วิชัย ใต้ระหัน ปราชญ์อินเตอร์ผู้เดินตามรอยพ่อ

วิชัย ใต้ระหัน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยไปทำงานในต่างประเทศ และกลับมารับใช้ทุนนิยม ก่อนจะกลับมาทำสวนเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่เพียง 3 ไร่ โดยได้แรงบันดาลใจจากคำสอนของพระเจ้าอยู่หัว และนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และประสบความสำเร็จสามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรีถึง 3 คน และได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นวิทยากรและเปิดสวนเกษตรอินทรีย์ให้ผู้คนจากทั่วประเทศมาดูงาน อีกทั้งยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสร้างเป็นโรงเรียนให้ความรู้แก่เยาวชน

มารู้จักกับ วิชัย ใต้ระหัน

แน่นอนคนเพชรบูรณ์เดินตามวิถีพ่อหลวงมีจำนวนไม่น้อย แต่ “วิชัย ใต้ระหัน” ชายวัยเกษียณ ชาวบ้านธรรมดา การศึกษาแค่ ป.4 จากบ้านน้ำครั่ง ต.วังบาล อ.หล่มเก่า ถือว่าโดดเด่นที่สุดที่นำเอาศาสตร์พระราชามาใช้ในการดำเนินชีวิตและปรากฏผลเป็นรูปธรรมจับต้องได้ กล่าวคือ ตั้งแต่วิชัยทำเกษตรอินทรีย์ตามทฤษฎีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2542 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ชีวิตของเขาและครอบครัวชีวิตมีความสุขมาก ไม่เคยเป็นหนี้ใครแม้แต่บาทเดียว พร้อมทั้งส่งเสียลูกเรียนหนังสือจนจบปริญญาและมีงานทำทั้ง 3 คน

คนโตจบมหาวิทยาลัยเกริก คนกลาง มหาวิยาลัยราชภัฏพระนคร คนสุดท้ายจบพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นพยาบาล และปัจจุบันทำงานที่โรงพยาบาลศิริราช

ณ ปัจจุบัน นอกจากชีวิตของวิชัยชายวัย 62 ปี จะมีความสุขแล้ว เขาเองยังแบ่งปันความสุขที่มีนั้นให้คนอื่นๆ และสังคม เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับหน่วยงาน ชุมชน โรงเรียนต่างๆ ใน จ.เพชรบูรณ์ พร้อมทั้งเปิดห้องเรียนสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป เพื่อรับมือกับการเปิดเออีซีใน 2558 ในสวนปราชญ์เกษตรอินทรีย์ของเขา

wichaitairahunsorn

พูดได้ 3 ภาษา ที่มา ‘ปราชญ์อินเตอร์’

วิชัยเดิมพื้นเพเป็นคน จ.ร้อยเอ็ด แต่ย้ายมาอยู่หล่มเก่าเพราะแต่งงานกับ “จันจูม ใต้ระหัน” ภรรยาคู่ชีวิตของเขาในปัจจุบัน ต่อมาวันหนึ่งชีวิตของเขามีอันต้องออกจากลาภรรยาและลูกๆ ไปทำงานหาเงินที่ต่างแดน โดยไปเป็นกรรมกรก่อสร้างข้ามชาติกับบริษัทฝรั่งที่ประเทศซาอุดิอาระเบียในปี 2523

“หลังแต่งงานผมอยู่บ้านพ่อตา 3 ปี พอมีเงินอยู่บ้างแต่ไม่มาก ก็แยกบ้านจากพ่อตามาสร้างบ้านเองข้างๆ บ้านพ่อตานั่นแหละ สร้างยังไม่เสร็จเลยเงินก็หมด ช่วงนั้นพี่ชายซึ่งก็ได้เมียเป็นคนบ้านน้ำครั่ง และตอนนั้นเขาทำงานที่ซาอุฯ กลับมาพักร้อนที่ไทย บอกที่ซาอุฯ ต้องการแรงงานจึงตัดสินใจไปในปี 2523 เป็นกรรมกรก่อสร้าง”

ด้วยความที่ใฝ่เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก วิชัยรู้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญ เขาจึงเตรียมพร้อมด้วยการไปซื้อหนังสือภาษาอังกฤษจำนวน 34 เล่ม หนึ่งในนั้นคือหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ 79 ชั่วโมง พกติดตัวไปด้วยไว้ศึกษาด้วยตัวเองยามว่างจากการทำงาน

“เรื่องใฝ่เรียนรู้ลุงมีมาตั้งแต่เด็กนะแต่ไม่มีโอกาส ตอนอยู่ร้อยเอ็ดบ้านกับโรงเรียนไกลกันมาก 9 กิโลฯ เลย ถ้าจะเรียนต้องเดินอย่างเดียว เพราะถนนหนทางไม่มีเหมือนสมัยนี้ เพราะฉะนั้นพอรู้ว่าต้องไปซาอุฯ ลุงไปจึงซื้อหนังสือภาษาอังกฤษ ทั้งดิกชันนารี เรียนอังกฤษ 79 ชั่วโมง เล่มใหญ่ๆ 34 เล่มไปด้วย เพราะยังไงต้องใช้แน่นอนเพราะอยู่กับฝรั่ง”

ด้วยการทำงานคลุกคลีกับฝรั่งชาติต่างๆ ทั้งชาวฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ ตลอดทั้งคนซาอุฯ ในออฟฟิศตลอด ทำให้วิชัยแทบไม่มีโอกาสได้พูดไทย ทำให้เป็นแรงผลักดันให้เขาสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษดีขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งยังพูดฝรั่งเศสและภาษาอาหรับได้ด้วย โดยเฉพาะการมีทักษะทางด้านการพูดภาษาอังกฤษโดดเด่นเหนือแรงงานคนอื่นๆ

“ไปอยู่แรกๆ ใช้แรงงาน 3 ปี ผ่านโปรฯ นายเห็นแววเพราะพูดอังกฤษได้ จากผู้ใช้แรงงานก็ให้ไปอยู่ทีมลีดเดอร์ ดูแลออฟฟิศ จากเงินเดือน 1,000 รีล ขึ้นไป 1,300 รีล หน้าที่คือประสานงาน ไปรับคนจากสนามบิน ไปทำพาสพอร์ต ทำวีซ่าให้คนงาน ปีต่อไปขึ้นเป็นโฟร์แมน เงินเดือน 2,000 รีล ปีที่ 6 เป็นซีเนียร์โฟร์แมน เงินเดือน 2,500 รีล และปีที่ 8 ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด คือ เจนเนอรัลโฟร์แมน รับเงินเดือนพร้อมโอเวอร์ไทม์ที่ประมาณ 6 หมื่นกว่าบาท”

wichaitairahunp

จากวันนั้นถึงวันนี้วิชัย สามารถพูดได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส อาหรับ และอังกฤษ โดย 2 ภาษาแรกพอสื่อสารเบื้องต้นได้ แต่ภาษาอังกฤษทักษะในการพูดของเขาอยู่ที่ 95% และการเขียนแทบไม่ต้องเปิดดิกชันนารี ยกเสียแต่คำศัพท์ยากๆ ที่ไม่คุ้นเคย

ศรัทธาในศาสตร์ของพระราชา

วิชัยทำงานอยู่ที่ประเทศซาอุฯ เป็นเวลา 10 ปี ก่อนจะย้ายกลับมาคุมงานก่อสร้างที่เมืองไทย ซึ่งก็เป็นบริษัทเดียวกันกับที่ทำงานที่ซาอุฯ ซึ่งได้โครงการก่อสร้างในประเทศไทยและย้ายบริษัทมาอยู่เมืองไทย แต่อย่างไรก็ตามช่วงทำงานที่ซาอุฯ นั้น เขาได้อ่านหนังสือที่เขียนถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงเล่มไม่หนาเท่าไหร่ แต่ข้างในก็มีเนื้อหาครบถ้วนเกี่ยวกับศาสตร์ของพระราชา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสามารถเล่าได้หมดและอธิบายได้เห็นภาพชัด

“อย่างที่บอกลุงเป็นคนใฝ่รู้และด้วยความเป็นลูกชาวนาที่ศรัทธาในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงอยู่แล้ว ช่วงที่ได้พักร้อนกลับมาเมืองไทย ลุงก็ไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่าน คำสอนของพระองค์ท่านกลับไปที่ซาอุฯ ด้วย เพราะคิดไว้ว่าสักวันจะต้องทำตามที่พระองค์ท่านสอน ลุงอ่านแล้วอ่านอีกจนความรู้ทุกอย่างในหนังสือเล่มดังกล่าวถูกก๊อบปี้มาอยู่ในหัวหมดเลย” ลุงวิชัย พูดถึงความศรัทธาต่อศาสตร์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และแล้วในปี 2542 เขาตัดสินใจลาออกจากบริษัทฝรั่ง ประกอบกับช่วงนั้นพอมีเงินสำหรับที่จะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นรูปแบบที่เขาเชื่อว่าจะทำให้เขาประสบความสำเร็จ มีความสุข และได้อยู่กับครอบครัว ก็คือการทำเกษตรอินทรีย์ตามทฤษฎีของในหลวง

wichaitairahunbook

“ปกติแล้วการทำงานในบริษัทของฝรั่ง ถ้าอายุ 45 ปี เขาก็เอาจะให้ออกนะ เหมือนครบกำหนดอายุที่จะทำงานลักษณะนี้ ลุงก็คิดว่าเป็นเวลาสมควรที่จะหยุด หันไปทำอย่างอื่น ประกอบกับช่วงนั้นพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง เลยลาออกมาทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางของพระองค์ท่านเลยในพื้นที่ 3 ไร่ที่พ่อตาแบ่งให้ โดยใช้ความรู้จากในหนังสือเล่มนี้แหละ ลงทำเอง ไม่มีใครสอน มีแค่หนังสือเล่มนี้เท่านั้นเป็นครู”

เดินหน้าพิสูจน์ตัวเองตามแนวทางที่ตั้งใจ

เพื่อพิสูจน์ว่าศาสตร์นี้จะนำพาชีวิตเขาจากนี้ไปสู่ความสำเร็จ วิชัยจึงเริ่มขุดบ่อเลี้ยงหมู ทำโรงสี ทำนาอินทรีย์ และปลูกพืช ผักปลอดสารพิษโดยไม่พึ่งพาสารเคมีใดๆ ในที่ดิน 3 ไร่ โดยทำอยู่ 10 กว่าปี ก่อนที่ต่อมาลูกสาวทั้งสามจะขอให้หยุดเพราะเห็นว่าอายุมากและอยากให้พักผ่อนเนื่องจากทำงานหนักมาตลอด ประกอบกับทุกคนเรียนจบมีงานทำสามารถส่งเงินให้พ่อใช้ทุกเดือนอย่างไม่ลำบาก

“เลี้ยงหมู ทำนาอินทรีย์ ทำโรงสี สามส่วนนี้จะเกื้อกูลกัน ขี้หมูก็เอาไปผสมแกลบมาคลุกเคล้าบำรุงดินที่เราที่ทำนา เป็นการลดค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง พืชผักก็ปลูกหลายชนิดตามที่ในหลวงบอก ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ก็ทำเองโดยใช้วัตถุดิบที่เราปลูกในสวนนั่นแหละมาทำ ถือว่าลดค่าใช้จ่าย เพราไม่ได้ซื้ออะไร ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัวตามที่ในหลวงตรัสสอน ทำอยู่ 10 ปี ลูกๆ เรียนจบมีงานทำเขาเลยขอให้หยุดทำ ไม่ต้องเลี้ยงหมู ให้ขายโรงสี ลุงก็ตามใจเขา”

เมื่อถามถึงรายได้ตลอด 10 ปีที่ทำเกษตรอินทรีย์ วิชัยบอกว่า สำหรับเขาแล้วเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะชีวิตถือว่ามีความสุขอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อน ไม่มีหนี้ ไม่ต้องกระเสือกกระสน ดังนั้นเงินที่มีจึงฝากไว้ที่ลูกทั้ง 3 คน

“ตลอด 10 ปีที่ลุงอยู่กับศาสตร์ในหลวง ซึ่งพระองค์จะสอนเสมอว่า ถ้าเรารู้จักคำว่าพอ ไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่มสุรา ไม่ไปยุ่งกับอบายมุขอื่นๆ ชีวิตก็มีความสุขแล้ว แล้วลุงก็มีความสุขจริงๆ ของกินไม่ต้องซื้อ ลุงมีหมด ไม่ต้องดิ้นรน เงินก็ใช้เงินเฉพาะที่จำเป็น พอชีวิตดำรงอยู่ได้เท่านั้น ฉะนั้นเวลามีใครถามลุงว่าทำเกษตรมามีเงินเท่าไหร่ ผมจะบอกเสมอว่าผมฝากไว้ที่ลูก 2 ล้านกว่าบาท ซึ่งก็เป็นเงินที่ส่งเขาเรียนจนจบ และทุกวันเขาให้ผมเดือนละ 3,000 บาท แทนการเลี้ยงหมูและสีข้าว”

แม้ลูกๆ จะขอวิชัยไม่ให้เลี้ยงหมู ทำโรงสี แต่ก็ไม่ได้ห้ามปลูกพืชผักอินทรีย์ ในปี 2554 เขาจึงปลูกผักอินทรีย์หลายชนิดบนเนื้อที่ 1 ไร่ครึ่ง หลังฤดูกาลการทำนา และครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องของผลผลิตที่งดงาม ได้ผลดีเยี่ยมร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเขาได้ไปเรียนทำปุ๋ยชีวภาพตามสูตรของ “ชาติชาย เพชระบูรณิน” อดีตนายอำเภอหล่มเก่า (ตอนนั้นเป็นนายอำเภอหล่มเก่า) คนเพชรบูรณ์แท้ๆ ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาและนำศาสตร์ของในหลวงมาใช้ทำงานจนได้รับรางวัลมากมาย

พร้อมกันนี้ในช่วงดังกล่าววิชัยยังได้ไปช่วยให้คำแนะนำให้กับหลานชาย เกษตรอินทรีย์หนุ่มรุ่นใหม่ “อ๋าพนมเทียน ทองสิทธิ์” อดีตนักธรณีวิทยาบริษัทยักษ์ใหญ่ รายได้เรือนแสน ที่ลาออกมาเป็นทำเกษตรอินทรีย์ตามทฤษฎีของในหลวง ในพื้นที่ 30 ไร่ ณ ต.หินฮาว อ.หล่มเก่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสวนของเขาอยู่ตลอด เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์

เปลี่ยนคอกหมูเป็นห้องเรียน

นอกจากปลูกผักอินทรีย์แล้ว วิชัยยังได้ปรับพื้นที่อันที่เป็นตั้งโรงสีเดิมทำเป็นห้องเรียนสอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและภาษาอังกฤษให้กับเด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนที่สนใจ ตั้งแต่ปี 2554 เรื่อยมาจนปัจจุบันมีลูกศิษย์หลายหลายวัยรวมแล้วประมาณ 1,800 คน ที่มาเรียนด้วย

“หลังขายโรงสีแล้ว ในปี 2554 ลุงก็ทำห้องเรียนขึ้นมาเพื่อจะถ่ายความรู้ที่มีอยู่ ทั้งเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและภาษาอังกฤษให้กับลูกหลาน เด็ก เยาวชน และทุกคนที่สนใจ ไม่ต้องเสียค่าเรียน ขอแค่ขยันมาเรียนเท่านั้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ลุงมองถึงเออีซีในปี 2558 ซึ่งที่หันมาทำเรื่องนี้จริงจังเพราะอยากให้เด็กๆ ได้ซึบซับคำสอนของพ่อหลวง ซึ่งลุงมองว่าเป็นทางรอดของประเทศ ทางรอดของเกษตรกรไทย ซึ่งต้องเริ่มจากเด็กนี่แหละ พร้อมทั้งอยากให้เด็กได้ภาษา”

ปราชญ์อินเตอร์ กล่าวว่า วิชาความรู้ที่มีอยู่กับตัวนั้นไม่ควรเก็บไว้คนเดียว แต่ควรแบ่งปันคนอื่นและตอบแทนคุณแผ่นดินที่เราอยู่อาศัย ถือเป็นการให้ที่ยั่งยืน เพราะถ้าให้ทรัพย์สมบัติเงินทองสักวันหนึ่งก็หมดสิ้น แต่ให้วิชาความรู้ ให้ปัญญาไม่มีหมด ถ้าใครสนใจก็ไปเรียนได้ เปิด 9 โมงถึงเที่ยง ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สอนฟรี

ที่มา
http://www.posttoday.com/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C/309834/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99

ป้ายคำ : ,

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ปราชญ์ของแผ่นดิน