สาหร่ายพวงองุ่น

28 พฤศจิกายน 2559 ไม้น้ำ 0

สาหร่ายทะเล เป็นพืชชั้นต่ำชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเล และเป็นอาหารที่นิยมบริโภคในต่างประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว ประเทศที่นิยมบริโภคสาหร่ายทะเลได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และฟิลิปปินส์ โดยสาหร่ายที่เราเห็นกันอยู่ในภาพนี้ มีชื่อว่า สาหร่ายพวงองุ่น

ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Caulerpa lentillifera J. Agardh เป็นสาหร่ายทะเลสีเขียวที่มีใบ (รามูลัส) เป็นเม็ด ทรงกลม ใส สีเขียว มีแขนงตั้งตรงลักษณะคล้ายพวงองุ่นแตกออกมาจากส่วนที่เลื้อยไปตามพื้นผิว ส่วนปลายของแขนงย่อยเป็นทรงกลม ซึ่งแตกปกคลุมหนาแน่นเกือบตลอดความยาวแขนง มีรอยคอดชัดเจนระหว่างปลายแขนงย่อยที่เป็นทรงกลมกับส่วนก้านสั้น

ด้วยความที่หน้าตามันมีลักษณะเป็นพวง เม็ดกลมเป็นช่อ คล้ายเหมือนกับองุ่น หรือไข่ปลาคาเวียร์สีเขียว มันจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Sea grapes” หรือ “Green caviar” ส่วนชาวญี่ปุ่นจะเรียกสาหร่ายชนิดนี้ว่า “Umi budo” ซึ่งแปลว่า องุ่นแห่งท้องทะเล

saraiangoons
นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายพวงองุ่นชนิดนี้มาก นั่นก็คือ สาหร่ายช่อพริกไทย ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายพวงองุ่น แต่มีน้ำหนักเบากว่า เนื่องจากมีลักษณะของเม็ดที่เล็กกว่า คล้ายกับเม็ดพริกไทย จึงถูกเรียกว่า “สาหร่ายช่อพริกไทย” นั่นเอง

สาหร่ายพวงองุ่นจัดเป็นหนึ่งในสาหร่ายที่รับประทานได้ และยังมีรสชาติดีอีกด้วย โดยเราอาจพบสาหร่ายชนิดนี้เจริญอยู่บนโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทราย ในเขตน้ำขึ้นน้ำลงไปจนถึงเขตน้ำลงต่ำสุดบริเวณชายฝั่งที่มีคลื่นไม่รุนแรง โดยอาจอยู่รวมตัวกันเป็นกระจุกหรือปะปนกับสาหร่ายชนิดอื่นตามซอกหินหรือปะการัง ปัจจุบันสามารถพบสาหร่ายพวงองุ่นได้ในเขตประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังแพร่กระจายไปในเขตร้อนอย่าง เคนยา มาดากัสการ์ โมแซมบิก แทนซาเนียและปาปัวนิวกินี

สาหร่ายพวงองุ่นจัดเป็นอาหารสุขภาพที่มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นหลายประเทศจึงนิยมเลี้ยงสาหร่ายทะเลเพื่อส่งออก ซึ่งปัจจุบันกรมการประมงในประเทศไทยสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ได้ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นได้อย่างสะอาดและมีสีสันสวยงาม ทั้งยังถือเป็นสาหร่ายที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจซึ่งได้มีการขยายในระบบบ่อเลี้ยง

saraiangoonjan

โดยในประเทศฟิลิปปินส์ มีการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นทั้งในระบบบ่อดินและบ่อน้ำธรรมชาติ ส่วนในประเทศไทย กรมการประมงริเริ่มการเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้ในปี พ.ศ. 2536 โดยปลูกในบ่อพักน้ำชีวภาพ แต่ปัจจุบันได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายผลในเชิงพาณิชย์ โดยสามารถเพาะเลี้ยงได้ 3 รูปแบบ ทั้งในระบบบ่อการเลี้ยงในบ่อพักน้ำธรรมชาติ เลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อเลี้ยงกุ้ง หรือบ่อเลี้ยงปลา และระบบการเลี้ยงในบ่อคอนกรีต

การเลี้ยงสาหร่ายในบ่อดิน
ขั้นตอนการปลูกและการจัดการสาหร่ายในบ่อดิน
1. การปลูกสาหร่าย ปลูกได้ทั้งแบบหว่านและแบบปักชา โดยในช่วงเริ่มต้นปลูกครั้งแรก เติมน้าความเค็ม 27-30 ส่วนในพัน ประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อปลูกแล้วประมาณ 1 สัปดาห์จึงค่อยเพิ่มระดับน้าให้อยู่ในระดับที่แสงส่องถึง ขึ้นกับความโปร่งแสงของน้า โดยมากรักษาระดับน้าให้มีความลึกประมาณ 60-100 ซม. แบบปักชามีข้อดีกว่าแบบหว่าน เนื่องจากสาหร่ายจะมีอัตราความหนาแน่นที่ใกล้เคียงกันและควบคุมความหนาแน่นได้ ทาให้สาหร่ายที่โตมีแขนงที่ยาวและมีขนาดสม่าเสมอ นอกจากนี้สามารถปลูกสาหร่ายบนแผงอวนหรือตาข่ายได้ ทาให้สาหร่ายมีความสะอาดและมีคุณลักษณะดี

saraiangoonkla
2. หลังจากการปลูกประมาณ 1-2 เดือน จะสามารถเก็บเกี่ยวสาหร่ายได้และความถี่ในการเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ต่อครั้ง
3. การจัดการระบบน้า ควรมีการสูบน้าเข้าบ่อเลี้ยงประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์หรือดัดแปลงบ่อด้วยการติดตั้งท่อน้าเข้าออกแบบมีลิ้นปิดเปิดตามระดับน้าธรรมชาตินอกจากนี้ความถี่ในการสูบน้าเข้ายังขึ้นกับอายุการเลี้ยงและความหนาแน่นของสาหร่ายเพื่อเพิ่มสารอาหารธรรมชาติการหมุนเวียนน้า และการรักษาระดับน้าในบ่อเลี้ยง

saraiangoonboa
4. อาจติดตั้งเครื่องตีน้ารอบช้าหรือระบบยกน้าเพื่อเพิ่มการหมุนเวียนน้าและป้องกันการแบ่งชั้นของน้า และติดตั้งท่อระบายน้าผิวบนออก ในฤดูฝน

saraiangoonbo
5. เพื่อป้องกันการบังแสงและแก่งแย่งสารอาหาร ควรสุ่มตรวจความหนาแน่นของสาหร่าย โดยอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมประมาณ 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ทยอยเก็บเกี่ยวทุก 2 สัปดาห์และคงปริมาณไว้ประมาณ 25% ของปริมาณตั้งต้น หากสาหร่ายแน่นเกินไป ให้นาไปหว่านบริเวณอื่น

saraiangoonng
6. การกาจัดและป้องกันศัตรูของสาหร่าย หมั่นเก็บสาหร่ายชนิดอื่นหรือ epiphyte ที่เกิดขึ้นในบ่อเมือ่น้าตื้นเกินไป ดังนั้นการรักษาระดับน้าเพื่อให้แสงส่องถึงในระดับที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสาคัญ

ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น ( Umi – budo )

  1. อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น วิตามินเอ, บี, ซี, อี, และเค ที่ร่างกายดูดซับได้ง่าย
  2. มีแมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อ และประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ บำรุงสมอง
  3. มีโปแตสเซียม ช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ รักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย และรักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว
  4. มีสังกะสีช่วยเสริมระบบคุ้มกัน บำรุงเส้นผม
  5. มีไอโอดีนป้องกันโรคคอพอก ถึงแม้จะมีรสเค็มแต่ปริมาณเกลือต่ำ
  6. มีเบ้ต้าแคโรทีน ต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านและยับยั้งเซลล์ผิดปกติ หรือมะเร็ง
  7. มีกรดอมิโนที่จำเป็นหลายชนิดที่ไม่พบในพืชบก
  8. มีธาตุเหล็ก ที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ของมนุษย์
  9. เป็นแหล่งแคลเซี่ยมที่สำคัญ บำรุงกระดูก
  10. ปราศจากไขมัน เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  11. แคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดความอ้วน
  12. กากใยสูงป้องกันท้องผูกและริดสีดวงทวาร

saraiangoonprig

ทั้งนี้สาหร่ายพวงองุ่น ถือเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น เพราะมีความเชื่อกันว่า หากรับประทานสาหร่ายชนิดนี้ จะทำให้หายป่วยเร็วขึ้น เนื่องจากสาหร่ายพวงองุ่นเป็นสาหร่ายที่มีคุณค่าทางอาหารสูง คือมีปริมาณของแร่ธาตุหลากหลายชนิด ได้แก่ ไอโอดีนซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคคอพอก แมกนีเซียมช่วยบำรุงกล้ามเนื้อและระบบประสาท โปแทสเซียมช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์และสมดุลของน้ำในร่างกาย รวมทั้งพบวิตามินบี ซี อี และกรดอะมิโนจำเป็นหลากหลายชนิด ที่ไม่พบในพืชบก โดยพบว่ามีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่เกือบ 40% ของกรดอะมิโนรวม ซึ่งใกล้เคียงกับในไข่และโปรตีนถั่วเหลือง ทั้งยังมีแคลอรี่ต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน หัวใจ และความดันโลหิต

saraiangoontoa

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้น้ำ