สละ ระกำหวาน

26 พฤศจิกายน 2558 ไม้ผล 0

สละเป็นชื่อ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง เหมือนระกำ แต่ผลมีรสหวานคำแปลนี้ ทำให้ตีความ ได้ว่า ถ้าต้นไม้ชนิดเดียวกันนี้ ถ้ารสไม่หวาน จะจืดหรือเปรี้ยวก็ตาม เรียกว่า ระกำ คำว่า สละ ในความหมายนี้ไม่ใช่ภาษาไทยเป็นคำที่เอามา จากภาษาอินโดนีเซียว่า สะลัก (SALAK) หมายถึง ต้นไม้คล้ายระกำ รสหวาน เนื้อกรอบ การเอารสหวาน ของสละอินโดนีเซีย หรือสละชวา มาใช้จำแนกว่า ระกำเปรี้ยว เรียก ระกำ ระกำหวานเรียกว่า สละ เช่นนี้ ทำให้เข้าใจว่าคนไทยจำนวนน้อย มากที่รู้จัก สละ ของไทยเราเอง และทำให้คำว่า สละ มีความหมายสับสน นับเป็นพืชที่น่าจับตามองพืชหนึ่ง เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหอมหวานเฉพาะตัวเป็นที่นิยมของผู้บริโภค และนิยมนํามาเป็นของฝาก เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตในเชิงการค้าได้ค่อนข้างเร็ว หากมีการดูแลปฏิบัติรักษาและจัดการปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้องเหมาะสม

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zalacca edulis
วงศ์ Palmae
ชื่อสามัญ ซาเลา สละชะวา สลัก สะละ

ลักษณะ
สละเป็นพืชในวงศ์ปาล์มและอยู่ในสกุลเดียวกับระกำ ลักษณะต้นเป็นทรงพุ่มคล้ายระกำ มีหนามแหลมแข็ง ออกตามก้านใบ ดอกแยกเพศ สีน้ำตาล แต่เกสรตัวผู้ของสละมักไม่แข็งแรง ผสมติดน้อย เกษตรกรจึงนิยมเอาเกสรตัวผู้ของระกำมาผสมสละออกผลเป็นทะลายเรียก “คาน” ในแต่ละคานมีทะลายย่อยเรียก “กระปุก” ลักษณะผลของสละเป็นทรงยาวรี ผลอ่อนสีน้ำตาล เปลือกเป็นเกล็ดซ้อนกัน ผลแก่กลายเป็นสีแดงอมน้ำตาล บนผลมีขนแข็ง สั้น คล้ายหนาม ลักษณะของผลสละที่ต่างจากผลระกำคือมีเมล็ดเล็กกว่า สีเมล็ดเป็นสีน้ำตาลเข้มกว่า เนื้อสละเป็นสีเหลืองอ่อน ส่วนเนื้อระกำเป็นสีเหลืองอมส้ม สละมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์

salatonsalapasom

ต้นสละ จะมีหนามแข็งแหลมออกจากก้านใบ ดอกแยกเพศสีน้ำตาล โดยสละออกผลเป็นทะลายเรียกว่า “คาน” ซึ่งในแต่ละคานก็จะมีทะลายย่อยซึ่งเราจะเรียกว่า “กระปุก”
ผลสละ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรียาว ผลอ่อนเป็นสีน้ำตาล ส่วนผลแก่เป็นสีแดงอมน้ำตาล เปลือกเป็นเกล็ดซ้อนกัน และบนผลมีขนแข็งสั้นคล้ายหนาม

salapols

โดยทั่วไปสามารถปลูกได้ดีเกือบทุกสภาพพื้นที่ แต่พื้นที่ที่เหมาะสมควร มีความลาดเอียง ไม่ควรเกิน 15% ไม่มีน้ำท่วมขัง ลักษณะดินควรเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนปนเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี มีชั้นดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร มีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง 5.0-6.5 อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-40 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปีและการกระจายตัวของฝนดี ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 60-70% มีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง น้ำควรสะอาดไม่มีสารอินทรีย์และอนินทรีย์ที่เป็นพิษปนเปื้อน

การเลือกพันธุ์สละ มีวิธีการเลือกดังนี้

  • เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับแหล่งปลูกและตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • ตรงตามพันธุ์ซึ่งต้องเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์โดยการตัดชําลําต้นแก่หรือแยกหน่อจากต้นเพศเมียเท่านั้นและต้องไม่ใช่หน่อที่พัฒนามาจากไหลหรือจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในขณะที่ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อยังอาจกลายพันธุ์ได้
  • มีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคและแมลง

สำหรับสายพันธุ์สละที่นิยมปลูกในประเทศไทยก็มีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น สละเนินวง (ผลหัวท้ายเรียว สีส้มอมน้ำตาล มีหนามยาว ผลดิบรสฝาด ส่วนผลสุกมีรสหวานหอม), สละหม้อ (ผลยาว ปลายแหลมเป็นจะงอย และเปลือกมีสีแดงเข้ม), สละสุมาลี (ผลป้อมสั้น เนื้อมีส้มคล้ายระกำ แถมทรงต้นยังคล้ายระกำอีกด้วย)

พันธุ์ที่นิยมปลูก มีดังนี้

  1. พันธุ์เนินวง เป็นพันธุ์สะละที่นิยมปลูกมากที่สุด ขนาดตะโพกหรือลําต้นเล็กกว่าระกํา บริเวณกาบใบมีสีน้ำตาลทอง ปลายใบยาว หนามของยอดที่ยังไม่คลี่มีสีขาว ผลมีรูปร่างยาวหัวท้ายเรียวคล้ายกระสวย หนามผลยาว อ่อนนิ่ม ปลายหนามงอนไปทางท้ายผล เนื้อมีสีเหลืองนวลคล้ายน้ำผึ้ง หนานุ่ม รสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยว รับประทานแล้วรู้สึกชุ่มคอ กลิ่นหอมเมล็ดเล็ก
  2. พันธุ์หม้อ ขนาดตะโพกหรือลําต้นเล็กและใบมีสีเข้มกว่าพันธุ์เนินวง ข้อทางใบถี่สั้นหนามยาวเล็กและอ่อนกว่าพันธุ์เนินวง ช่อดอกยาว ติดผลง่ายกว่าพันธุ์เนินวง ผลคล้ายระกําเปลือกผลสีแดงเข้ม เนื้อสีน้ำตาลมีลาย เนื้อหนาแต่ไม่แน่น รสชาติหวาน มีกลิ่นเฉพาะ เมล็ดเล็กทนต่อสภาพแสงแดดจัดได้ดีกว่าพันธุ์เนินวง
  3. พันธุ์สุมาลี เป็นพันธุ์ใหม่ ลักษณะลําต้นคล้ายระกํา ทางใบยาวมีสีเขียวอมเหลือง ใบใหญ่กว้างและปลายใบสั้นกว่าพันธุ์เนินวง หนามของยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่มีสีส้มอ่อน คานดอกยาวช่อดอกใหญ่ ติดผลง่าย ผลมีรูปร่างป้อมสั้น สีเนื้อคล้ายสะละเนินวง เนื้อหนากว่าระกําแต่บางกว่าพันธุ์เนินวง รสชาติหวาน มีกลิ่นเฉพาะ เจริญเติบโตเร็วและทนต่อสภาพแสงแดดจัดได้ดีกว่าพันธุ์เนินวง

salakla

การปลูก
การเตรียมพื้นที่ในการปลูกสละ มีดังนี้
1. พื้นที่ดอนที่ปลูกไม้ยืนต้นไว้แล้ว

  • สามารถปลูกสละร่วมกับไม้ยืนต้นเหล่านั้นได้เลยโดยอาศัยไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้แล้วเป็นร่มเงาพรางแสง พื้นที่ดอนที่ไม่มีไม้ยืนต้น
  • ไถพรวน ปรับพื้นที่ให้เรียบ และขุดร่องระบายน้ำหากมีปัญหาน้ำท่วมขัง
  • ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้โตเร็วเพื่อเตรียมไว้เป็นร่มเงาของสละ

2. พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังในฤดูฝน

  • ขุดยกร่องสวนให้มีขนาดสันร่องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตรลึก 1 เมตร
  • มีระบบระบายน้ำเข้าออกเป็นอย่างดี
  • ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้โตเร็วเป็นไม้ร่มเงาริมขอบแปลงทั้ง 2 ด้านเพื่อช่วยยึดป้องกันการพังทลายของแปลงปลูกด้วย

วิธีการปลูก
ระยะปลูก
สัมพันธ์กับจํานวนต้นต่อพื้นที่โดยจํานวนต้นที่เหมาะสมเท่ากับ 100 ต้นต่อไร่ เช่น หากปลูกสละแบบต้นเดี่ยว ควรปลูกในระยะ 4×4 เมตร หรือ ปลูกแบบกอไว้กอละ 3 ต้น ควรปลูกในระยะ 6×8 เมตร เป็นต้น หรือสละ 1 ต้น ใช้พื้นที่14-20 ตารางเมตร
การปลูก
ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต อัตรา 500 กรัม/หลุม วางต้นพันธุ์แล้วกลบดินจนอยู่ระดับเดียวกับผิวดิน ควรเอาดินกลบโคนปีละ 1 ครั้ง

salapoogs salaploog

การพรางแสง

  • สละต้องมีร่มเงาพรางแสงประมาณ 50% ของแสงปกติวิธีการพรางแสงทําได้โดย
  • กรณีปลูกในสวนไม้ผลหรือไม้ยืนต้น เช่น เงาะ ทุเรียน ขนุน ฯลฯ ควรตัดแต่งกิ่งของไม้ยืนต้นให้ได้แสงที่พอเหมาะ
  • กรณีปลูกใหม่ไม่มีไม้ร่มเงาต้องปลูกไม้โตเร็วเป็นไม้ร่มเงาถาวร เช่น กระถินเทพา เพกา เหรียง ฯลฯ หรือไม้ยืนต้นอื่นที่เหมาะสมและควรปลูกมากกว่า 1ชนิด
  • ใช้ตาข่ายพลาสติกพรางแสงขึงคลุมให้ได้แสงประมาณ 50%การป้องกันลมสวนสละต้องมีการป้องกันลมโดยทําฉากป้องกันลมหรือปลูกไม้บังลมรอบแปลง

การดูแลรักษา
การดูแลรักษาสละในระยะก่อนให้ผลผลิต (อายุ 1-3 ปี)
การใส่ปุ๋ย

  • ปุ๋ยคอก อัตรา 10-20 กิโลกรัม/กอ/ปีแบ่งใส่2 ครั้ง/ปี

การให้น้ำ
ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอประมาณ 100-118 ลิตร/กอ/วัน สําหรับระยะปลูก 6×6 เมตร
การตัดแต่งทางใบ
ไม่ควรตัดแต่งทางใบมากนักนอกจากทางใบที่แก่หมดสภาพแล้วเท่านั้น หากทางใบโน้มกีดขวางการทํางานควรใช้เชือกไนล่อนผูกรวบไว้ ทางใบที่ตัดแล้วควรนําไปปูคลุมรอบโคนต้นโดยคว่ำด้านหนามลงดิน หรือบดละเอียดด้วยเครื่องบดทางสะละเป็นปุ๋ยหมักต่อไป
การตัดแต่งหน่อและการไว้กอ
สละอายุได้ประมาณ 1 ปีจะแตกหน่อออกมาจํานวนมาก หากปลูกแบบกอควรเลี้ยงหน่อไว้เพียงหน่อเดียว (2 ต้นต่อกอรวมทั้งต้นแม่) จะทําให้สละตกผลเร็ว หลังจากนั้นค่อยเลี้ยงหน่อเพิ่มขึ้นให้ได้จํานวนต้นตามต้องการและคอยหมั่นตัดแต่งหน่อที่ไม่ต้องการออก

salapan

การดูแลรักษาสะละในระยะให้ผลผลิต (อายุ3 ปีขึ้นไป)
การใส่ปุ๋ย

  • ควรเก็บตัวอย่างดินและใบสะละไปวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อประเมินความต้องการธาตุอาหารของสะละสําหรับใช้เป็นแนวทางการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้อง
  • ควรกําจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย และใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชื้นเพียงพอ
  • ปุ๋ยคอกอัตรา 30-40 กิโลกรัม/กอ/ปีแบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง
  • ปุ๋ยที่มีเรโชเท่ากับ 1:1:1 หรือ 2:1:2 หรือใกล้เคียง อัตรา 1-2 กิโลกรัม/กอ/เดือน ใส่ทุกเดือน ๆ ละ 1-2 ครั้ง

การให้น้ำ
ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในช่วงขาดฝนควรให้น้ำวันเว้นวันหรือ 100-118 ลิตร/กอ/วันสําหรับระยะปลูก 6×6 เมตร
การตัดแต่งทางใบ

  • สละที่ให้ผลผลิตแล้วควรไว้ทางใบ 15-20 ทางใบ
  • ไม่ควรตัดแต่งทางใบที่รองรับทะลายผลจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
  • ทางใบช่วงที่มีใบตัดแล้วนํามาปูคลุมโคนโดยคว่ำหนามลงดินส่วนช่วงโคนที่ไม่มีใบนําไปบดละเอียดด้วยเครื่องบดทางสละเป็นปุ๋ยหมักต่อไป

การตัดแต่งหน่อและไว้กอ
หลังจากเลี้ยงหน่อได้จํานวนต้นที่ต้องการแล้วคอยหมั่นตัดหน่อที่ไม่ต้องการออกทั้งหน่อข้างต้น (หน่อต๊อก) และหน่อดินเมื่อสะละมีอายุได้ประมาณ 7-8 ปีหรือเมื่อต้นมีความสูงไม่น้อยกว่า 1 เมตร อาจตัดต้นแม่ออกนําไปขยายพันธุ์เพื่อให้มีช่องว่างตรงกลางกอ จะทําให้ปฏิบัติการดูแลรักษาสะดวกยิ่งขึ้น
การตัดแต่งดอก
ค้านดอกที่ออกมาในระยะก่อน 2 ปีควรตัดทิ้ง เพราะผลผลิตที่ได้ในระยะนี้จะไม่มีคุณภาพตัดแต่งช่อดอกในแต่ละคานให้เหลือปริมาณพอเหมาะกับความสมบูรณ์ต้น โดยสังเกตจากช่อดอกหากสมบูรณ์จะอวบยาว สีแดงเข้ม กาบหุ้มมีสีดําหรือสีน้ำตาล

salasuan

การผสมเกสร

  • สละต้องช่วยผสมเกสร
  • ผสมเกสรโดยตัดช่อดอกตัวผู้ของระกํา สะกํา หรือสละที่บานแล้วมาเคาะใส่ช่อดอกตัวเมียที่บานแล้วประมาณ 50% ของช่อดอกขึ้นไป ให้ละอองเกสรตกลงไปผสมกับเกสรตัวเมีย
  • ผสมเกสรโดยใช้เกสรสําเร็จรูปที่เก็บรวบรวมไว้กับแป้งทาลคัมอัตรา 1:10 พ่นบนช่อดอกตัวเมียที่บานแล้ว 80% ก่อนนําเกสรสําเร็จรูปไปใช้ควรทดสอบเปอร์เซ็นต์ความมีชีวิตของละอองเกสรก่อน
  • การผสมเกสรสามารถทําได้ตลอดทั้งวัน แต่ในฤดูฝนเมื่อผสมแล้วต้องคลุมดอกไว้อย่างน้อย 2 วัน

saladok

การโยงผล
โยงผลตามความเหมาะสมโดยเฉพาะในต้นเล็กที่กระปุกผลอยู่ใกล้พื้นดินสุขลักษณะและความสะอาด

  • ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ
  • กําจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แข่งขันกับสะละหรือเป็นแหล่งอาศัยของศัตรูพืช
  • ควรเก็บเศษพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทําลายนอกแปลงปลูก
  • ทางใบสะละที่ตัดแต่งทิ้งควรนํามาคลุมโคนหรือกองไว้บริเวณระหว่างแถว หรือย่อยด้วยเครื่องบดเศษซากพืช แล้วใส่บริเวณโคนต้นเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในสวนสะละ
  • ผลสะละที่เน่าเสียจากการทําลายของเชื้อราควรเก็บรวบรวมนําไปเผาทําลายนอกแปลงปลูก
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้วควรเก็บรวบรวมนําไปทําลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดินหรือทิ้งในสถานที่ที่จัดไว้สําหรับทิ้งภาชนะเหล่านี้
  • ควรทําความสะอาด ดูแลและซ่อมบํารุงเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในสวนอยู่เสมอ

salaponsalapol

การเก็บเกี่ยว

  • นับอายุผล ควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลสะละมีอายุประมาณ 37 สัปดาห์หลังดอกบาน(ประมาณ 9 เดือน) จะได้ผลสะละที่มีรสหวานอมเปรี้ยว
  • สังเกตสีเปลือก จะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดําเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวแตกลายเป็นลายคล้ายเกล็ดงูชัดเจน
  • บีบผลแล้วรู้สึกว่านิ่ม เนื่องจากมีความแน่นเนื้อน้อยลง เมื่อทดสอบปลิดผลจะหลุดออกจากขั้วได้ง่าย
  • ทดสอบรสชาติโดยการชิมเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด โดยควรชิมในแต่ละกระปุกก่อนเก็บเกี่ยวเพราะในแต่ละกระปุกจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน

salapons

วิธีการเก็บเกี่ยว

  • ใช้กรรไกรหรือมีดมีคมตัดกระปุกสะละทีละกระปุกวางในเข่งหรือตะกร้าพลาสติกระมัดระวังอย่าให้ผลหลุดร่วง
  • ขนถ่ายจากแปลงไปยังโรงเรือนคัดบรรจุ (Packing House) ด้วยความระมัดระวัง

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

  • คัดเลือกโดยตัดแต่งผลที่ลีบและเน่าเสียออก
  • ทําความสะอาดโดยใช้น้ำจืด
  • คัดแยกคุณภาพก่อนการจําหน่ายจะทําให้ได้ราคาดีกว่าการจําหน่ายคละ
  • บรรจุลงเข่งหรือตะกร้าพลาสติกที่บุด้วยวัสดุป้องกันการชอกช้ำระหว่างขนส่ง เช่น ใบตองกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นต้น

salapols

การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ
อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาคือ 15 oC อายุของสะละที่สามารถเก็บรักษาได้นานที่สุด 37 สัปดาห์ หลังดอกบานโดยเก็บได้28 วัน เมื่อนําออกมาจากห้องเย็นยังมีอายุการวางจําหน่ายได้ อีก 3 วัน โดยคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลง

สละเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงสมองเสริมสร้างความจำ เพราะมีโพแทสเซียมและเพคติน ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ด้วยมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส นับเป็นผลไม้ที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก และป้องกันอาการหวัด บรรเทาอาการไอ ปัจจุบันมีการนำมาใช้เป็นยาขับเสมหะโดยใช้เนื้อสละ และในต่างประเทศบางแห่งมีการนำใบของต้นสละมาทำเป็นชาผสมกับน้ำผึ้ง เพื่อใช้รักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวง.

salaplog
เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลอ่อน รสหวานหอมของสละ มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างมาก โดยมีทั้งซูโครส ฟรักโทส และกลูโคสช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย มีเบตาแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมระดับสมดุลของน้ำและความเป็นกรดด่างในเซลล์ นอกจากนี้สละยังมีวิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม และเหล็ก สละมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ ป้องกันหวัด แม้แต่กลิ่นหอมของสละก็ยังมีการนำไปสกัดเป็นส่วนผสมของอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น ไอศกรีม ลูกอม น้ำหวานเข้มข้น

ที่มา:
กรมวิชาการเกษตร
สํานักส ่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้ผล