ยอ ไม้พื้นบ้านสารพัดประโยชน์

27 เมษายน 2556 สมุนไพร 0

ต้นยอ เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวสด ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตาเป็นปุ่มโดยรอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลี่ยนเป็นสีขาวนวลเมื่อสุกปลูกโดยการใช้เมล็ด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด เจริญเติบโตในดินชุ่มชื้น มักปลูกกันในต้นฤดูฝน จะปลูกลงหลุมเลย หรือเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายไปที่ที่เตรียมปลูกไว้ก็ได้แต่จะต้องกำจัดวัชพืชบ้างเป็นครั้งคราว
คนโบราณนิยมปลูกยอไว้ในบริเวณบ้าน โดยกำหนดปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ (อาคเนย์) เชื่อว่าจะป้องกันจัญไรได้ อีกทั้งชื่อยอยังเป็นมงคลนาม ถือเป็นเคล็ดลับกันว่าจะได้รับการสรรเสริญเยินยอ หรือยกยอปอปั้นในสิ่งที่ดี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia L.
ชื่อสามัญ : Indian Mulberry
วงศ์ : Rubiaceae
ชื่ออื่น : ยอบ้าน (ภาคกลาง) มะตาเสือ (ภาคเหนือ) ยอ แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 2-6 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออก กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรี กว้าง 8-15 ซม. ยาว 10-20 ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อกลมตามซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีกลิ่นหอม ผล เป็นผลรวม ผิวขรุขระเป็นตุ่ม ผลสุกมีกลิ่นเหม็นเอียน เมล็ดสีน้ำตาลมีหลายเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ใบ ราก ผลดิบ ผลสุก

yorloog

คุณค่าด้านอาหาร : ใบยอและลูกยอใช้ทานเป็นผักได้ ใบยอเป็นผักเก่าแก่ที่ใช้รองก้นกระทงห่อหมก ทางภาคใต้นิยมใช้ใบยออ่อน ๆ ซอยเป็นฝอยแกงเผ็ดกับปลาใส่ขมิ้น ได้แกงรสชาดแปลกและอร่อย ในใบยอมีสารอาหารหลายอย่าง ประกอบด้วยแคลเซี่ยมมากที่สุด ยังมีเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง เส้นใย และอื่น ๆ ส่วนลูกยอใช้ทำส้มตำแทนมะละกอ ลูกยอมีสารอาหารน้อยกว่าใบ บางคนเชื่อว่าทานผลยอสุกจิ้มน้ำผึ้งรับประทาน จะช่วยบำรุงธาตุ ขับลมได้
นอกจากนี้ รากของต้นยอ เมื่ออายุ 3-4 ปี ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ เปลือกรากจะให้สีแดง ส่วนเนื้อในเปลือกจะให้สีเหลือง ย้อมผ้าฝ้าย ผ้าไหม ให้สีที่คงทน

DIGITAL CAMERA

ประโยชน์ที่ไดรับจากยอ

  • ราก : ใช้เป็นยาระบาย ซึ่งในบันทึกตามประวัติการใช้งานของยอพบว่า ชาวอินเดียใช้รากของยอในการเป็นยาถ่ายโดยพบองค์ประกอบทางเคมีและกลุ่มสาร สำคัญคือ แอนทราควิโนน (Anthraquinones) ซึ่งเป็นสารสีได้แก่ มอรินโดน (Morindone) มอรีโนน (Morenone) นอร์แดมนาเซ็นทาล (Nordamnacenthal) รูเบียดิน (Rubiadin) และอนุพันธ์ (Rubiadin 1 – methylether) ในเปลือกของรากมีสารสีคือ มอรินดิน (Morindin)
  • ใบ : ใช้ แก้ท้องร่วง แก้ไข้ แก้จุกเสียด ชาวฟิลิปปินส์ ใช้ใบสดรักษาแผลเปื่อย ข้ออักเสบในขณะที่ชาวอินเดียใช้เป็นยาสมานแผล และรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง โดยที่ชาวมาเลเซียใช้ใบปิ้งไฟให้ร้อนวางบนอกหรือท้อง เพื่อลดอาการไอ ตับโต คลื่นไส้และเป็นไข้ และในสมัยโบราณของไทยเองยังใช้ใบยอแก้อาการท้องร่วง แก้ปวดตามข้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า โดยมีองค์ประกอบด้วย สารแอสเพอรูโลไซด์ (Asperuloside) เบต้า – ซิโตสเตอรอล (ß – sitosterol) กรดอัวโซลิค (ursolic acid) เบต้า – คาโรทีน (ß – carotene) โปรตีน นอกจากนี้ในใบยอยังมีแคลเซียมมากถึง 469 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม
  • ผล : แก้อาเจียน ขับลม บำรุงธาตุ โดยใช้ผลยอที่ไม่สุกหรือดิบเกินไป หั่นปิ้งไฟพอเหลืองกรอง ต้มเอาน้ำเป็นกระสาย ใช้ร่วมกับยาแก้คลื่นไส้อาเจียนที่ไม่รุนแรง หรือนำผลดิบหรือผลห่ามสดประมาณ 2 กำมือ ฝานเป็นชิ้นบางๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อนๆ ให้เหลืองกรอบต้มหรือชงน้ำดื่ม เอาน้ำที่ได้จิบทีละน้อยและบ่อยครั้ง ชาวฟิลิปปินส์ ใช้ผลเป็นยาขับระดู
  • ผล ดิบมีคุณสมบัติในการรักษาโรคเหงือก น้ำคั้นจากผลบรรเทาอาการเจ็บคอ ทั้งนี้ผลของต้นยอประกอบด้วยกลุ่มสารสำคัญคือ กลุ่มโมโนเทอร์ปีน (monoterpenes) ได้แก่ แอสเพอรูโลไซด์ (asperuloside) นอกจากนี้ยังมีเบต้า – คาโรทีน (ß – carotene) และนอกจากนี้ในผลสุกยังมีสารหอมระเหย ซึ่งส่วนมากเป็นกรดคาร์บอกซีลีก (carboxylic acid) ได้แก่ กรดอ๊อคทาโนอิก (octanoic acid) กรดเฮกชาโนอิก (hexanoic acid) กรดเดคาโนอิก (decanoic acid) เป็นต้น
  • เมล็ด : ใช้เป็นยาระบาย โดยในเมล็ดของยอนั้นจะมีน้ำมันประกอบด้วยกรดซิโนเลอิด (ricinoleic acid)
  • เปลือก : ชาวอินเดียวใช้เปลือกของต้นยอนำมาต้มดื่มเป็นยาฝาดสมาน ชาวมาเลเซียใช้ต้มดื่มแก้ไข้จับสั่น ประกอบด้วยกลุ่มสารสำคัญคือ สารกลุ่มควินอยด์ (quinolds) ได้แก่ อะลิซาริน (alizarin) กรดรูเบอรีทริค (ruberythric acid) และรูเบียดิน (rubiadin) การใช้ยอตามสรรพคุณยาไทย แก้คลื่นไส้อาเจียน เป็นสรรพคุณของลูกยอที่รู้จักกันมากที่สุด และสามารถใช้ได้โดยไม่มีพิษภัยอะไร

คุณ ประโยชน์มากมายตั้งแต่รากจนถึงผลสุก ไม่เพียงแต่จะนำมาประกอบอาหารเท่านั้นยังสามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรที่ช่วย บรรเทาโรคบางอย่างได้

yortone

การใช้ประโยชน์ยอ
1. การใช้ประโยชน์ยอแต่ดั้งเดิม
ต้นยอใช้ประโยชนได้ทั้งต้น ไม่ว่า ใบ ผล ลำต้น ดอก เมล็ด หรือราก แต่ดั้งเดิมมามีผู้นำยอไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้
1.1 ใบยอ
(ก) ใบสด ใช้ห่อเนื้อและทำให้เนื้อมีรสยอ ใช้ทำอาหาร เช่น ห่อหมก ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ยงตัวหนอนไหม แก้แผลพุพอง รักษาอาการปวดศีรษะ หรือไข้
(ข) ใบทำยาพอก รักษาโรคมาลาเรีย แก้ไข้ แก้ปวด รักษาวัณโรค อาการเคล็ดยอก แผลถลอกลึกๆ อาการปวดในข้อ แก้ไข้ แก้พิษจากการถูกปลาหินต่อย แก้กระดูกแตก กล้ามเนื้อแพลง
(ค) น้ำสกัดใบยอ รักษาความดันโลหิตสูง เลือดออกที่เกิดจากกระดูกร้าว แก้ปวดท้อง เบาหวาน เบื้ออาหาร ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่องท้องบวม ไส้เลื่อน อาการขาดวิตามินเอ
1.2 ผลยอ
(ก) ไอระเหยจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง
(ข) ลูกยอดิบ ใช้รักษาอาการเจ็บ หรือแผลตกสะเก็ดรอบปากหรือข้างในปาก
(ค) ลูกยอสุก ใช้รับประทาน ลูกยอบดละเอียดใช้กลั้วคอแก้คอเจ็บ ลูกยอบดใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือรับประทานเพื่อฆ่าพยาธิในร่างกาย รักษาบาดแผลและอาการบวม แก้ปากและเหงือกอักเสบ แก้ปวดฟัน กระตุ้นความอยากอาหารและสมอง ใช้ทำอาหารหมู
(ง) ผลทำยาพอก ใช้แก้หัวสิว ตุ่ม ฝีฝักบัว แก้วัณโรค อาการเคล็ด แผลถลอกลึก โรคปวดในข้อ
(จ) น้ำมัน น้ำมันสกัดจากลูกยอใช้แก้ปวดกระเพาะ
(ฉ) น้ำสกัดลูกยอ แก้ความดันโลหิตสูง
1.3 ลำต้น
(ก) เปลือกต้ม แก้โรคดีซ่าน
(ข) น้ำสกัดต้นยอ แก้โรคความดันโลหิตสูง
1.4 เมล็ดยอ น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดยอใช้รักษาเหาและป้องกันแมลง
1.5 ดอกยอ ใช้รักษากุ้งยิง
1.6 รากยอ
(ก) นำมาใช้แกะสลัก
(ข) ทำรงควัตถุสีเหลือง
(ค) น้ำคั้นจากรากใช้แก้แผลที่อักเสบรุนแรง
1.7 ทุกส่วนของต้นยอ สามารถใช้ทำยาระบายท้อง

yorsok

2. การใช้ประโยชน์ยอสมัยใหม่
ปัจจุบันมีการนำลูกยอมาใช้ในทางแพทย์ทางเลือก (complementary alternative medicine, CAM) กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคติดสุราหรือยาเสพติด อาการแพ้ โรคข้ออักเสบ โรคหอบหืด โรคสมอง แผลพุพอง มะเร็ง โรคเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงหัวใจ อาการแพ้สารเคมี โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคเซลล์เจริญเติบโตนอกมดลูก (endometriosis) โรคเก๊า โรคความดันโลหิตสูง ภูมิคุ้มกันต่ำ อาการอักเสบต่างๆ อาการปวดบวม อาการอ่อนเพลียจากการนั่งเครื่องบินนานๆ โรคเส้นโลหิตตีบ อาการปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ โปลิโอ โรคปวดในข้อ ไซนัส และใช้เป็นยารักษาสัตว์

ลูกยอมีสารเคมีที่เรานิยมเรียกกันว่าพฤกษาเคมี (phytochemical) อยู่มากมาย ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวางตลอดมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ตัวอย่างพฤกษาเคมีในลูกยอ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานการบริโภค (Dietary Reference Intakes, DRI) มีดังนี้

น้ำตาลโมโลกุลยาวประเภทโอลิโกแซคคาไรด์ หรือโพลีแซคคาไรด์ ที่แบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลายออกเป็นกรดไขมันโมเลกุลสั้นๆ คุณสมบัติในเชิงสุขภาพของมันมีทางเป็นไปได้สูง ซึ่งต้องมีการพิสูจน์ โดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ให้กระจ่างขึ้นอีก
สารประเภทไกลโคไซด์ ซึ่งจัดเป็นสารประกอบฟีนอลที่เป็นน้ำตาล ได้แก่ เฟลโวนอยด์ เช่น rutin และ asperulosidic acid ยังไม่มีการศึกษา จนทราบคุณสมบัติแน่ชัดเช่นกัน
Trisaccharide fatty-acid esters หรือ noniosides เกิดจากการรวมตัวระหว่างอัลกอฮอล์กับกรดชนิดหนึ่งในผลยอ โนนิไซด์ คือสารเคมีที่ทำให้ลูกยอมีกลิ่นและรสที่เราไม่ชอบ
scopoletin สารชนิดนี้อาจเป็นสารปฏิชีวนะ งานวิจัยยังอยู่ในระดับเริ่มต้น
beta-sito sterol เป็นสเตอรอลในพืช มีศักยภาพลดคอเลสเทอรอล แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ในคน
clamma canthal เป็น anthraquinone ชนิดหนึ่ง มีศักยภาพในการยับยั้งโปรตีนของเชื้อเอ็ชไอวี
แอลคาลอยด์ เป็นอะมีนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพืช มักทำให้มีรสขม และจำนวนมากมีส่วนทำให้ลูกยอมีรสชาติไม่น่ากิน แหล่งข้อมูลในอินเทอร์เนตบางแห่งกล่าวถึง xeronine หรือ proxeronine ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของลูกยอ แต่ยังไม่พบการตีพิมพ์เกี่ยวกับสารทั้งสองชนิดนี้ในวารสารด้านการแพทย์ ดังนั้นศัพท์สองคำนี้จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์

yoryod

การปลูก
ปลูกโดยการใช้เมล็ดขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินชุ่มชื้น วิธีปลูกจะปลูกลงหลุมเลย หรือเพาะกล้าก่อนแล้วค่อยนำไปปลูกในที่ที่เตรียมไว้ก็ได้ ควรกำจัดวัชพืชบ้าง
วิธีการปลูก
๑. นำลูกยอมาวางทิ้งไว้ ให้งอม มากๆๆ (เกือบเน่า)
๒. นำลูกยอที่เกือบเน่า มาบี้ๆๆในน้ำ และล้างเมล็ด ให้หมดเมือก
๓. ตาก หรือ ผึ่ง ให้แห้ง แล้วนำไปลงถุงเพาะ

ความเห็นและข้อเสนอแนะ
ถึงแม้จะมีการศึกษาการก่อให้เกิดผลทางชีวภาพ (bioactivity) สารพฤกษาเคมีแต่ละประเภทที่กล่าวข้างต้นในลูกยออย่างมากมาย แต่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังถือว่าอยู่ในระดับเริ่มต้นเท่านั้น และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปใดๆ ออกมาในเชิงประโยชน์ต่อสุขภาพของผลยอ หรือน้ำคั้นจากผลดังกล่าว นอกจากนี้สารเหล่านี้เกือบทุกชนิดล้วนมีอยู่ในพืชที่ใช้เป็นอาหารจำนวนมาก ดังนั้นจึงยังไม่ใช่สารเฉพาะสำหรับลูกยอ

ถึงแม้การศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์ เนื้อหาผลที่มีต่อสุขภาพของลูกยอเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและยังไม่พบข้อพิสูจน์อย่างแน่ชัดก็ตาม แต่การใช้ลูกยอเป็นยาพื้นบ้านชาวโพลีนิเชียน พบคุณสมบัติทางยาของลูกยอซึ่งนำมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานกว่า 2000 ปี แล้ว ชาวจีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฯลฯ ใช้ยอ (ใบ ดอก ผล เปลือก ราก) ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ตา โรคผิวหนัง เหงือก โรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ แก้ท้องผูก ปวดท้อง โรคปวดเอว โรคขัดหรือท้องร่วง เป็นต้น

ในปัจจุบันลูกยอกลายเป็นยาทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากคุณสมบัติของลูกยอในทางการรักษาแบบพื้นบ้านสืบมา บวกเข้ากับประสบการณ์ที่สั่งสมสืบทอดกันมา และผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยังถือว่าเป็นเบื้องต้นสรรพคุณของลูกยอหรือน้ำลูกยอได้ขยายออกไปสู่การรักษาโรคต่างๆ เช่น ในเว็บไซด์เกี่ยวกับลูกยอของอินเดียกล่าวว่า ลูกยอช่วยลดพิษในร่างกาย ทำให้เซลล์อ่อนเยาว์ลง ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ป้องกันเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ลดอาการปวด ดูดซึมอาหารและยาได้ดีขึ้น ควบคุมน้ำหนัก ทำให้นอนหลับสบาย ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ควบคุมการทำงานของเซลล์ให้ดีขึ้น ซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมโทรม เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายรักษาตัวเองได้ดีขึ้น ลดความเครียด ทำให้จิตใจสงบและเยือกเย็น ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ทำให้ตื่นตัว มีความจำและสมาธิดี ช่วยรักษาผิว ผม และหนังศีรษะ ลดโอกาสของการเป็นโรคที่เกี่ยวกับสูงวัย เช่น โรคเส้นโลหิตตีบ โรคหัวใจ เบาหวาน และอัมพฤกษ์

yordib

เราจะพบการโฆษณาขายน้ำลูกยอหรือแคปซูลลูกยอ ไม่ว่าในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย หรือเอเชีย อย่างแพร่หลาย นอกเหนือจากรักษาโรคที่ได้กล่าวมาตามเว็บไซด์จากอินเดียแล้ว ยังมีที่กล่าวถึงความสามารถในการรักษาโรคเนื้องอกและมะเร็งอีกด้วย

จากประวัติอันยาวนานของการใช้ลูกยอในการรักษาโรค ก็น่าจะเป็นเหตุผลว่าลูกยอสามารถรักษาโรคบางโรคได้ แต่ความแน่ชัดในเชิงวิทยาศาสตร์ยังต้องรอการพิสูจน์ในวันข้างหน้า ลูกยอจึงเป็นทางหนึ่งของการรักษาโรค ดังคำโบราณว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของหมอผู้รักษาและคนไข้

ป้ายคำ : ,

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด สมุนไพร