อาโวคาโด ผลไม้ช่วยสลายไขมัน

2 กุมภาพันธ์ 2560 ไม้ผล 0

อาโวคาโด คือผลไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมในแถบอเมริกาและยุโรป เพราะมีสารอาหารหลากหลายที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ หลายคนกลับไม่นิยม แถมติว่ารสไม่หวาน มีไขมันสูง กินแล้วอ้วน ผลไม้ชนิดนี้จึงถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ผลไม้ดีช่วยสลายไขมันใน 7 วัน

อาโวคาโดเป็นแหล่งของกรดไขมันดี คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acids) ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติลดไขมันร้ายในหลอดเลือด เช่น แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ จึงช่วยป้องกันการสะสมของไขมันภายในหลอดเลือด และลดโอกาสเสี่ยงโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และหัวใจวาย ในอนาคต

ชื่อสามัญ Avocado
ชื่อวิทยาศาสตร์ Persea Americana Mill
ชื่อวงศ์ Lauraceae
ชื่ออื่นๆ อะโวคาโด, อาโวคาโด, อาโวกาโด, อโวคาโด้, ลูกเนยอะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับ อบเชย เบย์ลอเรล(bay laurel) และกระวาน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในรัฐปวยบลาของประเทศเม็กซิโก และมีปลูกทั่วไปในแคลิฟฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทยมีการนำมาปลูกเป็นครั้งแรกที่จังหวัดน่าน โดยมิชชันนารีชาวอเมริกัน และได้มีการแพร่ขยายออกไปมากขึ้นทั่วประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น อะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุนานหลายปี ลักษณะเปลือกลำต้นเป็นผิวขรุขระ สีน้ำตาลอ่อน ขนาดของต้นที่โตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 18 เมตร
  • ใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่ สีเขียวสด สามารถมองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน แผ่นใบค่อนข้างหนา เรียบ ขอบใบเรียบ ออกเรียงเวียนสลับกันบริเวณปลายกิ่ง
  • ดอก ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง มีสีเขียวอมเหลือง ขนาดเล็ก
    ผล ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ กลม หรือคล้ายผลสาลี่ เปลือกผลสีเขียว อาจหนาหรือบางขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ภายในผลจะมีเนื้อมันละเอียด สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองเข้มคล้ายเนย ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสหวาน
  • เมล็ด ภายในเนื้อผลจะมีเมล็ดสีน้ำตาลที่มีรกหุ้มอยู่จำนวน 1 เมล็ด

อะโวกาโดเป็นพืชพื้นเมืองในแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาแถบร้อน ส่วนในประเทศไทยอะโวกาโดมีปลูกกันมานานไม่ต่ำกว่า 90 ปี โดยมิชชันนารีชาวอเมริกันนำเข้ามาปลูกที่จังหวัดน่าน ปี พ.ศ.๒๕๐๗ ดร. อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ หัวหน้าสถานีฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง ได้นำพันธุ์อะโวกาโด (Persea americana Mill.) จากมลรัฐฮาวาย จำนวน ๙ สายพันธุ์เข้ามาปลูกที่สถานีฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง ( สถานีวิจัยปากช่อง) ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ได้นำพันธุ์อะโวกาโดมาปลูกอีกจำนวน ๑๔ สายพันธุ์ คือพันธุ์ บูช ๗ (Booth – 7) บูช ๘ (booth – 8) แคทาลีนา (Catalina) โชเควท (choquette) ฟุค (Fuchs) ฮอลล์ (Hall) แฮส (Hass) ลูลา (Lula) มอนโร (Monroe) เนเดียร์ (Nadir) ปีเตอร์สัน (Peterson) ซิมเมอร์ (Simmonds) เทเลอร์ (Taylor) และพันธุ์วอลดิน (Waldin) ปัจจุบัน สถานีวิจัยปากช่องยังคงรวบรวมพันธุ์อะโวคาโดไว้ ใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการคัดเลือกพันธุ์ ทดสอบพันธุ์ และปรับปรุงพันธุ์ในอนาคต และเพื่อตอบปัญหาให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับพันธุ์ที่เหมาะสมที่จะปลูกในสภาพอากาศในประเทศไทย

พันธุ์อะโวคาโดในสถานีวิจัยปากช่อง
พันธุ์แฮสส์ (Hass) ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระมาก ผิวสีเขียวเข้ม เมื่อสุกอาจเป็นสีเขียวหรือม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็กน้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม เนื้อสีเหลือง เมล็ดเล็กถึงขนาดกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนธันวาคม –กุมภาพันธ์ มีไขมัน 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นพันธุ์การค้าอันดับ 1 ของโลก
บูช 7 (Booth-7) ผลค่อนข้างกลม ผลขนาดกลางน้ำหนักประมาณ 300-500 กรัม ผิวผลขรุขระ สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสดี เมล็ดขนาดกลาง ติดอยู่ในช่องเมล็ดแน่น เมื่อสุกแก่จะมีรอยจุดสีน้ำตาล มีไขมัน 7-14 เปอร์เซ็นต์ ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณวันที่ ตุลาคม ถึง ธันวาคม อายุ 5 ปี 249 ผลต่อต้น
ปากช่อง 3-3 (Pakchong 3-3) เป็นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด ผลขนาดใหญ่ประมาณ 600 – 700 กรัม เนื้อค่อนข้างเละ ปริมาณเนื้อมาก ผลรูปร่างค่อนข้างกลม บริเวณขั้วผลมีสีแดง เมื่อสุกสีม่วงเข้ม รสปานกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนตุลาคม – ธันวาคม อายุ 5 ปี 110 ผลต่อต้น


Duke 7 ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระ ผิวสีเขียวเข้มเป็นพันธุ์ต้านทานต่อโรครากเน่า เหมาะในการทำเป็นต้นตอ แต่ได้ต้นต่อที่มีขนาดเล็ก เมล็ดขนาดเล็ก น้ำหนักผลประมาณ 150-300 กรัม รสปานกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนตุลาคม – ธันวาคม
Fuerte ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระเล็กน้อย ผิวสีเขียวเข้ม เนื้อสีเหลืองครีม เมล็ดขนาดกลาง น้ำหนักผลประมาณ 150-300 กรัม รสดี ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนตุลาคม – ธันวาคม เป็นพันธุ์การค้าของโลก
Ruehle ผลรูปแพร์ ผิวเรียบเป็นเงา ผิวสีเขียวเหลือง น้ำหนักผลประมาณ 150-300 กรัม รสปานกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนตุลาคม – ธันวาคม
Whit Sell ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระเล็กน้อย ผิวสีเขียวเข้ม เมล็ดขนาดปานกลาง น้ำหนักผลประมาณ 250-350 กรัม รสปานกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผลเดือนตุลาคม – ธันวาคม

การขยายพันธุ์
ทำได้โดยการเพาะเมล็ดซึ่งมักจะให้ผลผลิตได้ในปีที่ 8 หรืออาจใช้วิธีติดตา ตอนกิ่ง เพื่อให้มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ และเพื่อให้ได้ผลผลิตเร็วขึ้น ซึ่งมักจะอยู่ในปีที่ 3 ของการปลูก แต่ต้องมีการดูแลรักษาที่ดีด้วย ในปีแรกๆ ของการปลูกหากต้นยังไม่แข็งแรงพอ ควรเด็ดผลทิ้งเพื่อเร่งต้นให้เจริญเติบโตเสียก่อน

วิธีการปลูกอะโวคา
ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกอะโวคาโด คือช่วงต้นของฤดูฝน แต่ถ้ามีน้ำให้ได้อย่างเพียงพอก็สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี พื้นที่ปลูกไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขังได้ ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมประมาณ 8×6 เมตร หรือ 8×10 เมตร

ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก ควรให้มีการปรับสภาพด้วยการนำไปวางไว้กลางแจ้งประมาณ 2-3 วันก่อน แล้วขุดหลุมปลูกให้มีขนาด 60x60x60 ซม. ผสมดินที่ขุดขึ้นมาด้วยปุ๋ยคอก 1-2 บุ้งกี๊ หรือปุ๋ยโวก้าอินทรีย์ 1 กำมือ วางต้นพันธุ์ลงปลูก กลบดินผสมปุ๋ยให้แน่น ใช้ไม้ไผ่ปักค้ำยึดต้นไว้กันโยก ใช้ฟางข้าว เศษไม้ หรือแกลบ คลุมรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ให้น้ำวันละ 15 ลิตร/ต้น และลดการให้น้ำเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อมีอายุได้ 1 ปี

การใส่ปุ๋ย
หลังจากปลูกได้ประมาณ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 200 กรัม/ต้น โดยในปีแรกควรให้ทุกๆ 3 เดือน ส่วนที่ปีที่ 2 ให้ในปริมาณ 400 กรัม ในปีที่ 3 เป็นต้นไปให้ในปริมาณ 500 กรัม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ให้ผลผลิตพอดี ควรงดการให้น้ำในช่วงฤดูฝน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ออกดอก

โรคสำคัญ
โรคที่มักเกิดกับอะโวคาโด ได้แก่ โรครากเน่า และโรคแอนแทรกโนส สามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ต้นพันธุ์ที่ทนต่อโรค พื้นที่ปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี และใช้น้ำผสมเด๊กซอน(Dexon) รดกิ่งพันธุ์ในโรงเรือนก่อนนำไปปลูก ส่วนโรคทางใบและผล

การตัดแต่งกิ่ง
ในช่วงแรกของการปลูก เมื่อลำต้นสูงประมาณ 50 ซม. ให้ตัดยอดออกไปเหลือไว้เฉพาะต้นตอเพื่อเป็นการเร่งให้ยอดใหม่ 3-4 ยอดแตกขึ้นมา ส่วนต้นที่เติบโตแข็งแรงดีแล้วก็ให้ตัดกิ่งที่เป็นโรค หรือกิ่งที่ไม่ต้องการออก และเพื่อให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวจึงควรตัดให้มีทรงพุ่มต่ำในลักษณะแผ่ออกด้านข้าง หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจึงค่อยทำซ้ำอีกครั้ง ตามด้วยการบำรุงต้นโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมี

การใช้ประโยชน์
ไม้ประดับ ผลรับประทาน ใช้ในอุตสาหกรรมทำสบู่ น้ำมัน และเครื่องสำอางประเทืองผิว

ที่มา
สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้ผล