หลวงพ่อสุวรรณ คเวสโก หัวขบวนเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง

หลวงพ่อสุวรรณ คเวสโก หนึ่งในหัวขบวนเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง พระผู้นำความคิดแห่ง ต.ป่ายาง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ผู้ซึ่งใช้เวลากว่า 14 ปีในป่าเพื่อหาคำตอบตามแนวคิดสังคมนิยม ก่อนกลับออกมาต่อสู้ด้วยแนวทางการเมือง และพบว่าทั้งสองแนวทางนั้นไม่อาจต้านกระแสบริโภคนิยมได้

ท้ายที่สุดหลวงด้วยความคิดที่ตกผลึก และการทำงานร่วมกับชุมชนมากว่า 10 ปี คำตอบจึงปรากฏ
…“ชุมชนอาริยะ คือ จุดหมายของเรา” ….

แรงบันดาลใจที่ทำให้ท่านหันมาหาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
สิ่งที่ทำให้อาตมาหันมาหาแนวทางนี้ นั่นก็คือคำว่า “จุดเปลี่ยน” อะไรคือจุดเปลี่ยน “จุดเปลี่ยนที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจ”

จิตใจมีโครงสร้างของมัน หรือจะเรียกระบบคิดก็ได้ อาตมามีระบบคิดที่ไม่เหมือนกับคนอื่น เริ่มต้นจากการเป็นคนชอบคิด พอคิดก็เห็นว่าปัญหาที่มันเห็นมันทำให้เราต้องคิด พอคิดนานๆ เข้า ก็เริ่มเห็นทางออก แต่การปฏิบัติมันยังไม่เป็นระบบแต่จุดที่สำคัญคือ อาตมามาได้หลักธรรมคำสั่งสอนจากพุทธศาสนา เขาเรียกว่า อริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้าเราทุกข์แล้วไม่สามารถหาเหตุแห่งทุกข์ได้ เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งปวง เราก็เลยยิ่งคิดหนัก คิดหนัก คิดหนักยิ่งขึ้น ที่สำคัญถ้าเราหาเหตุไม่ได้แล้วอย่าหวังเลยเรื่องดับทุกข์ ไม่สามารถดับทุกข์ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ชุมชน สังคม ทุกข์ล้วนแต่มีสาเหตุเป็นที่มาทั้งนั้น

prasuwankawesgos

วัดป่ายาง แห่งบ้านป่ายาง ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีพระสุวรรณ์ คเวสโก “ พระนักพัฒนาอีกรูปหนึ่งของสังคมไทย ” เป็นเจ้าอาวาส กำลังแสดงบทบาทของวัดกับชุมชนเคยมีมาในอดีตให้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ท่านกำลัง “ ฟื้นวัดฟื้นชุมชน ” โดยให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาชุมชนป่ายางครั้งใหม่ วัดป่ายาง มีบทบาทสำคัญในการฟื้นจิตใจชาวป่ายาง นำคนเข้าสู่วิถีธรรม ฟื้นระบบการออมระดับครอบครัว พัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน ฟื้นระบบการเกษตรของชาวป่ายาง ให้เข้าวิถีของการพึ่งพาตนเองอย่างสอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน และขยายสู่ชุมชนอื่นอย่างเป็นการถาวร

ก่อนปี พ.ศ. 2537 “ เสรี รอดรัตน์ ” เป็นอดีตผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เข้ามาแฝงตัวอยู่ในบ้านป่ายาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 โดยมีทีมงาน 5-6 คน เคลื่อนไหวในพื้นที่บ้านป่ายาง และชุมชนใกล้เคียง

ปี พ.ศ. 2527 สภาพการเมืองภายในพรรคฯ และสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก “ เสรี รอดรัตน์ ” ออกจากพรรคฯ และย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านป่ายางไปประกอบอาชีพทำมาค้าขายส่วนตัว จากการยึดอาชีพพ่อค้าได้พบเพื่อนฝูงมากมาย พบเห็นความยากจน ทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน จึงคิดหาหนทางแก้ปัญหาสังคมมาตลอด จะหันไปพึ่งระบบพรรคการเมืองก็ผ่านความผิดหวังมาแล้ว เพื่อนหลายคนแนะนำให้ไปวัดสวนโมกข์เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหา ระยะหนึ่งมาซื้อมะพร้าวที่วัดป่ายาง

ท่านเคล้าสมภารวัดป่ายางให้ยืมหนังสือ “ คู่มือมนุษย์ ” ของท่านพุทธทาสไปศึกษา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “ เสรี รอดรัตน์ ” ช่วงปลายปี พ.ศ. 2534 ย้ายมาอยู่บ้านป่ายางยึดอาชีพทำสวนมะนาว และร่วมกิจกรรมงานส่วนรวมศึกษาปฏิบัติธรรม

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2538 “ เสรี รอดรัตน์ ” ตัดสินใจบวช โดยในช่วงพรรษาแรกศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้านานถึง 7 เดือน โดยมีคติที่ว่า “ งานก่อสร้างไม่ใช่ทางของเรา งานที่เราต้องการ คือ การพัฒนาคน ” ประจวบเหมาะในช่วงนั้น (พ.ศ. 2538-2540 ) กระแสการพัฒนาชุมชนเรื่อง “ องค์กรการเงิน
ชุมชน ” มาแรงในภาคใต้ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความต้องการของชาวบ้านพอดีท่านสุวรรณ์ จึงตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งหนึ่งนำ “ วัด ” ไปสู่บทบาทใหม่ซึ่งเรียกว่าเป็นขบวนการ “ ฟื้นชุมชน ” ด้วยการออกอุบายว่าเราต้องการเอาเงินเป็นเครื่องมือเอาธรรมะเข้าไปให้โดยไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้ตัว จึงทดสอบ โดยขอเงินชาวบ้านคนละ 100 บาท โดยไม่ต้องถามว่าจะเอาไปทำอะไร ถือว่าพระขอก็แล้วกัน ตั้งเป้าไว้ 3 , 000 บาท แต่เก็บได้เกินเป้าหมาย 8 , 000 บาท นำมาจัดตั้งกองทุนชื่อว่า “ กลุ่มเมตตาธรรม ”
ปี พ.ศ. 2541 เดินทางไปร่วมสัมมนาพระนักพัฒนาจากทั่วประเทศที่วัดไผ่ล้อม จังหวัดตราดและมีโอกาสพบกับ “ พระสุบิน ปณีโต ” พระนักพัฒนาผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ โดยนำหลักพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับองค์กรการเงินชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาได้แปร “ กลุ่มเมตตาธรรม ” มาเป็น “ กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์พัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต ” เงินกองทุนที่เก็บมาแล้วครอบครัวละ 100 บาท จำนวน 8 , 000 บาท ก็ปรับเข้าเป็น “ กองทุนสวัสดิการ ” องค์ประกอบสำคัญของกลุ่มสัจจะฯ

ถ้าทุกข์คือผลที่เราประสบอยู่ในปัจจุบันเศรษฐกิจพอเพียงก็คือมรรค หรือทางออก
เศรษฐกิจพอเพียง คือทางออก เพราะสอนให้คนพอกิน พอใช้ ดังที่ในหลวงท่านตรัสไว้ว่า ต้องพอกิน พอใช้ พออยู่ก่อน แต่ส่วนใหญ่เรามักจะตีความหมายตรงนี้ผิดเพี้ยนไป พอคิดผิดก็ทำผิด เรื่องชุมชนเป็นตัวอย่างที่ดี ลองคิดกันเล่นๆ รัฐบาลมีนโยบายให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่ลองไปดูบริบทชุมชนสิว่า คนที่แข็งแรงไปไหนหมด คนที่มีปัญญาไปไหนหมด ถูกดูดเข้าเมืองไปหมด ชนบทก็เหลือแต่คนแก่กับเด็ก แล้วรัฐบาลประกาศให้ชุมชนเข้มแข็ง จะเข้มแข็งได้อย่างไร อาตมาจึงเห็นว่าเรื่องนี้มันตลกดี

แล้วเรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียง เดี๋ยวนี้ที่นักวิชาการออกมาพูดตอนนี้ ถามจริงๆ ว่าพูดได้แล้วแต่บอกได้ไหมว่าเวลาทำต้องทำอย่างไร ถ้าพูดให้สั้นๆ ง่ายๆ คือ ถ้าเราจะดึงกลับมันก็ต้องดึงบริบทที่เสียไปทั้งหมดกลับคืนมา คือกลับมาเป็นของครอบครัว ของชุมชน นั่นแหละมันจึงจะกลับมา แต่ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนการจัดการ สมมติคนหนุ่มสาวแต่งงานปุ๊บก็ทิ้งพ่อแม่แล้ว ทีหลังทิ้งลูกให้คนอื่นเลี้ยงอีก ถามว่า ลูกจะรักพ่อแม่ได้ยังไง เขาจึงเรียกว่า ครอบครัวแตกแยก ครอบครัวแตกแยกไม่ใช่รบรา ทุบตีกันนะ แต่มันแตกแยกเพราะภาวะเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวล่อ คนก็เลยคิดแต่เงิน เงิน เงิน เพราะต้องการหาเงินมาใช้จ่าย

อาตมาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย จึงต้องการทำให้ชุมชนกลับมาเข้มแข็ง แต่ว่าการจะสร้างชุมชนเข้มแข็งในท่ามกลางซากปรักหักพังนั้นมันก็ยาก ถ้าเราทำแบบธรรมดานั้นโอกาสไม่มีเลย จึงเป็นที่มาของชุมชนอาริยะ

ชุมชนอาริยะ มีความหมายว่าอย่างไร
ชุมชนอาริยะ นั้นก็คือแนวคิดที่เราคิดแบบ “อาริยะ” คำว่า อริก็คือศัตรู และพิษภัยของสังคมก็คือศัตรู เพราะฉะนั้นบุคคลที่คิดแบบอาริยะ ก็คือ “คนที่ไปให้พ้นไปให้ไกลพิษภัยของแผนพัฒนาประเทศ” หรือเขาเรียกว่า ระบบบริโภคนิยม เขาเรียกว่า นี่คือ “อาริยะขัดขืน” มันจำเป็นต้องขัดขืน แต่ว่าการขัดขืนนั้นมันยากแสนที่จะยาก แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่น เราเห็นทุกข์ เห็นภัย เห็นทางตามอริยสัจของพระพุทธเจ้า การที่จะไปถึงสมุทัยมันก็ไม่ยาก ถ้าเราเห็นแล้วก็แสดงว่ามันไม่หนัก เราต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้แสดงว่าไม่เอาไหนเลย คนไม่เอาไหนต่อไปมีนาก็ขายนา มีที่ก็ขายที่ มีสวนก็ขายสวน มีบ้านก็ขายบ้านหมด ต่อไปนายทุนมายึดครองหมดเลย สิ่งสำคัญก็คือ “เพราะเราเห็นภัยส่วนนี้ ถ้าไม่เห็นภัยส่วนนี้ก็ทำไม้ได้”

ชุมชนอาริยะ คือ คนที่เห็นภัยแล้วมารวมตัวแล้วก็ต้องการหนี อาริ (อริ) คือ ศัตรู ยะ คือ ต้องการให้ห่างออกจากอาริยะศัตรู เพราะฉะนั้น บริโภคนิยม คือ ศัตรูของบุคคล ของชุมชน ของครอบครัวทั้งหมด แล้วเราต้องการรวมคนที่ได้เสียเปรียบ คนที่ได้รับภัยจากส่วนนี้เข้ามารวมกัน แล้วมาร่วมกันทำเพื่อให้มันห่างออกมา ห่างออกมา นั่นแหละ เรียกว่า ชุมชนเห็นภัยก็ได้ ชุมชนเห็นโทษก็ได้ แล้วก็ต้องมาต่อสู้ มาว่ากัน มาพูดกัน คุยกัน โดยเอาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวแก่นสารในการที่จะดำเนินชีวิตต่อไปนี้ ต้องเริ่มต้นที่เศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่าบริโภคนิยมเราไปไม่ได้แล้วเราเห็นภัยแล้ว

ดังนั้นเราก็ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เขาเรียกว่า “ทำให้ดูอยู่ให้แล” ทำให้เป็นตัวอย่างก่อน เมื่อเป็นตัวอย่างแล้ว คนก็เขาเห็นทุกข์เหมือนกับเรา เขาก็เจอปัญหาเหมือนกับทุกคนแหละ เขาก็เห็นสิ่งที่เราทำ เขาก็ถึงบางอ้อ ก็จะมีพวกมาร่วมกับเรามากขึ้น นี่คือความหมายที่บอกว่า ตรงนี้ต้องตีความให้ชัดเจน เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าฉันเห็นแก่ตัว เหมือนที่ พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า “สันโดษ” ซึ่งถ้าตีความไม่ถูกกลายเป็นเห็นแก่ตัว เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ขาเรียกว่า หมู่บ้านสันโดษ จากนั้นเราก็ต้องถอดบทเรียนเพื่อให้เขาเห็น เขาเข้าใจแล้วก็ต้องไปช่วยเหลือคนอื่น เหมือนกับพระพุทธเจ้าก็ต้องไปปฏิบัติก่อน ไปพบกับสัจธรรมก่อนแล้วค่อยมาเผยแพร่ แต่ว่าเดี๋ยวนี้คือส่วนมากแล้วเรามักเป็นนักพูดเสียมากกว่านักทำ พูดกันทั่วโลก แต่ว่าแก่นในไม่มีอะไร คนมาดูก็กลายเป็นว่าคนนี้เอาแต่พูดไม่ทำอะไรเลย พอเขามาดูเขาก็ไม่เข้ามาร่วมกับเรา เขาก็อาริยะเราอีกรอบหนึ่ง

นี่คือ แนวทางที่จะไปถึงเป้าหมาย คือ ทำให้ดู อยู่ให้แล
ใช่ เมือทำให้เขาเห็นแล้ว เกิดการเข้าร่วมของคนหมู่มาก คือ มีมวล เมื่อนั้น ปัญหาต่างๆ แก้ได้หมด อาตมายืนยันชัดเจนว่า ทุกปัญหาแก้ได้หมด เพราะว่าคนมาเป็นพวกเดียวกันแล้ว อย่างเรื่องความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องความเห็นไม่ตรงกันเรื่องธรรมชาติ เรื่องธรรมะ เรื่องกฎเกณฑ์แต่มันมีกระบวนการที่จะจัดการกัน มันมีทางออกของมันอยู่ทุกอย่าง

ที่สำคัญที่สุดที่เราวิกฤตทุกวันนี้ คือ วิกฤตเรื่องจิตใจ นั่นก็คือที่มาของหนังสือ “จุดเปลี่ยน” นี้เช่นกันเพราะเราต้องการกระทุ้งให้เขาเปลี่ยนใช่ไหม “เปลี่ยนความคิด ติดอาวุธทางปัญญา เพื่อพัฒนาไปสู่เป้าหมาย “ ถ้าเราเปลี่ยนความคิดไม่ได้ อย่าไปหวังเลยไม่มีทางหรอก แต่ถ้าเรากระตุกให้เขาคิด ทำให้เขาดู มีตัวอย่างให้เขาเห็น มีพื้นที่ที่ทำจริงๆ ให้เขาลงไปเห็น เขาก็นึกออกว่า นี่คือทางรอด แล้วคนที่เขานึกไม่ออก แก้ปัญหาไม่ได้ ต้องไปฆ่าตัวตาย ต้องไปติดยาม้า ถ้าเขาเห็นทางรอด เขาจะฆ่าตัวตายไหม เขาก็ไม่ทำ

ทุกวันนี้คนที่ทำชั่วเพราะพิษของสังคม เพราะหันไปดูรัฐมนตรีก็โกง ข้าราชการก็โกง ไปดูที่ไหนก็โกง มันแย่มาก มันกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้คนไทยมองว่าสังคมไทยไม่น่าอยู่มีแต่ปัญหา แล้วก็มีแต่คนพูดว่าจะแก้โน่น แก้นี่ ถ้าผมได้เป็นจะแก้อย่างโน้น อย่างนี้ แต่เห็นไหมว่ายิ่งแก้ปัญหา ยิ่งจน แต่คนแก้ยิ่งรวย

การฝึกอบรมตามฐานต่างๆ นี่คือกระบวนการเปลี่ยนความคิด ?
การฝึกอบรมตามฐานต่างๆ เป็นเพียงส่วนเดียว เรียกว่าเป็นองค์ประกอบเท่านั้น เพราะว่า เราทำมาก่อนการฝึกอบรมด้วยฐานเรียนรู้ ที่นี่ (วัดป่ายาง) ทำกันมาตั้งแต่ปี 2542 เริ่มจากการตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ แล้วค่อยพัฒนามาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นจึงเกิดเป็นศูนย์ฝึก เพราะฉะนั้น การฝึกอบรมของเราเน้นที่เปลี่ยนความคิด แต่ว่าฐานงานเพียงแต่ไปสะกิดว่าตรงนี้ทำได้ เป็นเพียงองค์ประกอบในกระบวนการอบรม ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องชัดเจนว่า การฝึกอบรมของเราเรียกว่า “กระบวนการฝึกอบรม” ไม่ใช่ไปฟังบรรยายเฉยๆ เหมือนที่เขาทำทั่วไป คำว่า กระบวนการต้องมีระเบียบ มีวินัย เช่น ก่อนนอนต้องธรรมะ ตอนหัวรุ่งก็ธรรมะรับอรุณ แล้วก็มีกระบวนการตั้งแต่พิจารณาอาหาร จัดรองเท้า เคารพธงชาติ การทำงานกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการ ซึ่ง เพื่อให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อผ่านการฝึกอบรม เขาจะรู้ว่าค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่เขาอุดรูรั่วได้ หรือการที่เขาได้เห็นว่าทำไมวัดต้องมาทำเรื่องแบบนี้ วัดทำไมต้องทำนา วัดทำไมต้องมีฉางข้าวใหญ่โต มีโรงสี ก็เป็นกระบวนการที่ไปสะกิดให้เขาคิด ตามหลักการของเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง คือ เช้าบรรยาย บ่ายพาทำ ค่ำสรุป

prasuwankawesgoc

เราทราบกระบวนการและเป้าหมายแล้ว แต่เราจะไปถึงที่หมายได้อย่างไร
อันนี้ยาก ยากแสนสาหัส การสร้างฐานฝึก สร้างเตาเผาถ่านง่ายกว่ากันเยอะ แต่การที่จะทำกระบวนการยากมาก ที่ป่ายางค่อนข้างสำเร็จเพราะว่าของเรามีกลุ่มสัจจะอยู่แล้ว และก็มีเครือข่าย จากนั้นเราขยายไปทำโรงงาน โรงเรียน โรงน้ำ ที่หุ้นส่วนกันด้วยชุมชน เรามีโรงปุ๋ย เรามีร้านค้า เรามีแปลงเกษตร และฐานที่สำคัญอีกฐานคือฐานศูนย์ฝึก

สิ่งที่เราทำ คือ เราฝึกให้เขาบริหารกันเอง “คุณทำเอาเลย ค่าตอบแทนคุณจะเอาเท่าไหร่ไม่เกี่ยว แต่คุณต้องมีเงินเหลือไว้ช่วยสังคม” คำว่า ช่วยเหลือสังคมเห็นได้จากการปฏิบัติ ตอนนี้ค่าแรงอย่างเดียวของที่วัด เดือนหนึ่งเกือบ 300,000 บาท มีคนมาร่วมกันทำงานเกือบ 60 คน แล้วคนในชุมชนทั้ง 14 อำเภอ ของจังหวัดนครก็มีสวัสดิการเกิดแก่ เจ็บ ตาย กลุ่มช่วยเหลือหมด ซึ่งเราได้จากสัจจะออมทรัพย์ หัวใจสำคัญ คือ เราไม่ทำเรื่องเดียวแต่เราต้องการให้ครบ

เราตั้งร้านค้าขึ้นมาก็เพราะว่า เรารู้ว่าจุดที่เราเสียเปรียบคืออะไร เขาเรียกว่า “กากับนกเหว่า” นกเหว่าไข่ให้กาฟักใช่ไหม เราก็เหมือนกัน ลองคิดดูว่า ลูกของเราเกิดมาแล้วเราให้ไปเรียนพอเรียนแล้วไปไหน โน่นไปรับใช้นายทุน ทำไมยางพาราของเราไม่มีคนขาย มังคุดของเราไม่มีคนแปรรูป ลองกองของเราไม่มีคนแปรรูป นาของเราไม่มีคนทำ เพราะเราไม่มีแรงงานใช่ไหม นั่นก็เท่ากับว่า เราไข่ให้เพื่อนฟัก เลี้ยงลูกให้เพื่อนใช้ เมื่อเห็นดังนั้นเราก็ตั้งประเด็นขึ้นมาอีกว่า ทำไมห้างใหญ่ๆ นายทุนข้ามชาติมันขยายไปได้ทั่วโลก แล้วใครไปบริหารให้เขาล่ะ ก็ คนไทย ใครไปซื้อเขาก็คือคนไทย ใครเป็นลูกจ้างเขาก็คือคนไทยใช่ไหม นี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราต้องดึงกลับมา

เราจะดึงกลับมาได้ เราก็ต้องสร้างงานให้เขาทำ คุณมาเอาไปเลย มาผลิตเอา มาทำบัญชีเอา มาทำงานตามโครงสร้างที่เราวางไว้ คุณทำให้เกิดรายได้แล้วก็เอาส่วนหนึ่งไปเป็นของคุณ อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ช่วยคน นี่คือเส้นทางที่จะสร้างสู่อาริยะ ไม่เหมือนกับนายทุนนะ เพราะว่า นายทุนเอาเข้าพกเข้าถุงใช่ไหม แต่ของเราค่าตอบแทนคุณเอาไป แต่เหลือคุณช่วยสังคมนะ

คำว่าสังคมในที่นี้ไม่ใช่สังคมแบบรัฐบาลนะ แบบรัฐบาล คือ จ่ายหมด ไม่มีเงื่อนไขแต่ของเราคุณต้องเป็นสมาชิกกลุ่มสัจจะเท่านั้น ถ้าคุณเป็นสมาชิกกลุ่มสัจจะ แสดงว่าคุณมีกระบวนการที่จะคัดสรรและพัฒนาคุณ จึงจะได้ค่าแรง ค่าสวัสดิการไป เราชัดเจนว่า “ซื้อจากมุงทุ่ง” เราไม่เอา “ซื้อลูกประทัดให้เพื่อนจุด” เราไม่เอา เพราะฉะนั้นพูดภาษาปักษ์ใต้เล่นๆ ว่า “ถ้าใครอยากจะเล่นก็เต้นเข้ามา” ไม่เช่นนั้นคุณก็จะมาเอาประโยชน์ไปหมด แต่ถ้าคุณเข้ามามีส่วนร่วมแล้วก็เป็นเงื่อนไขในการพัฒนา

ลองคิดดูนะ ถ้าเราเอาดิน เอาไม้ เอาเหล็ก เอาอะไรก็แล้วแต่เข้ามา ถ้ามันอยู่ดิบๆ มันก็เป็นวัตถุดิบ แต่ถ้าเอามาเข้าเบ้าหลอมมันก็มีมูลค่าขึ้น จากดินเฉยๆ ขุดขายๆ รถละ 200-300 บาท แต่ถ้าไปทำเซรามิคขึ้นมามันก็เพิ่มคุณค่าขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้น คนก็เหมือนกันจะมีคุณค่าได้ก็ต้องพัฒนา กระบวนการนี้เป็นเส้นทางการพัฒนาคนและนำไปสู่ชุมชนอาริยะ

ก่อนหน้านี้พ่อท่านเห็นอะไร จึงคิดสร้างกระบวนการชุมชนอาริยะนี้ขึ้น
เมื่อก่อน อาตมาก็คือคนที่ต่อสู้กับสังคม เข้าป่าไป 14 ปี ใช้แนวทางคอมมิวนิสต์ต่อสู้แต่กลับมาพบความผิดหวัง ก็แสดงว่ามันชนะไม่ได้ พอหลังจากนั้นก็คือ มาอยู่กับการเมืองพักหนึ่ง ก็มาเลือกตั้งนี่แหละ เป็นหัวคะแนนบ้างไปร่วมสมาชิกพรรคนั้น พรรคนี้บ้าง พอคิดไปคิดมามันมีโจทย์ขึ้นในใจของอาตมา เลือกตั้งปุ๊บเขาบอกว่า “เหตุผลที่แพ้เพราะมันไม่มีตังค์” พอไม่มีสตางค์ก็แสดงว่าเอาชนะไม่ได้ใช่ไหม แต่การเลือกตั้งทุกระดับต้องใช้สตางค์ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องหาสปอนเซอร์ แต่ถ้าหาสปอนเซอร์ถามว่าหาใคร ก็หาทุนนั่นแหละ แล้วถามต่อว่าที่นักการเมืองพูดไม่ออกทุกวันนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าสปอนเซอร์มันอุดปากใช่หรือเปล่า

เราก็เลยตั้งคำถามกับเพื่อนอยู่สองสามประเด็นว่า … เพื่อนเอ๋ย ที่คุณสู้กับนายทุนนี่นะ ถามจริงๆ เถอะว่าเราสูบบุหรี่ของนายทุนไหม ที่เรากินเหล้าของนายทุนไหม ที่เราไปประชุมที่โรงแรมของนายทุนไหม ก็ของนายทุนทั้งหมด แล้วคุณจะรบกันสักหมื่นปีคุณก็ไม่ชนะหรอก …

อาตมาคิดอย่างนั้นล่ะ พอคิดได้แบบนั้นก็ เออเราไปดีกว่า ก็เลยลาออกจากทุกเรื่องไม่ยุ่ง พอไม่ยุ่งปั๊บก็พอดีมาเจอหนังสือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาส นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ หนังสือเล่มเดียวเปลี่ยนชีวิตอาตมา หลังจากอ่านหนังสือก็ได้เจอท่านอาจารย์พุทธทาส ได้คุยกัน ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า ไอ้คอมเก๊ เราก็นึกในใจ “คอมเก๊ได้ยังไง” แต่ไม่กล้าเถียง พอผ่านไป 6-7 วัน ท่านก็บอกว่า คอมฯ ตัวจริงน่ะ คือ พระพุทธเจ้า ท่านเป็นนักเปลี่ยนแปลง เป็นนักปฏิวัติ แต่ไม่เคยทำลายใคร ไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยสร้างความเสียหายให้กับใคร ท่านก็ตั้งโจทย์ พระพุทธเจ้าเป็นพระมหากษัตริย์ใช่ไหม แล้วทำไมต้องไปอยู่โคนไม้ นั่นแสดงว่าเขาปฏิวัติ จากอยู่ประสาทสามหลังไปอยู่โคนไม้ จากใส่รองเท้าทองคำเป็นไม่ใส่รองเท้า ท่านก็ถามโจทย์ถามเราไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราต้องยอมด้วยเหตุผลว่า นี่คือ นักปฏิวัติ นักเปลี่ยนแปลงจริง

พรรคคอมมิวนิสต์พูดเรื่อง สังคมนิยม พระพุทธเจ้า พูดเรื่องยุคพระศรีอารย์ ก็คือ ชุมชนเข้มแข็ง คำว่าชุมชนนิยม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนแล้ว คือคำว่า “ฉันทะ” พอมาแปลได้ว่าฉันทะก็คือสหกรณ์ ก็เข้าใจถึงบางอ้อ แต่ว่ารูปแบบของสหกรณ์ในความหมายนี้เป็นอีกแบบหนึ่ง ลองคิดตามนะ พระนี่ พระพุทธเจ้าจำกัดมาเลยว่า มีสมบัติได้เพียง บาตรลูกหนึ่งผ้าสามผืน อาตมาก็เข้าใจได้เลยว่านี่คือรูปแบบของผู้นำสหกรณ์นี่คือชุดที่เราต้องใส่เพื่อการพัฒนา ใครจะไปทางไหนเราไม่เกี่ยว อาตมาเดินทางนี้ หลังจากทำมา 11 ปี ก็เห็นชัดเลย เราทำมาเอง เรียกว่า เราเห็น เราทำ เราได้เห็นเอง เรามีความสุข อาตมาจึงยกระดับว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจเชิงพุทธ เพราะว่าหลักพุทธทุกอย่างสอนไว้หมดแล้ว ดังนั้น คนที่จะมาทำงานเพื่อสังคมต้องเป็นนักเสียสละ ไม่ใช่ว่าเสียแต่ปาก แต่ตาขยิบ ทั้งตาทั้งปากมันต้องตรงกัน เพราะนี่คือ เบื้องต้นของเส้นทางที่จะไปสู่ชุมชนอาริยะ และที่สำคัญ ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “บวร” ต้องเข้าใจด้วยว่าทำไมเขาสร้างวัดกันทุกหมู่บ้าน อยุธยา นคร สงขลา วัดเต็มไปหมด มันต้องมีความหมายอะไรสักอย่าง

ประเด็นที่อยากนำเสนอเพื่อให้เกิดจุดเปลี่ยนในสังคม
นี่คือเรื่องสำคัญ อาตมาอยากจะฝากไว้โดยปรับให้เข้ากับยุคเลย ยุคนี้เป็นยุคผู้ก่อการร้าย อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟัง ในธงชาติมีอยู่ 3 สี คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าใครทำลายพระพุทธรูปทำลายวัด เขาเรียนกว่าทำลายศาสนา ถ้าใครไปนินทาว่าร้ายให้พระเจ้าแผ่นดินเขาเรียกว่า พวกล้มเจ้า คนที่ทำลายชาติ เขาเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่ชาติในมิติที่คนไม่พูดถึง คือ ทรัพยากรธรรมชาติ
คำว่า “ชาติ” มันต้องรวมทั้ง มนุษย์ ภูเขา แม่น้ำ ทะเล ทั้งหมด เรียกว่า ธรรมชาติ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดแต่ว่าคนไม่ค่อยพูดถึง ทีนี้ถ้าคนทำลายชาติถูกเรียกว่าผู้ก่อการร้าย อาตมาถามว่าคนทำให้น้ำเสีย ดินเสีย อากาศเสีย นั่นก็คือทำให้ประเทศชาติเกิดวิกฤต คนๆ นั้นควรที่จะถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายไหม ถ้าเราให้ความหมายผู้ก่อการร้ายใหม่ เราจะเห็นได้ว่า ที่คนไทยที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้ ใครคือผู้ก่อการร้าย การที่คุณเอาสารเคมีใส่ในดิน คุณก็ก่อการร้าย คุณทำลายแหล่งน้ำคุณก็ก่อการร้าย คุณพัฒนาประเทศไปในทางที่ผิดคุณก็เป็นผู้ก่อการร้ายใช่ไหม

แล้วเรื่องประชาธิปไตย ถ้าเรายอมรับว่าเสียงข้างมากเป็นเรื่องดี แล้วทำไมนักการเมืองทุกวันนี้เป็นแบบนี้ ถามว่าเพราอะไร ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาวิทยาศาสตร์แต่ทำไมทุกวันนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่เรื่องไสยศาสตร์ ระบบการเมืองที่บอกว่าดีคือประชาธิปไตย แต่ทำไมเรามีแต่นักการเมืองโกงกิน ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้…ไม่ใช่เพราะผู้ก่อการร้ายหรือโยม

นี่แหละคือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง จุดที่จะทำให้คนได้รู้ผิดรู้ถูก รู้ดี รู้ชั่วกันสักที ว่าสิ่งที่ตัวทำนั่นแหละเป็นผู้ก่อการร้าย อย่าไปโยนให้คนอื่นเป็นผู้ก่อการร้ายอยู่เลย.

อ้างอิง วารสารจุดเปลี่ยน รอดเพราะทำ ฉบับที่ ๒ ส.ค.-ต.ค ๕๓

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ปราชญ์ของแผ่นดิน