สาลี่ สุดยอดแห่งผลไม้ของจีน

18 กุมภาพันธ์ 2559 ไม้ผล 0

สาลี่เป็นพืชเมืองหนาว ถิ่นกำเนิดในภาคตะวันตกของจีน ลักษณะเป็นไม้ยืนต้น ต้นชะลูด ทรงพีระมิด ดอกสีขาวออกเป็นช่อ ผลมีหลายสี ตั้งแต่เหลือง แดงอมส้ม น้ำตาล เขียว เนื้อกรอบ ฉ่ำน้ำ บางพันธุ์เนื้อเป็นทราย รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย กลิ่นหอม เมล็ดขนาดเล็ก แบนรี สีดำหรือสีน้ำตาลเกือบดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pyrus pyrifolia
วงศ์ Rosaceae
ชื่ออื่น สาลี่ Asian pear หรือสาลี่จีน (อังกฤษ: Chinese pear; ชื่อวิทยาศาสตร์: Pyrus pyrifloraL.) มีชื่ออื่นๆอีกหลายชื่อ เช่น nashi pearในญี่ปุ่นเรียก nashi ภาษาเกาหลีเรียก shingo

ลักษณะทั่วไป

  • สาลี่ เป็นไม้ยืนต้นที่มีชนิดส่วนมากเป็นพืชแบบพลัดใบ มีลักษณะลำต้นสูงชลูด รูปทรงพุ่มคล้ายต้นสนหรือเป็นรูปปิรามิด ลำต้นอาจสูงได้มากกว่า 15 เมตร
  • ใบสาลี่มีหลายแบบ ทั้งมีรูปร่างทรงกลม รูปไข่ และรูปใบโพธิ์ ใบมีลักษณะสีเขียวเข้ม
    ดอก ดอกสาลี่ ออกเป็นช่อสีขาว แทงออกบริเวณปลายกิ่ง
  • ผลสาลี่เป็นแบบ pome ที่พัฒนามาจากรังไข่ มีลักษณะผลหลายแบบ อาทิ ผลทรงกลม ผลรูปไข่ ผลรูประฆัง สีของผลมีหลายสี เช่น สีเขียว สีเหลือง สีเหลืองอมเขียว สีเขียว สีเขียวอมเหลือง และสีน้ำตาล

saleebai
สาลี่เป็นไม้ผลเขตหนาวประเภทรับประทานสด ลักษณะต้นมีขนาดใหญ่อายุยาวนานหลายสิบปี สาลี่ที่ปลูกในประเทศไทย เป็นชนิดสาลี่เอเชีย ซึ่งเนื่อผลจะกรอบและฉ่ำน้ำ ต่างจากสาลี่ยุโรปที่เนื้อผลจะอ่อนนิ่ม

พันธุ์สาลี่ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ Yokoyama Wase, Xiang Sui และพันธุ์ใหม่ (SH-078 และSH-085)

พันธุ์สาลี่ในประเทศไทยที่มีการปลูก

  1. พันธุ์ Pathanak
    พันธุ์ Pathanak เป็นสาลี่เอเชีย มีลักษณะผลสีเขียวอมเหลือง มีเนื้อค่อนข้างแข็ง และมีกากมาก ผลสุกจะมีกลิ่นหอมมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ไม่นิยมรับประทานสุกมากนัก แต่นิยมนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น มีอายุการเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน ประมาณ 20 สัปดาห์
  2. พันธุ์ Pien Pu
    ผลมีลักษณะรูปทรงระฆัง ผลมีสีเขียวอมเหลือง มีรสเปรี้ยวอมหวาน อายุการเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน ประมาณ 20 สัปดาห์
  3. พันธุ์ Sung Mao
    ผลมีสีเขียวอมเหลือง เป็นพันธุ์ที่ต้องการอากาศหนาวมากกว่าพันธุ์อื่น มีอายุการเก็บเกี่ยวเร็วที่ประมาณ 18 สัปดาห์ หลังดอกบาน
  4. พันธุ์ Yokoyama Wase
    เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมาก มีลักษณะทรงพุ่มใหญ่ มีความทนต่อโรคและแมลงได้ดี ดูแลง่าย ต้องการอากาศเย็นน้อยกว่าพันธุ์อื่น สามารถปลูกได้ดีที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800 เมตร ขึ้นไป ให้ผลมีสีน้ำตาล ผลมีลักษณะกลม เมื่อผลแก่จัดจะมีสีเหลืองทองน่ารับประทาน อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 25 สัปดาห์ หลังดอกบาน ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน
  5. พันธุ์ Xiang Sui
    เป็นพันธุ์ที่ปลูกน้อยมาก เนื่องจากมีความต้านทานโรค และแมลงน้อย และต้องการอากาศเย็นมากกว่าพันธุ์ พันธุ์ Yokoyama Wase สามารถปลูกได้ดีที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป ให้ผลมีขนาดใหญ่ ทรงระฆัง มีสีเขียวอมเหลือง มีก้นผลค่อนข้างลึก มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 21 สัปดาห์ หลังดอกบาน ในช่วงเดือนสิงหาคม
  6. พันธุ์ SH 078
    เป็นพันธุ์ที่ให้ผลขนาดกลาง ผลมีสีน้ำตาลอ่อน น้ำหนักผลประมาณ 260 กรัม ให้กลิ่นหอม มีรสหวาน มีเนื้อกรอบ ไม่มีกากหรือเมล็ดทราย เมล็ดมีสีน้ำตาลขาว
  7. พันธุ์ SH 085
    เป็นพันธุ์ที่ให้ผลขนาดกลาง ผลมีสีน้ำตาลอ่อน น้ำหนักผลประมาณ 215 กรัม ให้กลิ่นหอมมาก มีรสหวาน มีเนื้อกรอบ ไม่มีกากหรือเมล็ดทราย เมล็ดมีสีน้ำตาลขาว
  8. พันธุ์ SH 029
    เป็นพันธุ์ที่ให้ผลขนาดกลาง ผลมีสีเขียวอมเหลือง น้ำหนักผลประมาณ 210 กรัม ให้กลิ่นหอม มีรสหวาน มีเนื้อกรอบ มีกากหรือเมล็ดทรายน้อย เมล็ดมีสีน้ำตาลขาว

ช่วงการส่งผลผลิตออกสู่ตลาด เดือนกรกฎาคม – เดือนกันยายน

saleepon

การปลูกและการบำรุงรักษา
การปลูก โดยทั่วไปมักจะใช้ระยะ 6×6 เมตร เนื่องจากทรงต้นสาลี่มีลักษณะสูง การปลูกจึงนิยมโน้มกิ่งลงมาให้ขนานกับพื้นดิน เพื่อให้มีสาขาแผ่กระจายออกไปและยังทำให้กิ่งมีการแตกแขนง และการเกิดกิ่งสเปอร์ได้เร็วและมากขึ้นด้วย ถ้าปล่อยให้ทรงต้นสูงตามธรรมชาติกิ่งสเปอร์ซึ่งเป็นที่ออกดอกผลจะเกิดขึ้นช้า ทำให้ผลไม่ดกวิธีการปฏิบัติกันอยู่มีการใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นคอกสี่เหลี่ยมรอบทรงพุ่ม แล้วใช้เชือกผูกกิ่งที่โน้มลงมาติดคอกไม้ไผ่ซึ่งจะยึดกิ่งไว้ให้อยู่ในลักษณะแบนราบและจะเป็นที่เกิดดอกและผลเป็นจำนวนมาก การทำคอกสาลี่นอกจากจะทำให้ทรงต้นไม่สูงการดูแลรักษาง่ายแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหาการหักโค่นของต้นเนื่องจากลมพายุ และการฉีกหักของกิ่ง เนื่องจากการติดผลที่ดกได้อีกทางหนึ่งด้วย
เนื่องจากสาลี่มีการออกดอกและติดผลค่อนข้างดก จึงต้องมีการปลิดผลออกบ้างโดยเลือกปลิดให้เหลือแต่ผลที่มีคุณภาพดี โดยเฉลี่ยแล้วจะให้เหลือเพียงผลเดียวต่อ 1 ช่อดอก
เมื่อปลิดผลเสร็จแล้วต้องห่อถุงเพื่อป้องกันโรคและแมลงและรักษาผิวของผลให้สวยโดยเฉพาะสาลี่พันธุ์ที่มีสีเขียว ถ้าใช้ถุงกระดาษ 2 ชั้นโดยมีชั้นในทึบแสง ผิวผลเวลาเก็บเกี่ยวจะมีสีขาวนวล เป็นที่ต้องการของตลาด ก่อนการห่อผลจำเป็นต้องมีการพ่นยากันราและแมลงก่อนแล้วจึงจะทำการห่อ ทั้งนี้เพื่อป้องกันแมลงที่อาจจะติดอยู่บริเวณผิวผลซึ่งจะทำลายผลให้เสียหายและมีเชื้อราเข้าทำลาย ทำให้ผลเน่าได้ง่าย เนื่องจากฤดูการเจริญเติบโตของผลสาลี่ในประเทศไทยจะตรงกับช่วงที่ฝนตกชุกมาก การพ่นยาก่อนห่อผลช่วยป้องกันการเน่าเสียหายได้มาก

การเก็บเกี่ยว การใช้ถุงกระดาษทึบแสงห่อผลสาลี่ ทำให้ไม่สามรถมองเห็นผลสาลี่ที่อยู่ในถุงได้ดังนั้น การเก็บเกี่ยวจึงต้องใช้วิธีการนับอายุของผล หลังจากดอกบานเต็มที่เป็นอันดับแรก สาลี่แต่ละพันธุ์ที่ปลูกอยู่มีช่วงความแก่สมบูรณ์ที่แตกต่างกันออกไป ก่อนที่จะเก็บผลจะต้องเปิดถุงกระดาษที่ใช้ห่อผลอยู่ออกไปเสียก่อนแล้วจึงค่อยๆ ใช้กรรไกรปลายแหลมขนาดเล็กตัดขั้วผลให้หลุดออกจากต้น โดยตัดให้มีขั้วติดอยู่กับผลด้วย จากนั้นจึงนำไปแยกและบรรจุ

เป็นที่รู้กันดีว่าศาสตร์แห่งการทำอาหารของชาวตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน ล้วนแล้วแต่ลึกลับซ่อนไว้ด้วยฤทธิ์แห่งยา ทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งความรู้เหล่านี้ล้วนแต่สืบทอดกันมาเป็นพันๆ ปี แม้แต่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศาสตร์แห่งอาหารจีนมีผลทางยาอย่างแท้จริงอีกเมนูหนึ่งที่เราจะขอแนะนำ เป็นหนึ่งในศาสตร์แห่งอาหารจีน ที่สำคัญและยังเป็นอาหารรสเลิศ รับประทานไปโดยไม่ทำให้รู้สึกว่า กำลังรับประทานยาอยู่แต่อย่างใด ที่สำคัญยังเป็นของหาง่าย ซื้อขายได้ทั่วไป นั่นคือ “สาลี่” แม้แต่เมืองไทยก็ทำการ เพาะปลูกกันแล้ว แต่ใครเลยจะรู้บ้างว่า สาลี่ ผลไม้พื้นเมืองธรรมดาจะให้คุณค่าอนัตต์ต่อ
ร่างกายสาลี่ ภาษาจีนเรียกว่า “ค้วยก้วย” “บิกแป๋” “เง็กยู” หรือ “ก้วยจา” ตำราอาหารจีนยกให้สาลี่เป็น “สุดยอดแห่งผลไม้” เนื่องจากมีรสชาติหวานเย็นและมีคุณค่าทางอาหารสูง สาลี่มีหลายพันธุ์ แต่ที่นิยมก็คือสาลี่หอม และสาลี่น้ำหอม (สาลี่หิมะ) ปัจจุบันสาลี่เป็นผลไม้ที่หาได้ง่ายในทุกฤดู

saleepa

คุณค่าทางโภชนาการ
ในสาลี่ 100 กรัม ประกอบด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ (Gast and Aramouni, 1993)

  • น้ำ 82.70%
  • พลังงาน 264.60 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 0.70 กรัม
  • ไขมัน 0.40 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 15.80 กรัม
  • เยื่อใย 1.40 กรัม
  • เถ้า 0.40 กรัม
  • แคลเซียม 13.00 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 16.00 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.30 มิลลิกรัม
  • ไทอามีน 0.02 มิลลิกรัม
  • ไรโบฟลาวิน 0.04 มิลลิกรัม
  • กรดแอสคอร์บิค 4.00 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของสาลี่

  • สาลี่มีฤทธิ์เย็น รสหวานหอม จึงใช้รักษาผู้ที่มีอาการร้อนใน
  • สาลี่มีน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ จึงช่วยให้สดชื่น ชุ่มคอ แก้กระหาย นอกจากนี้น้ำตาลในสาลี่ยังเป็นน้ำตาลที่ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานได้ง่าย
  • สาลี่มีธาตุอาหาร เช่น เบตาแคโรทีน วิตามินซี วิตามินเค แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และเส้นใยที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน กระตุ้นภูมิคุ้มกันแก้อาการท้องผูก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งและความชรา
  • ช่วยให้กระเพาะทำงานได้ดี ช่วยย่อย ขับปัสสาวะ กระตุ้นการทำงานของไต และลดความดันโลหิต
  • สาลี่ดองกินแก้พิษสุรา หากกินหลังอาหารจะช่วยย่อย หรือลดอาการท้องอืดได้วิธีใช้
  • คั้นน้ำสาลี่สดดื่มทุกวันจะช่วยป้องกันหวัด ลดเสมหะ ลดอาการไอ
  • สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ให้นำสาลี่หอมหรือสาลี่หิมะ 5 ผล ปอกเปลือกและปั่นจนละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง 250 กรัม นำไปเคี่ยวจนข้นเป็นเนื้อเดียวกัน กินและดื่มน้ำตามทุกวัน จะช่วยให้อาการดีขึ้น
  • ตุ๋นรังนกใส่สาลี่และน้ำตาลกรวดพอประมาณ กินบรรเทาอาการไอเรื้อรัง ลดอาการหืดหอบ และอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับปอด

ข้อควรระวัง

  • เปลือกของสาลี่มีสารอาหารที่มีคุณค่มากมาย แต่เนื่องจากมีการใช้ยาฆ่าแมลงสูงจึงควรล้างให้สะอาดก่อนเสมอ

ที่มา
สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้ผล