พริกไทย ราชาแห่งเครื่องเทศ

17 กรกฏาคม 2556 ไม้เลื้อย 0

พริกไทย เป็นราชาแห่งเครื่องเทศที่มีรสชาติเป็นเลิศ ในการใช้ปรุงอาหารให้มีความเผ็ด ร้อน มีกลิ่นหอม ที่ใครรับประทานแล้วต้องติดใจ ไม่ว่าจะเป็น ปูผัดพริกไทยดำ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปลา ผัดพริกไทยดำ ฯลฯ นอกจากนี้พริกไทยดำยังมีสรรพคุณต่อสุขภาพอย่างมาก เช่น ช่วยขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ มีสารแอนติออกซิแดนท์ เป็นต้น เป็นที่ต้องการของชาวตะวันตกมานาน

ชื่อท้องถิ่น : พริกน้อย (ภาคเหนือ) พริก (ภาคใต้)
ชื่อสามัญ : Pepper , Black pepper , White pepper
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum Linn.
ชื่อวงศ์ : PIPERACEAE

พริกไทย (pepper) อาจเรียกว่า pepper corn เป็นส่วนผล ที่ใช้เป็นเครื่องเทศ (spice) ซึ่งใช้เป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร (flavoring agent) จากธรรมชาติ พริกไทย” มีชื่อพื้นบ้านว่า พริกน้อย ( ภาคเหนือ ) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เปปเปอร์ (Pepper) เปปเปอร์คอร์น (Pepper Corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปป์เปอร์ไนกรัม (Piper nigrum L.) จัดอยู่ในวงศ์ ไปป์เปอร์ราซีอี้ (Piperaceae)

prikthaibi

พริกไทยเป็นไม้เลื้อยมีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมีย ลำต้นมีข้อและปล้องชัดเจน และมีรากเกาะพันกับไม้ค้างหรือพืชอื่นๆ คล้ายรูปไข่หรือรี ดอกออกเป็นช่ออยู่ตามข้อในทิศตรงกันข้ามกับใบช่อดอกตัวเมียมีกลีบประดับ รูปเกือบกลมขนาด 3 – 5 แฉก ช่อดอกตัวผู้มีดอกที่มีเกสรตัวผู้ 2 อัน ผลอยู่รวมกันเป็นช่อยาว 5 – 15 เซนติเมตร ผลรูปทรงกลมขนาด 3 – 6 มิลลิเมตรแก่แล้วมีสีดำ ภายในมี 1 เมล็ด

ลักษณะทั่วไป
พริกไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper nigrum Lin. จัดอยู่ในวงศ์ Piperaceae จัดเป็นพืชจำพวกไม้เถาเลื้อยมีความสูงประมาณ 5 เมตร

  • ลำต้นเป็นข้อ ๆ เป็นปล้อง เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน มีรากฝอยออกตามข้อใช้ในการยึดเกาะ มีรากที่อยู่ในดินขนาดใหญ่ ประมาณ 3 – 6 ราก แต่ละรากยังมีรากฝอย
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปรี ออกเรียงสลับตามข้อและกิ่ง ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ลักษณะคล้ายกับใบพลูหรือใบโพธิ์ มีดอกขนาดเล็ก มีสีขาว ออกเป็นช่อตามข้อ ช่อดอกแต่ละช่อมีดอกย่อยประมาณ 70 -85 ดอก
  • ผล ออกเป็นช่อเป็นรูปทรงกระบอกยาว ช่อผลมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเหลืองและแดง ภายในแต่ละผลมีเมล็ดลักษณะกลม

คุณค่าทางโภชนาการ
พริกไทยประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน (11.3 %) สตาร์ซ (50%) แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตานบี2 ไนอาซิน วิตามินซี

prikthaichor

พริกไทย มีน้ำมันหอมระเหย (essential oil) เรียกว่าน้ำมันพริกไทย ในปริมาณร้อยละ 2-4 โดยพริกไทยดำ จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่า และมีกลิ่นฉุนกว่าพริกไทยล่อน องค์ประกอบหลักของน้ำมันพริกไทย จะเป็นสารประกอบ จำพวกโมโนเทอร์ปีน (monoterpenes) ร้อยละ 60-80 เซสควิทเทอร์ปีน (sesquiterpenes) ร้อยละ 20-40 ที่สำคัญได้แก่ ลิโมนีน (Limonene) บี คาร์โยฟิลลีน (B-caryophyllene) บี ไพนีน (B-pinene) และไพนีน (pinene) เป็นต้น

การศึกษา โอลิโอเรซินพริกไทย (peper oleoresin) โดยนำพริกไทยมาสกัด (extraction) ด้วยตัวทำละลาย พบว่า โอลิโอเรซิน ประกอบด้วย สารจำพวก อัลคาลอยด์ ที่สำคัญคือไพเพอร์รีน (piperine) (ร้อยละ 5-9) ไพเพอร์ลิดีน (piperidine) และไพเพอร์รานีน (piperanine) ซึ่งไพเพอร์รีน (piperine) และไพเพอร์รานีน (piperanine) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นฉุน และรสเผ็ดร้อนการนำมาใช้ประโยชน์

พริกไทย นอกจากจะใช้แต่งกลิ่นรส (flavoring agent) และใช้เป็นสารกันเสีย (preservative) ที่ได้จากธรรมชาติแล้ว ยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรด้วย โดยมีสรรพคุณตามตำรับยาไทยคือ ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและกระตุ้นประสาท ชาวจีนใช้พริกไทยระงับอาการปวดท้อง แก้ไข้มาลาเรีย แก้อหิวาตกโรค มีรายงานว่า piperine สามารถใช้แก้ลมบ้าหมู (Antiepileptic) ได้ และเมื่อเตรียมอนุพันธ์ของ piperine คือ Antiepilepsinine พบว่าสามารถแก้อาการชักได้ผลดีกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ผลงานวิจัยของ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าสารพิเพอรีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) สามารถป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ

prikthaisuan

สรรพคุณของพริกไทยและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของพริกไทยคือ ดอก ผลอ่อน ผลแก่ ใบ และเถา ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี

  • ดอกพริกไทย มีสรรพคุณใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง
  • เมล็ดพริกไทย มีสรรพคุณใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้มุตกิด แก้ลมอัมพฤกษ์ ในเมล็ดพริกไทยมีสารไปเปอรีน และสารฟินอลิกส์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็ง และมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท
  • ใบพริกไทย มีสรรพคุณใช้แก้ลมจุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง
  • เถาพริกไทย ใช้แก้อุระเสมหะ แก้อติสาร
  • รากพริกไทย ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร
  • น้ำมันในพริกไทยช่วยลดน้ำหนัก และสามารถใช้นวดส่วนที่ต้องการลดได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารไปเปอรีนในพริกไทยสามารถใช้แก้โรคลมชักหรือลมบ้าหมู (epileptic) ได้ อนุพันธุ์ของสารนี้ ชื่อ antiepilepsirine ใช้แก้อาการชัก และมีผลข้างเคียงน้อย และยังพบว่า ไปเปอรีนในพริกไทยมีฤทธิ์ฆ่าแมลงวันได้ดีกว่าไพรีทริน(pyrethrin) และไม่มีพิษต่อคน อีกด้วย

prikthaib

การนำพริกไทยมาใช้ประโยชน์ นอกจากจะใช้แต่งกลิ่นรส และถนอมอาหารแล้ว ยังนำมาใช้เป็นสมุนไพรด้วย โดยมีสรรพคุณตามตำรับยาไทยคือ ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุเจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและกระตุ้นประสาท ชาวจีนใช้พริกไทยระงับอาการปวดท้อง แก้ไข้มาลาเรีย แก้อหิวาตกโรค มีรายงานว่า piperine สามารถใช้แก้ลมบ้าหมู (Antiepileptic) ได้ และเมื่อเตรียมอนุพันธ์ของ piperine คือ Antiepilepsinine พบว่าสามารถแก้อาการชักได้ผลดีกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ในขั้นตอนการผลิตพริกไทยดำ จะได้ส่วนที่เป็นพริกไทยเบา หรือเมล็ดลีบออกมาด้วย ชาวสวนส่วนใหญ่ จะนำพริกไทยเบานี้ไปทิ้ง หรือนำไปทำปุ๋ย ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (หป.ทผ.) จึงได้นำพริกไทยเบาส่วนนี้มาศึกษา การสกัดน้ำมันหอมระเหยและโอลิโอเรซิน พบปริมาณน้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.5 โดยมีคุณสมบัติทางเคมี และฟิสิกส์ใกล้เคียงกับน้ำมันพริกไทยดำ และมีปริมาณโอลิโอเรซิน ร้อยละ 10 ซึ่งประกอบด้วย piperine ร้อยละ 1.2 ซึ่งน้อยกว่าปริมาณ piperine ในพริกไทยดำ

วิธีเตรียมพริกไทยเพื่อทำเป็นยาสมุนไพรก็ไม่ยาก ให้นำผลแก่จัดไปตากแดดให้แห้ง ในแต่ละครั้งจะรับประทานครั้งละ 15-20 ผล ( ผลแก่จัดตากแห้ง ) ซึ่งเมื่อบดออกมาแล้วจะหนักประมาณ 0.5-1 กรัม เมื่อบดเป็นผงแล้วก็นำไปชงกับน้ำอุ่นรับประทาน หรือทำเป็นลูกกลอนก็ได้ แต่บางท่านก็รับประทานผลแก่ตากแห้ง 15-20 ผล โดยไม่บดเลยก็มี ซึ่งก็ได้เหมือนกัน เนื่องจากพริกไทยจัดเป็นอาหารและยาด้วย ดังนั้นผลข้างเคียงแทบจะไม่พบเลย แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ เนื่องจากพริกไทยมีรสเผ็ดและจัดเป็นยาร้อน หญิงมีครรภ์อ่อนๆไม่ควรรับประทานมากนะคะ เพราะว่าอาจจะทำให้แท้งได้

ข้อแตกต่างระหว่างพริกไทยดำ กับ พริกไทยขาว
ทั้ง พริกไทยดำ (Black Piper) และพริกไทยขาว (White Piper) ได้มาจากพืชชนิดเดียวกันคือ พริกไทย แต่วิธีการเก็บเกี่ยวต่างกัน

prikthaiwb

คือ

  • พริกไทยดำ ได้จากการเก็บเกี่ยวผลพริกไทยที่เป็นผลแก่เต็มที่แต่ยังไม่สุก เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วนำไปตากแดดบนลาน ใช้สังกะสีหรือผ้าใบคลุมให้ผลหลุดจากขั้ว ร่อนแล้วนำมาผึ่งแดดให้แห้งประมาณ 4 – 5 วัน ผิวก็จะเหี่ยวย่น เปลี่ยนเป็นสีดำ
  • พริกไทยขาว ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผริกไทยที่แก่จัด และผลเริ่มสุกเป็นสีแดงและกลายเป็นสีดำ จากนั้นจึงนำไปแช่น้ำ เพื่อลอกเอาเปลือกชั้นนอกออกไปเหลือแต่เมล็ดข้างใน และนำไปแช่ในน้ำที่ไหลหรือน้ำที่นิ่ง แต่พริกไทยที่แช่ในน้ำไหลจะมีสีขาวกว่าที่แช่ในน้ำนิ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 7 -14 วัน แล้วจึงนำมานวดเพื่อลอกเอาเปลือกออก ล้างด้วยน้ำสะอาดและนำไปตากแดดทันที ประมาณ 4 – 5 วันก็จะแห้งสนิท ได้เป็นพริกไทยขาว บางครั้งเรียกกันว่า พริกไทยล่อน

การขยายพันธุ์พริกไทย ทำได้โดยวิธีปักชำ โดยตัดส่วนลำต้นที่ไม่แก่จัดยาวประมาณ 5-7 ข้อ ปักชำไว้จนรากงอกออกมาแข็งแรง แล้วจึงนำไปปลูก โดยต้องทำค้างไว้เกาะด้วย พริกไทยสามารถขึ้นได้ ในดินทั่วๆไปที่มีการระบายน้ำได้ดี และชอบอากาศที่อบอุ่นและชื้น

การขยายพันธุ์พริกไทยด้วยวิธีการตอนกิ่ง :
วิธีการตอนพริกไทย จะใช้ขุยมะพร้าวไปหุ้มบริเวณข้อที่มีตุ่มราก เหมือนการตอนทั่วไป แต่ไม่ต้องควั่นกิ่งเหมือนกับตอนกิ่งไม้ผล หลังจากหุ้มข้อได้ประมาณ 1 เดือน รากบริเวณข้อที่หุ้มจะงอกออกมา เมื่อเห็นรากขาวเจริญจนเต็มถุง จึงตัดกิ่งมาชำไว้นานประมาณ 1 เดือน พริกไทยก็จะแตกยอดออกมาใหม่ 1-2 ชุด ซึ่งพร้อมสำหรัยการนำไปปลูกหรือจำหน่าย โดยคุณสมบูรณ์จะเลือกตอนกิ่งในช่วงฤดูฝน ทำให้ในแต่ละปีมีรายได้จากการขายกิ่งตอนพริกไทยราคาต้นละ 15-20 บาท วิธีการเลือกกิ่งตอนจะใช้วิธีนับข้อจากปลายยอดเข้ามา 3 ข้อ (พริกไทย 1 ยอด จะตอนได้ประมาณ 4-5 ตุ้ม เนื่องจากมีแขนงมาก)

prikthaikla

ในทางวิชาการการขยายพันธุ์ต้นพริกไทยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการปักชำ โดยใช้ลำต้นหรือเถาของส่วนยอดหรือส่วนอื่นที่ไม่แก่จัด ที่มาอายุประมาณ 1-2 ปี เกษตรกรจะต้องตัดจากต้นที่สมบูรณ์, แข็งแรงและให้ผลผลิตสูง นำกิ่งพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 40-50 เซนติเมตร (มีข้อ 5-7ข้อ) ลิดใบทิ้งและตัดกิ่งแขนงตรง 3-4 ข้อล่างออก นำยอดไปปักชำในกระบะหรือชำใส่ในถุงดำ ให้ข้ออยู่ใต้ระดับดิน 3-4 ข้อ เมื่อรากเจริญดีจึงย้ายปลูกแปลง

การเพาะปลูก
พริกไทยมีแหล่งกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเป็นพืชเศรษฐกิจ ของประเทศที่มี อากาศร้อน เช่น บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฯลฯ พริกไทย มีลักษณะลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีราก เล็ก ๆ ออกตามข้อของลำต้น เพื่อใช้ในการยึดเกาะ ใบรูปไข่เรียวสลับกันไป ดอกเป็นช่อยาว ออกตรงซอกใบ ดอกย่อยสมบูรณ์เพศสีขาว ผลมีลักษณะกลมจัด เรียงตัวแน่นอยู่บนแกน ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกมีสีแดง การขยายพันธุ์พริกไทย ทำได้โดยวิธีปักชำ โดยตัดส่วนลำต้นที่ไม่แก่จัดยาวประมาณ 5-7 ข้อ ปักชำไว้จนรากงอกออกมาแข็งแรง แล้วจึงนำไปปลูก โดยต้องทำค้างไว้เกาะด้วย พริกไทยสามารถขึ้นได้ ในดินทั่วๆไปที่มีการระบายน้ำได้ดี และชอบอากาศที่อบอุ่นและชื้น

prikthaitung

การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
พริกไทยแบ่งตามวิธีการเก็บ และเตรียมได้เป็น 2 ชนิด คือพริกไทยดำ (black pepper) และพริกไทยขาวหรือพริกไทยล่อน (white pepper) พริกไทยดำ เตรียมได้จากการนำผลพริกไทยที่โตเต็มที่ มาตากแห้ง ส่วนพริกไทยล่อนได้จากการนำผลพริกไทยที่สุกแล้ว มาแช่ในน้ำ เพื่อลอกเปลือกชั้นนอกออกไป จากนั้นนำไปตากแห้ง

พันธุ์พริกไทย
พันธุ์ซาราวัค หรือพันธุ์คุชซิ่ง
พันธุ์ที่ชาวสวนพริกไทยจังหวัดจันทบุรี นิยมเรียกพันธุ์มาเลเซียนั่นเอง เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก เป็นพันธุ์ที่นำมาจากรัฐซาราวัค ประเทศมาเลเซียสามารถต้านทานโรครากเน่าได้ดีกว่าพันธุ์จันทบุรี ซึ่งปลูกอยู่แต่เดิม เจริญเติบโตได้เร็วและให้ผลผลิตสูงกว่า ถ้าต้นสมบูรณ์จะให้ผลผลิตน้ำหนักสดเฉลี่ย ประมาณ 9-12 กิโลกรัมต่อค้างต่อปี หรือไร่ละประมาณ 3,600-4,800 กิโลกรัมต่อปี แต่ส่วนใหญ่ การเจริญเติบโตในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน ผลผลิตก็แตกต่างกันไป
ลักษณะประจำพันธุ์

  • ลำต้น
    ลำต้นอายุ 4 ปี มีขนาดของเส้นรอบวงลำต้นเฉลี่ย 9.98 เซนติเมตร ความยาวปล้องของลำต้น เฉลี่ย 8.07 เซนติเมตร ความยาวเฉลี่ยของปล้องของกิ่งแขนงแรก 9.66 เซนติเมตร ความยาวเฉลี่ยของปล้องสุดท้ายของกิ่งแขนง ที่สาม 2.48 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ยทรงพุ่ม 162.20 เซนติเมตร
  • ใบ
    ใบเป็นพวกใบเดี่ยว ปลายใบแหลมแบบ acuminate แต่งอเล็กน้อยฐานใบเป็นแบบ obtuse ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างเรียว ใบมีสีเขียวเป็นมัน ค่อนข้างหนาใบมีขนาดกว้างเฉลี่ย 4.88 เซนติเมตร ยาวเฉลี่ย 10.24 เซนติเมตร ก้านใบยาวเฉลี่ย 1.22 เซนติเมตร มีร่องที่ก้านใบ มีเส้นใบประมาณ 5-7 เส้น
  • ดอก
    ช่อดอกเป็นแบบ spike ไม่มีก้านดอก ช่อดอกเกิดที่ช่องตรงข้ามกับใบ ในแต่ละข้ออาจมีช่อดอกได้ 1-2 ช่อ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดเพียงช่อเดียว ช่อดอกมีลักษณะห้อยลงดินดอกเกิดสับหว่างกันไปเป็นชั้นในแต่ละช่อดอก ช่อดอกยาวเฉลี่ย 6.34 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาวเฉลี่ย 0.67 เซนติเมตร ช่อดอกหนึ่งช่อมีจำนวนเฉลี่ย 64 ดอก ความกว้างของยอดเกสรตัวเมีย (แฉกรูปดาว) เฉลี่ยได้ 0.88 เซนติเมตร รังไข่เป็นแบบ superior ใบมี 1 เซล อับละอองเรณูมีขนาดกว้างเฉลี่ย 0.33 มิลลิเมตร ก้านชูอับละอองเรณูเป็นรูปทรงกระบอก
  • ผล
    ผลมีลักษณะเป็นช่อ ไม่มีก้านผล ความยาวช่อผลรวมทั้งก้านช่อเฉลี่ย 9.10 เซนติเมตร ความยาวก้านช่อผลเฉลี่ย 0.75 เซนติเมตร ช่อผลหนึ่งช่อมีจำนวนเฉลี่ย 49 ผล ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์จันทบุรี แต่ใหญ่กว่าพันธุ์ปะเหลี่ยนขนาดของผลด้านแป้นเฉลี่ย 5.69 มิลลิเมตร ด้านกลมเฉลี่ย 5.62 มิลลิเมตร น้ำหนักช่อผลหนึ่งช่อเฉลี่ย 6 กรัม น้ำหนักผลสดต่อ 100 ผล เฉลี่ย 14.43 กรัม ผลเมื่อสุกจะมีสีส้มเป็นส่วนใหญ่
  • เมล็ด
    มีลักษณะค่อนข้างกลมขนาดของเมล็ดยาวด้านแป้นเฉลี่ย 0.43 เซนติเมตร ด้านกลมเฉลี่ย 0.42 เซนติเมตร น้ำหนักของเมล็ดแห้งขาวต่อ 100 เมล็ดหนักเฉลี่ย 5.19 กรัมขนาดของเมล็ดแห้งดำด้านแป้น เฉลี่ย 0.50 เซนติเมตร ด้านกลมเฉลี่ย 0.46 เซนติเมตร น้ำหนักของเมล็ดแห้งดำต่อ 100 เมล็ด เฉลี่ย 6.46 กรัม

พันธุ์ซีลอนยอดแดง
เป็นพันธุ์พริกไทยที่นำมาจากประเทศศรีลังกา นิยมปลูกเพื่อขายเป็นพริกไทยสด มากกว่าทำพริกไทยดำหรือขาวลักษณะของยอดจะออกสีน้ำตาลแดง จึงเรียกกันว่า “ซีลอนยอดแดง”
ลักษณะประจำพันธุ์

  • ลำต้น
    ลำต้นอายุ 4 ปี มีขนาดของเส้นรอบวงลำต้นประมาณ 11-86 เซนติเมตร ความยาวของปล้องของลำต้นเฉลี่ย 8.2 เซนติเมตร ความยาวของปล้องของกิ่งแขนงแรก 9.82 เซนติเมตร ความยาวเฉลี่ยของปล้องของกิ่งแขนงที่สาม 7.28 เซนติเมตร ความยาวเฉลี่ยของปล้องสุดท้ายของกิ่งแขนงที่สาม 3.24 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ยทรงพุ่ม 180.60 เซนติเมตร
  • ใบ
    เป็นพวกใบเดี่ยวปลายใบแหลมแบบ acuminate ฐานใบเป็นแบบ obtuse ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างกว้าง สีเขียวเข้มค่อนข้างหนา ใบมีขนาดกว้างเฉลี่ย 7.22 เซนติเมตร ยาวเฉลี่ย 12.62 เซนติเมตร ก้านใบยาวเฉลี่ย 1.42 เซนติเมตร มีร่องที่ก้านใบมีเส้นใบ ประมาณ 5-7 เส้น
  • ดอก
    ช่อดอกลักษณะเช่นเดียวกับพันธุ์ซาราวัค ช่อดอกยาวประมาณ 15-17 เซนติเมตรก้านช่อดอกยาวเฉลี่ย 1.12 เซนติเมตร ช่อดอกหนÖ่งช่อมีจำนวนดอกเฉลี่ย 106 ดอก
  • ผล
    ผลมีลักษณะเป็นช่อไม่มีก้านผล ผลมีขนาดใกล้เคียงพันธุ์จันทบุรี มีลักษณะค่อนข้างกลมขนาดของผลด้านแป้นเฉลี่ย 6 มิลลิเมตร ด้านกลมเฉลี่ย 6.24 มิลลิเมตร ผลสดสีเขียวเข้ม ผลสุกมีสีแดงเข้ม ความยาวช่อผลประมาณ 16-19 เซนติเมตร
  • เมล็ด
    เมล็ดมีขนาดใกล้เคียงกับพันธุ์ซาราวัค

พันธุ์ซีลอนยอดขาว
เป็นพันธุ์พริกไทยที่นำมาจากประเทศศรีลังกา เช่นเดียวกันกับพันธุ์ซีลอนยอดแดง พริกไทยพันธุ์นี้ความจริงเป็นพริกไทยพันธุ์ PANIYUR-1 ซึ่งเป็นพริกไทยพันธุ์ลูกผสมของประเทศอินเดีย ระหว่างพ่อพันธุ์ Uthirankota กับแม่พันธุ์ Cheriyakaniyakadan (John.K.Ghanara tham, 1994) พริกไทยพันธุ์นี้จะมีลักษณะเถาอ่อน สีจะเขียวอ่อนเกือบขาวโดยเฉพาะที่ยอดอ่อน จึงนิยมเรียกว่า “ซีลอนยอดขาว” เนื่องจากมีผู้นำพันธุ์มาจากประเทศศรีลังกา (ซีลอน) ลักษณะต่าง ๆ จะคล้ายกับพันธุ์ศรีลังกาที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือส่วนยอด ช่อผลจะยาวกว่าพันธุ์ศรีลังกาเล็กน้อย การเจริญเติบโตเร็วกว่าพันธุ์ซาราวัค ผลสดจะมีลักษณะโตกว่าพันธุ์ซาราวัค นิยมปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นพริกไทยสด เพื่อส่งโรงงานทำพริกไทยดอง

prikthaitree

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  • พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง สูงจากระดับน้ำทะเล 0-1200 เมตร
  • มีความลาดเอียง 0-25 องศา แต่ถ้าลาดเอียงมากกว่า 15 องศา ควรทำขั้นบันได เพื่อป้องกันการพังทะลายของหน้าดิน
  • ดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี
  • ความลึกของหน้าดินมากกว่า 50 เซนติเมตร
  • ความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.5-6.5
  • พื้นที่อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือและใต้ อุณหภูมิ 10-30 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,200-2,500 มิลลิเมตร
  • มีแหล่งน้ำที่สะอาดปราศจากสารพิษเจือปน มีความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.0-6.5

การเตรียมดิน
ป่าเปิดใหม่ ต้องขุดตอ เก็บรากไม้เศษหญ้าออกให้หมดเสียก่อนขุดดิน ตากดินทิ้งไว้ 15 วัน แล้วจึงไถพรวน แล้วปรับหน้าดิน
พื้นที่ลาดชันเกิน 15 องศาต้องปรับพื้นที่แบบขั้นบันได

วิธีการปลูก
การเตรียมกิ่งพันธุ์ ทำได้ 2 วิธี คือ
ตัดจากค้างที่สมบูรณ์ เหนือพื้นดิน 50 เซนติเมตร ตัดเป็นท่อนยาว 5-6 ข้อ ตัดกิ่งแขนง ข้อที่ 1-3 ดอก แล้วนำไปปลูกหลุมละ 20 กิ่ง
นำกิ่งพันธุ์ที่ตัดเป็นท่อนแล้ว ปักชำในถุงพลาสติก ขนาด 9×14 นิ้ว ประมาณ 2-3 เดือน พริกไทยจะงอกรากและแตกยอด จึงย้ายปลูกในแปลง

prikthaiby

ระยะปลูก

  • พันธุ์ซาราวัค (มาเลเซีย) ใช้ระยะ 2×2 เมตร
  • พันธุ์ซีลอน ใช้ระยะปลูก 2.25 x 2.25 หรือ 2.25 x 2.5 เมตร

การปักค้าง
ใช้ค้างไม้แก่นหรือค้างปูนซีเมนต์ ขนาด 4x4x4 เมตร ฝังลึก 50-60 เซนติเมตร กลบดินให้แน่น หลังจากนั้น ขุดหลุมขนาด 40×60 เซนติเมตร ลีก 40 เซนติเมตร ค้างละ 1 หลุม ห่างจากโคนค้าง 15 เซนติเมตร ผสมดินกันปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 1:1 แล้วใส่ในหลุมประมาณครี่งหลุม นำยอดพันธุ์ที่เตรียมไว้ปลุกหลุมละ 2 กิ่ง ให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้าง กลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม ใช้วัสดุพลางแสง ประมาณ 3-6 เดือน จนกว่าพริกไทยจะตั้งตัวได้

prikthaisung

การตัดแต่ง

  • ปีที่ 1 เหลือยอดที่สมบูรณ์ไว้ ค้างละ 4-6 ยอด ใช้เถาวัลย์หรือเชือกฟางผูกยอด ให้แนบติดกับค้างโดยผูกขอเว้นข้อ จนกระทั่งพริกไทยอายุ 1 ปี ตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน
  • ปีที่ 2 ตัดแต่งเช่นเดียวกับปีแรก จนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตร ให้ผูกไว้บนยอดค้าง และใช้เชือกไนล่อนผูกทับเถาวัลย์เดิมเป็นเปลาะ ๆ ห่างกัน 40-50 เซนติเมตร
  • ปีที่ 3 ตัดไหลและปรางบริเวณโคนต้น ปลิดใบที่ลำต้นออก เพื่อให้โคนโปร่ง ถ้าพริกไทยยังไม่ถึงยอดค้าง เด็ดช่อดอกออกให้หมด เพราะจะทำให้พริกไทยเจริญเติบโตช้า

การให้น้ำ
ควรให้แบบ mini sprinkler
ระยะเวลาการให้น้ำ หลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน เมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ ลดเหลือ 2-3 วัน/ครั้ง พริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วัน/ครั้งตามสภาพดินฟ้าอากาศ

prikthaimai

แมลงศัตรูพริกไทย

  • มวนแก้ว
    วางไข่เป็นกลุ่ม ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้ช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาล ไม่ติดเมล็ด ผลผลิตลดลง ป้องกันโดยการเก็บตัวอ่อนเผาทำลาย
    ลักษณะและการทำลาย :
    ตัวอ่อนมีลักษณะสีเหลืองใส มีหนามแหลมสีดำตามลำตัว ตัวเต็มวัยมีลักษณะสีดำ ขนาดยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ส่วนอกยื่นยาวออกนอกลำตัว ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้ช่อดอกแห้งเป็นสีน้ำตาล ไม่ติดเมล็ด ผลผลิตลดลง
    การป้องกันกำจัด :
    แมลงจำพวกมวน รวมทั้งมวนแก้ว มีพฤติกรรมวางไข่เป็นกลุ่ม เมื่อฟักมาใหม่ ๆ ตัวอ่อนจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ถ้าพบกลุ่มของตัวอ่อนมวนแก้วให้เก็บเผาทำลาย ถ้ามีการระบาดรุนแรง ให้ใช้สารป้องกันกำจัดตามคำแนะนำ
  • ด้วงงวงเจาะเถาพริกไทย
    ตัวอ่อนเจาะทำลายเถาพริกไทย ทำใหเถาแห้งตาย ส่วนตัวเต็มวัยจะกันกินใบและผลพริกไทย ป้องกันโดยเผาทำลาย เถาพริกไทยที่พบรอยเจาะของหนอนด้วงงวง ถ้าระบาดรุนแรงฉีดพ่นด้วย คาร์บาริล 85% WP
    ลักษณะและการทำลาย :
    เป็นด้วงงวงขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลสลับเหลือง ตัวอ่อนจะเจาะทำลายเถาพริกไทย ทำให้เถาแห้งตาย ส่วนตัวเต็มวัยจะกัดกินตามใบ และผลพริกไทย

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้เลื้อย