการทั้งผลผลิตและคุณภาพดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ลำต้นโปร่ง เพิ่มอัตราการหมุนเวียนของอากาศ ลดการระบาดของโรคเกิดความสมดุลในการสร้างอาหารและการใช้อาหาร สำหรับการเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพของผล ตลอดจนยืดเวลาเก็บเกี่ยว จำนวนกิ่งและจำนวนผลต่อต้นขึ้นอยู่กับพันธุ์
ฤดูปลูก และมาตรฐานความต้องการของตลาด โดยทั่วไปจะตัดแต่งให้เหลือ 2 – 6 กิ่ง โดยคัดเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ การตัดแต่งให้เหลือ 2 กิ่งจะให้ผลขนาดใหญ่และคุณภาพสูง ปัจจุบันการปลูกพริกสี นิยมปลูกตัดแต่ง 2 กิ่งและปลูก 2 ต้นต่อหลุม เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่

prigwanloog

การเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวพริกหวานขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และฤดูปลูก โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 70 – 130 วัน หลังย้ายปลูก พริกหวานสีเขียวเก็บเกี่ยวเมื่อผลเจริญเต็มที่ ผลแข็ง ผิวเรียบเป็นมัน หลังจากระยะสุกเขียว ผลจะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีม่วง / แดง / เหลือง เอทธีลีน ( ethylene : C2H4) จะช่วยเร่งการพัฒนาสีของผล

prigwanpons

ระยะเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับระยะทางที่จะส่งไปตลาด ตลาดในท้องถิ่น เก็บเกี่ยวเมื่อผลเปลี่ยนสี 80 % ส่วนตลาดที่ห่างไกล เก็บเกี่ยวเมื่อเริ่มเปลี่ยนสี 35 – 60 %
การเก็บเกี่ยวจะใช้มีดที่บางและคม ตัดขั้วด้านที่ติดกับลำต้น ไม่ควรปลิดผลเนื่องจากจะทำให้ลำต้นฉีกขาด ควรให้มีขั้วติดผล เพื่อป้องกันการเน่าจากการเข้าทำลายของโรคที่แผลซึ่งเกิดจากการหลุดของขั้วแต่ควรระวังขั้วอาจจะทำให้ผลอื่น ๆ เกิดแผลในระหว่างการขนส่ง หลังเก็บเกี่ยว ควรล้างทำความสะอาดด้วยคลอรีนเข้มข้น 300 ppm และใช้น้ำอุณหภูมิ53 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันผลเน่าการลดความร้อนที่สะสมอยู่ในผลก่อนระยะเวลาเก็บเกี่ยว โดยรักษาอุณหภูมิของผลให้อยู่ระหว่าง 9 – 10 องศาเซลเซียส การลดอุณหภูมิเฉียบพลันโดยใช้ forced air cooling หรือ hydrocooling หรือ vacuum cooling จะช่วยยืดระยะเวลาการเก็บรักษา แต่หลังจาก hydrocooling ควรใช้พัดลมเป่าให้แห้งเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของโรคผลเน่าการเคลือบผิวจะช่วยลดการคายน้ำ ป้องกันผลเหี่ยวและป้องกันการเกิดแผลระหว่างการขนส่ง การห่อผลด้วย moisture – retentive films เช่น perforated polyethylene ช่วยให้เก็บรักษาได้นานกว่าปกติ1 อาทิตย์

prigwanking

อุณหภูมิในการเก็บรักษา
ผลพริกหวานไม่ทนทานต่อสภาพอุณหภูมิต่ำ ไม่ควรเก็บรักษาต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาอยู่ระหว่าง 8 – 9 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงกว่า 12 องศาเซลเซียส กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของสี

แมลงศัตรูพริกหวาน

1. ไรขาว
ลักษณะการทำลาย ไรขาวจะดูดน้ำเลี้ยงที่ใบของพริก ทำให้เกิดใบม้วนงอหงิกและหัวโกรน
การป้องกันและกำจัด
หมั่นตรวจดูยอดต้นพริกสม่ำเสมอ เมื่อพบไรขาว ควรฉีดพ่นด้วยกำมะถันผงชนิดละลายน้ำได้ให้ทั่วใต้ใบ โดยเฉพาะใบที่อยู่ส่วนยอด และฉีดวันเว้นวัน เมื่อเริ่มระบาด 2 – 3 ครั้ง และเริ่มฉีดใหม่เมื่อพบศัตรูระบาด
เนื่องจากไรขาวจะระบาดมากในอุณหภูมิสูงและแห้งแล้งจึงป้องกันโดยรักษาแปลงปลูกให้มีความชื้นสูง โดยรดน้ำให้สม่ำเสมอ

2. เพลี้ยไฟ
ลักษณะการทำลาย เพลี้ยไฟจะดูดน้ำเลี้ยงและทำให้เกิดอาการยอดหดหรือใบหงิก โดยใบอ่อนที่ยอดเรียวยาวโค้งงอลง ขอบใบงอ ใบมีขนาดเล็กลง ผิวใบมีจุดสีน้ำตาลใบเหลืองและแข็งกรอบ เมื่อแตะ
ใบอ่อนเพียงเบา ๆ ก็จะหลุดร่วงอย่างง่ายดาย
การป้องกันกำจัด
ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีประเภทดูดซึม จะให้ผลดีและต้องฉีดพ่นให้ทั่วยอดและใต้ใบ ซึ่งศัตรูชนิดนี้หลบซ่อนตัวอยู่พริกอาจจะแตกยอดใหม่แต่จะให้ผลผลิตต่ำ การฉีดสารเคมีควรฉีดเวลา 10.00 – 11.00 น.
3. เพลี้ยอ่อน
ลักษณะการทำลาย เพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ใบส่วนยอดทำให้ยอดหงิก โดยใบพริกจะแสดงอาการ หยักเป็นคลื่นและหงิก ใบจะด่าง และมีขนาดเล็กลง พืชจะชะงักการเจริญและผลผลิตต่ำ
การป้องกันกำจัด
ฉีดสารเคมีเช่น เซฟวิน 85
4. หนอนกระทู้ผัก
ลักษณะการทำลาย หนอนกระทู้ผักมักจะพบเข้าทำลายในระยะที่พริกโตหรือตกพุ่ม ขณะที่หนอนยังเป็นตัวอ่อนการระบาดทำความเสียหายไม่รุนแรง การเข้าทำลายในระยะผลอ่อน จะกัดตรงโคนก้านส่วนที่ติดกับผลเป็นรูใหญ่ถ้าหากเป็นตัวอ่อนจะเข้าไปกัดกินไส้และเมล็ดในฝัก ส่วนหนอนตัวโตเต็มวัยจะกัดพริกเป็นรูจนถึงไส้และย้ายไปทำลายผลอื่นต่อไป หนอนชนิดนี้จะระบาดทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณที่ปลูกพืชผัก ฝ้ายและถั่ว ติดต่อกัน ตลอดปีการทำลายรุนแรงมักจะพบในฤดูฝน
การป้องกันและกำจัด
ใช้สารไล่แมลง จากน้ำหมักสมุนไพร

5. หนอนแมลงวันแตง
ลักษณะการทำลาย เจาะผลทำให้ผลเน่า มีหนอนอยู่ข้างใน ผลที่ถูกทำลายจะมีสีไม่สม่ำเสมอและร่วงก่อนผลสุก ถ้าหากสังเกตดูทั่วผล จะพบรูเล็ก ๆ อยู่กึ่งกลางผล ซึ่งเกิดจากแมลงวันแตงวางไข่
การป้องกันและกำจัด
ใช้สารไล่แมลง จากน้ำหมักสมุนไพร

6. หนอนเจาะผลมะเขือเทศ
ลักษณะการทำลาย จะระบาดตลอดทั้งปีโดยหนอนจะวางไข่ตามยอดอ่อนและดอกอ่อน ตัวหนอนที่ออก จากไข่จะกัดกินใบอ่อนก้านดอกหรือกลีบดอก การเข้าทำลายระยะที่พริกเป็นผลเล็ก หนอนจะ
เจาะเข้าไปกัดกินในผลทำให้ผลร่วงหรือเน่าทำความเสียหายรุนแรงกว่าหนอนกระทู้ผัก
การป้องกันกำจัด
ใช้สารไล่แมลง จากน้ำหมักสมุนไพร

โรคพริกหวาน
1. โรคต้นและใบไหม้
ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดกับพริกได้ทุกระยะของการเจริญ และทุกส่วนของพืช ขึ้นอยู่กับระยะการเจริญและส่วนของพืชที่ถูกทำลาย การเข้าทำลายในระยะต้นอ่อน อาการจะคล้ายกับการทำลายของโรคโคนเน่า โดยเชื้อสาเหตุจะเข้าทำลายบริเวณโคนต้น แผลจะมีลักษณะคล้ายโดนน้ำร้อนลวก ทำให้ต้นกล้าล้มพับลง และแห้งตาย ส่วนการทำลายในระยะที่ต้นโต จะทำให้เกิดอาการรากเน่า ลำต้น กิ่ง จะเกิดเป็นแผลสะเก็ด ใบไหม้ ผลแห้งหรือเน่าโรคนี้จะระบาดมากในสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิสูงอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุอยู่ระหว่าง 8 – 38 องศาเซลเซียส
การป้องกันและกำจัด
โรคนี้เป็นโรคที่สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ดังนั้นก่อนเพาะควรแช่เมล็ดในน้ำอุ่น50 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 20 นาที ฉีดพ่นสารจากน้ำหมักสมุนไพร

2. โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ เชื้อสาเหตุจะเข้าทำลายราก หรือส่วนของต้นที่อยู่ระดับและอยู่ใต้ดินเมื่อรากส่วนใหญ่ถูกทำลายพืชจะแสดงอาการ โดยใบที่อยู่ตอนล่างเหลืองและร่วงมาก ทำให้ทรงพุ่มบางตาต่อจากนั้นจะมีอาการเหี่ยวในเวลากลางวันช่วงที่มีแดดร้อนจัด และฟื้นในตอนเช้าสลับกัน 2 – 7 วัน แล้วจะเหี่ยวอย่างถาวรไม่มีการฟื้นอีก เชื้อสาเหตุจะระบาดรุนแรงในสภาพอุณหภูมิและความชื้นในดินสูงอุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 24 ถึง 28 องศาเซลเซียส ถ้าหากต่ำกว่า 17 หรือสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส การเจริญจะช้าหรือไม่เจริญเลย
การป้องกันและกำจัด
โรคนี้เป็นโรคที่สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นก่อนเพาะควรแช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที ควรปรับสภาพดินให้เป็นกลาง เนื่องจากเชื้อสาเหตุจะเจริญได้ดีในดินที่เป็นกรดจัด ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและเพื่อให้ดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี ใช้สารเคมีเช่น เบนเลทผสม แคปเทนและน้ำ อัตรา 6:6:100 ราดก้นหลุมก่อนปลูกและราดโคนต้นหลังย้ายปลูก 15 วัน

3. โรครากเน่าโคนเน่า
ลักษณะอาการ โคนต้นจะเน่าสีน้ำตาล ในดินแถวโคนต้นมีเส้นใยราสีขาว ซึ่งบางส่วนจะเจริญขึ้นไปเกาะอยู่ตามโคนและรากต้นพริก จะสังเกตเห็นเม็ดราสีขาว น้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแก่ขนาดเท่าเมล็ดผักกาด ปะปนอยู่กับเชื้อราดังกล่าว ต้นที่โรคเข้าทำลาย แสดงอาการใบเหลือง และเหี่ยวตายในที่สุด
การป้องกันและกำจัด
โรคนี้เป็นโรคที่สามารถติดมากับเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นก่อนเพาะเมล็ดควรแช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที ปลูกพืชหมุนเวียนอย่างน้อย 5 ปี ใช้ปูนขาวคลุกหน้าดินก้นหลุมก่อนปลูก ใช้สารเคมีเช่น เทอราคลอ ราดบริเวณโคนต้น

4. โรคใบด่าง จากเชื้อไวรัส
ลักษณะอาการ ใบพริกจะด่าง มีสีเหลืองสลับเขียว ใบหยักเป็นคลื่น บิดงอ อาการด่างเป็นลายไม่สม่ำเสมอ บางแห่งจะมีลายด่างมากบางแห่งจะมีน้อย เกิดขึ้นประปรายทั่วใบ ถ้าหากเข้าทำลายระยะต้นกล้าจะแคระแกร็นไม่ให้ผลผลิต การแพร่ระบาดของโรคเกิดขึ้นโดยเพลี้ยอ่อน เป็นตัวพาหะ
การป้องกันและกำจัด
ฉีดสารสารน้ำหมักสมุนไพร

ลักษณะผลที่ผิดปกติ
อาการตายนึ่งของผล
อาการเริ่มแรกผิวของผลด้านที่โดนแสงอาทิตย์ส่อง จะปรากฎแผลสีขาว นิ่มและยุบตัว แผลอาจจะมีขนาดใหญ่ถึง 1/3 ของผล จะเกิดมากในสภาพที่ความเข้มแสงและอุณหภูมิสูง พืชมีทรงพุ่มขนาดเล็ก ใบไม่สามารถปกคลุมผลได้
อาการก้นเน่า
การปลูกพืชในสภาพที่ขาดแคลเซียม PH ต่ำ ขาดหรือมีน้ำมากเกินไป ส่วนปลายของผล จะเกิดเป็นแผลซ้ำ ต่อจากนั้นแผลจะแห้ง สีน้ำตาล หลังจากนั้นเชื้อโรคจะเข้าทำลายทำให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีดำ

ที่มา
รศ. นิพนธ์ ไชยมงคล สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด พืชผัก