พลู ลมหายใจหอมสดชื่น

5 กันยายน 2556 ไม้เลื้อย 0

ใบพลูนิยมกินกับหมากและปูนเป็นของขบเคี้ยว เป็นที่นิยมของผู้คนในหลายประเทศในเขตเอเชีย โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่นิยมการรับประทานหมาก พลูที่ใช้รับประทานกับหมากส่วนใหญ่จะเป็นพลูที่มีใบสีเขียวเข้มมากกว่าพันธุ์ที่มีใบสีออกเหลืองทอง นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในพิธีมงคลเป็นเครื่องเซ่นไหว้ การทำเครื่องบายสีสู่ขวัญ ซึ่งต้องใช้หมากพลูเป็นเครื่องเซ่นไหว้ ช่วยรักษาอาการซ้ำบวม รักษาอาการปวดท้อง รักษาอาการไอเจ็บคอ และขับเสมหะ โดยคั้นน้ำจากใบพลูสดนำมาดื่ม ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น

พลู Piper betle Linn. Piperaceae
ชื่อสามัญ BETEL VINE
ชื่อท้องถิ่น : เปล้าอ้วน ซีเก๊าะ (มลายู – นราธิวาส ) พลูจีน (ภาคกลาง) พลูหลวง ปู เปล้าย้วน ซีเก๊ะ

ลักษณะของพืช
พลูเป็นไม้เลื้อย มีข้อ และมีปล้องชัดเจน ใบเดี่ยวติดกับลำต้น แบบสลับคล้ายใบโพธิ์ ปลายแหลม หน้าใบมัน ดอกออกรวมกันเป็นช่อแน่น
พลูเป็นไม้เลื้อย มีข้อและปล้องชัดเจน ที่ข้อมีรากสั้น ๆ ออกรอบข้อ ใบเดี่ยวติดกับลำต้นแบบสลับลักษณะของใบคล้ายใบโพธิ์ ปลายใบแหลม ผิวใบมัน ดอกออกรวมกั้นเป็นช่อแน่น ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ ขึ้นง่าย คนแก่ใช้ทาปูนแดง รับประทานกับหมาก

plookor

plooton

plooyod

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนจะเป็นสีเขียว และใบแก่สีจะเข้มขึ้น ก้านใบมีความยาวประมาณ 5 ซม. จะออกตามเถาบริเวณตา ใบจะมีกลิ่นฉุน พลูนั้นจะมีหลายชนิดคือพลูจีน พลูเหลือง พลูเขียว และพลูทองหลาง

ชนิดของพลู

  1. พลูเขียว หรือบางท้องที่จะนิยมเรียกว่า พลูใบใหญ่ ใบมีขนาดใหญ่ป้อม ๆ แต่ใบบาง ลักษณะใบเหมือนใบโพธิ์ มีสีเขียวเข้มกว่าพันธุ์อื่น มีรสเผ็ดมาก พลูชนิดนี้นิยมทำเป็นพลูนาบ และนิยมนำไปใช้ในการประกอบพิธี
  2. พลูขาวหรือพลูนวล ใบมีขนาดปานกลางเล็กกว่าพลูเขียว แต่ใบหนากว่าพลูเขียว ปลายใบเรียวลักษณะใบเหมือนใบพริกไทย มีสีเขียวออกนวล รสไม่เผ็ดมากนักเป็นที่นิยมของท้องตลาดและผู้บริโภค
  3. พลูเหลืองหรือพลูทอง ใบมีขนาดเล็กกว่าพลูนวลเล็กน้อย ใบบางเหมือนพลูเขียว ปลายใบจะเรียวเหมือนพลูนวล ใบมีสีเหลืองออกสีทอง รสไม่เผ็ดมากนัก เป็นที่นิยมของท้องตลาดและผู้บริโภคมาก การดูแลรักษายากกว่าพันธุ์อื่น

plooking

น้ำมันหอมระเหยใบพลู หรือ Betel Vine สกัดจากใบพลู น้ำมันหอมระเหยมีสีเหลืองออกน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนค่อนข้างมาก มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้หลายชนิด เหมาะสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในครีม หรือน้ำมันนวดบริเวณช่องท้องเพื่อดูแลระบบทางเดินอาหาร

สรรพคุณของใบพลูคือ ใบช่วยกระตุ้นน้ำลาย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง แก้ลมพิษและฆ่าพยาธิ รักษาแผลช้ำบวม เลือดกำเดาออก แก้ลมพิษ แก้อาการคัน น้ำมันจากใบแก้คัดจมูก อมกลั้วคอแก้เจ็บคอ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด

“พลู” มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ สารที่เรียกว่า ชาวิคอล(chavicol) ยูจีนอล(eugenol) เบต้าซิโตสเตอรอล (?-sitosterol) และซินีออล (cineol)เป็นต้น

ploosuan

สารสำคัญในใบพลูมีหลายชนิด ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาและช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ยับยั้งการเติบโตและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรคและเชื้อหนอง ต้านเชื้อราของโรคผิวหนังและกลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุต น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ลดการปวดบวมของกล้ามเนื้อ เคล็ด ขัดยอก

การใช้ใบพลูรักษาโรคและอาการต่างๆ นั้น พบว่ามีการใช้แบบง่ายๆ อาทิ ดับกลิ่นปาก ใช้เคี้ยวแล้วคายทิ้งวันละ 2-3 ครั้ง ช่วยดับกลิ่นปากได้ ดับกลิ่นกายใช้ใบสดขยี้ให้แหลกแล้วใช้ทาถูที่ใต้รักแร้เป็นประจำ แก้ลมพิษ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียดผสมเหล้าขาวเล็กน้อย ใช้ทาจนหาย แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ใบสดโขลกให้ละเอียด คั้นเอาน้ำผสมกับน้ำร้อนสักหนึ่งแก้วดื่ม ช่วยลดอาการปวดจุก แน่นเฟ้อ และบำรุงกระเพาะอาหารด้วย ลดปวดบวม ใช้ใบพลูเลือกใบใหญ่ๆ นำไปอังไฟให้ร้อน ใช้ไปประคบบริวณที่ปวดบวมช้ำ รักษากลากและฮ่องกงฟุต เอาใบสดโขลกให้ละเอียดดองกับเหล้าขาวทิ้งไว้ 15 วัน แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ทาบริเวณที่เป็น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสดที่เจริญเต็มที่ มีรสเผ็ด
ขนาดและวิธีใช้ สำหรับรักษาลมพิษ ใช้ใบพลูสด 3-4 ใบ ตำผสมเหล้าโรงเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็น วันละ 3-5 ครั้งก็จะหาย ขนาดและวิธีใช้ สำหรับรักษากลากเกลื้อน ใช้ใบพลูสด 3-4 ใบ ตำ ผสมเหล้าโรงเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็น วัน ละ 3-4 ครั้ง ทานาน 3-5 อาทิตย์ เพื่อให้เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกลาก หายขาด
สรรพคุณ
– แก้ลมพิษ การที่ใบพลูสดสามารถรักษาลมพิษได้ เพราะใบพลูมีน้ำมันพลู (คือ BETEL OIL) มีฤทธิ์ทำให้ปลายประสาทชาจะทำให้หายคัน และผื่นลมพิษจะยุบ
– รักษากลาก การที่ใบพลูสดสกัดด้วยเหล้าโรง สามารถรักษาโรค กลากให้หายได้ เพราะในใบพลูสดมีน้ำมันพลู (BETEL OIL) ซึ่งมีสาร หลายชนิดที่สำคัญคือ “ชาวิคอล” เป็นตัวออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา

วิธีการปลูกพลู
ให้เตรียมดินโดยขุดดินตากไว้ 2–4 สัปดาห์ แล้วจึงพรวนดินอีกครั้งก่อนปลูกใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1.5–2 เมตร ระหว่างแถว 1.5 เมตรขุดหลุมขนาดกว้างยาวและลึก 50 ซม. 40 ซม. และ 30 ซม. ตามลำดับ ใช้ปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินใส่หลุมจนเต็มหลุมทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จากนั้นจึงนำยอดเถาที่ปักชำไว้แล้ว 3 สัปดาห์ ลงปลูกในหลุมสำหรับยอดเถาที่ใช้เป็นท่อนพันธุ์นั้น ควรยาว 30–50 ซม. มีข้ออยู่ 5–7 ข้อ และไม่ควรใช้กิ่งแขนงทำเป็นท่อนพันธุ์เพราะมักจะไม่แตกพุ่ม เมื่อนำท่อนพันธุ์ลงปลูกแล้ว ควรใช้เชือกยึดเถาไว้กับไม้หลักชั่วคราว ซึ่งใช้ไม้ไผ่ขนาดเล็กยาว 1 เมตร และควรทำร่มบังแสงให้ด้วย รดน้ำทั้งเช้าและเย็นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ต่อจากนั้นอาจเว้นได้บ้าง เมื่ออายุ 1–2 เดือน จึงเอาวัสดุบังร่มออก และเมื่ออายุ 3 เดือนจึงทำค้างถาวร โดยใช้ไม้แก่นหรือไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 6–11 ซม. สูง 3–3.5 เมตร ปักห่างจากต้นประมาณ 15 ซม. ลึกลงไปในดิน 1 เมตร มัดไม้หลักชั่วคราวให้ติดกับหลักใหม่ ต่อมารากที่ออกตามข้อจะเกาะติดกับหลักและต้นพลูก็จะเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามไม้ค้างพลู เมื่อต้นพลูตั้งตัวได้แล้วจึงรดน้ำวันเว้นวัน

plooplang

การบำรุงรักษา พรวนดินกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นเพื่อให้แปลงโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก และป้องกันเชื้อโรคและแมลงต่างๆ อาศัย ตัดแต่งกิ่งเมื่ออายุมากโดยหักข้อที่กิ่งแขนงไม่แตกใบออก กิ่งแขนงที่จำนวนข้อมากเกินไป ก็ควรหักให้เหลือเพียง 5–7 ข้อ การตัดกิ่งควรทำทุกๆ 3เดือน ใส่ปุ๋ยคอก 3 เดือนต่อครั้ง นอกจากนี้ควรป้องกันและกำจัดโรคและแมลงต่างๆ ด้วย

การเก็บใบพลูและการแต่งกิ่ง

  1. เมื่อต้นพลูอายุ 6 เดือน ก็สามารถเริ่มเก็บใบแก่ขายได้ โดยเก็บเฉพาะใบพลูที่แก่จัด ถ้าหากปลูกพลูโดยให้ต้นพลูยึดเกาะต้นไม้อื่นในสวน ต้นพลูก็จะเลื้อยขึ้นไปตามต้นไม้ที่ยึดเกาะ ทำให้เก็บไม่ถึง จึงต้องใช้บันไดในการเก็บใบพลู
  2.  เมื่อต้นพลูอายุมาก ก็จะแตกกิ่งแขนงออกมามาก ถ้าหากใบพลูที่กิ่งแขนงเริ่มเล็ก ก็ต้องหักกิ่งทิ้ง เพื่อให้ต้นพลูแตกกิ่งใหม่ออกมา ใบพลูก็จะมีขนาดใหญ่สามารถเก็บขายได้เหมือนเดิม
  3.  เมื่อเก็บใบพลูเสร็จก็ต้องนำใบพลูมาพรมน้ำ เพื่อให้ใบพลูสด ไม่เ่ยว
  4. การเก็บใบพลูเพื่อจำหน่าย ถ้าปลูกประมาณ 150 ต้น สามารถเก็บใบพลูจำหน่ายได้ทุกสัปดาห์ ๆ ละ 1-2 ครั้ง โดยเก็บครั้งละครึ่งหนึ่งของจำนวนต้นพลูทั้งหมด ซึ่งสามารถเก็บสลับหมุนเวียนได้ทุกสัปดาห์ เก็บใบพลู 1 ครั้ง

ploobai

การจัดใบพลูเพื่อจำหน่าย

  1. นำใบพลูที่เก็บมาจัดเรียงซ้อนกัน โดยจับใบพลูให้คว่ำลง และนำใบพลูมาซ้อนต่อ ๆ กันจนครบ 10 ใบ จึงพับใบพลูเข้าหากัน ก็จะได้ใบพลู 1 ชุด หรือชาวบ้านเรียกว่า 1 แบ ทำอย่างนี้ให้ได้ 4 ชุด หรือ 4 แบ
  2. นำใบพลูที่จัดเรียงแล้ว มาวางเป็นแถวให้เหลื่อมกัน ทั้งหมด 4 ชุด หรือ 4 แบ ก็จะได้ใบพลู 1 มัดหรือชาวบ้านเรียกว่า 1 กำ ในใบพลู 1 มัด หรือ 1 กำ จะประกอบด้วยใบพลู 4 แบ ๆ ละ 10 ใบ รวมใบพลู 1 กำ จะมี 40 ใบ
  3. นำต้นหญ้าคา 2-3 ต้น โดยตัดปลายใบออกเล็กน้อย นำต้นหญ้าคามามัดกับใบพลูที่จัดเรียงซ้อนกันไว้แล้ว 4. นำใบพลูที่มัดแล้วจำหน่าย โดยจำหน่ายเป็นมัด ๆ

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้เลื้อย