เห็ดหอม ดอกเห็ดหอมกลิ่นหอมและรสชาติพิเศษเฉพาะตัว

12 มกราคม 2558 เห็ด 0

เห็ดหอมเป็นเห็ดที่มีรสชาติดี นิยมบริโภคอย่างแพร่หลายและมีราคาแพง เมื่อนำดอกเห็ดมาผึ่งลม หรือตากแห้ง ดอกเห็ดหอมจะมีกลิ่นหอมและรสชาติพิเศษเฉพาะตัว พบการแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศแถบเอเชียตะวันออก ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี จนถึงประเทศแถบอินโดจีน แต่จะไม่พบในประเทศเขตหนาวและเขตร้อน เห็ดหอมเป็นที่นิยมและรู้จักกันดีในลักษณะของอาหารจีนและญี่ปุ่น มาเป็นเวลานานแล้ว คนไทยรู้จักเห็ดชนิดนี้ในรูปของเห็ดแห้งที่นำมาจากต่างประเทศ
ชาวจีนได้เพาะเห็ดหอมมานานประมาณ 800 ปี โดยเพาะเลี้ยงด้วยท่อนไม้ เช่น ไม้โอ๊คและเกาลัด และประมาณ 300 ปีที่ผ่านมาชาวญี่ปุ่นได้พัฒนาวิธีการเพาะเห็ดหอมโดยเริ่มจากเพาะด้วยท่อนไม้ จนในปัจจุบันถือว่าเป็นประโยชน์ที่มีเทคโนโลยีสูงในการเพาะเห็ดหอม สามารถผลิตเห็ดหอมจำหน่ายเป็นสินค้าออกอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาได้แก่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวันและเกาหลีตามลำดับ

ชื่อสามัญ :Shiitake Mushroom
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lentinus edodes (Berk.) Sing.
ชื่ออื่น : ญี่ปุ่นเรียกว่า “ไชอิตาเกะ” หรือ “ชิตาเกะ” (Shi-ta-ke) เกาหลีเรียกว่า โบโกะ จีนเรียกว่า “เฮียโกะ” หรือ “เฮียงคุ่ง” หรือ “เฮียงสิ่ง” ภูฏานเรียก “ชิชิ-ชามุ” อังกฤษเรียกว่าBlack Mushroom หรือ เห็ดดำ ชาวเอเชีย เชื่อกันมาแต่โบราณแล้วว่าเห็นหอมเป็นยาอายุวัฒนะทำให้ร่างกายแข็งแรงช่วย ชะลอความชราได้ คนจีนและคนญี่ปุ่นจึงนิยมรับประทานกันมาก

ถิ่นกำเนิด: ประเทศจีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และไต้หวัน

ลักษณะทางพฤกษศาตร์
หมวกเห็ดหอมมีรูปทรงกลม ผิวมีขน รวมกันเป็น เกล็ดหยาบๆ สีขาวกระจายอยู่ทั่วไป ผิวหมวกด้านบนสีน้ำตาล น้ำตาลปนแดงหรือ น้ำตาลเข้ม ครีบดอกเป็นแผ่นบางสีขาว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ก้านดอกมีสีขาวหรือน้ำตาลอ่อน หากปล่อยไว้ให้ถูกอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม โคนก้านดอกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาว เห็ดหอมเนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้ชื่อว่า เห็ดหอม

hedhomshiitake

คุณค่าทางอาหารของเห็ดหอม
เห็ดหอมสด 100 กรัมให้พลังงาน 387 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย

  • คาร์โบไฮเดรต 67.5 กรัม
  • โปรตีน 17.5 กรัม
  • ไขมัน 8.0 กรัม
  • เส้นใย 8.0 กรัม
  • วิตามินบี1 1.8 กรัม
  • วิตามินบี2 4.9 มิลลิกรัม
  • ไนอะซีน 4.9 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 98 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 476 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 8.5 มิลลิกรัม

เห็ดหอมแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 375 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย

  • คาร์ไบไฮเดรต 82.3 กรัม
  • โปรตีน 10.3 กรัม
  • ไขมัน 1.9 กรัม
  • เส้นใย 6.5 กรัม
  • วิตามินบี1 0.4 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2 0.9 มิลลิกรัม
  • ไนอะซีน 11.9 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 12 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 171 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 4.0 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังมีคุณค่าทางด้านเภสัช เนื่องจากพบว่าในเห็ดหอมมีสารประกอบที่มีสรรพคุณด้านเภสัชอยู่หลายชนิด การบริโภคเห็ดหอมจึงช่วยปองกันโรคที่เกิดกับคนได้เช่น

  1. เห็ดหอมประกอบด้วยสาร eritadenin มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเส้นเลือด (cholesterol)ในคนได้
  2. ในเห็ดหอมมีสารพวก lentinan, pachymaran และ carboxyl methylpachymaran สามารถสกัดกั้นการเจริญของเนื้องอก และมีคุณสมบัติต่อต้านโรคมะเร็ง
  3. ในเห็ดหอมมีสารต่อต้านเชื้อไวรัส รวมทั้งไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดด้วย

ลักษณะทางสัณฐานวิทยา

  1. หมวกดอก (cap หรือ pileus) เป็นส่วนปลายสุดของดอกที่เจริญเติบโตขึ้นไปบนอากาศ หมวกดอกมีลักษณะกลม ผิวหมวกด้านบนจะมีสีน้ำตาล น้ำตาลปนแดง มีขนสีขาวรวมเป็นเกล็ดหยาบๆ ปกคลุมอยู่ทั่วไปในบางพันธุ์ขนาดของหมวกดอกจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-15 ซม. แล้วแต่ความสมบูรณ์ของดอกเห็ด เมื่อบานเต็มที่ ตรงกลางของหมวกดอกจะเว้าลงเล็กน้อย เนื้อของหมวกเห็ดมีความหนาเล็กน้อย มีสีขาว มีความแน่นเนื้อกว่าเห็ดชนิดอื่น
  2. ครีบดอก (gill หรือ lamella) มีลักษณะเป็นแผ่นบางสีขาว เรียงเป็นรัศมีรอบก้านดอก เมื่อดอกเห็ดแก่ครีบดอกจะมีสีเข้ม
  3. สปอร์ สปอร์ของเห็ดหอมมีสีขาว มีขนาดเล็กกว่าสปอร์ของเห็ดฟาง มีขนาดประมาณ 10.62 x 11.25ไมครอน
  4. ก้านดอก (stalk หรือ stipe) ก้านดอกมีสีขาวถึงสีน้ำตาลอ่อน แต่หากสัมผัสอากาศจะมีสีเข้ม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซม. ก้านดอกจะโค้งงอออกจากท่อนไม้และเหนียวกว่าก้านดอกของเห็ดฟาง

hedhome

สายพันธุ์เห็ดหอม
เห็ดหอมประกอบด้วยหลายสายพันธุ์ กลุ่มบัณฑิตเกษตรก้าวหน้า (2538) ได้กล่าวถึงสายพันธุ์ของเห็ดหอมญี่ปุ่นว่า สามารถแบ่งออกเป็น 5 พันธุ์ ประกอบด้วย

  1. พันธุ์ฮานาดอนโก (Hana Donko) เป็นสายพันธุ์เห็ดหอมที่มีคุณภาพดีที่สุด มีเนื้อของหมวกดอกหนา ขอบหมวกไม่บานออกเมื่อบานเต็มที่ แต่มีข้อจำกัดคือ เห็ดหอมพันธุ์นี้เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิต่ำ
  2. พันธุ์ดอนโก (Donko) มีลักษณะคล้ายสายพันธุ์ฮานาดอนโก แต่ขนาดของหมวกดอกเล็กกว่า เป็นเห็ดหอมที่ชาวจีนนิยมเพาะเพื่อผลิตเป็นดอกเห็ดหอมแห้งจำหน่ายให้กับต่างประเทศ และนิยมบริโภคมากกว่าพันธุ์อื่น เจริญเติบโตในที่อุณหภูมิต่ำเช่นเดียวกับพันธุ์ฮานาดอนโก พันธุ์ดอนโก แบ่งออกเป็น 2 ชั้นคุณภาพ คือ โจ ดอนโก (Jo Donko) และ นามิดอนโก (Nami Donko) มีคุณภาพต่ำกว่า โจ ดอนโก
  3. พันธุ์โกตซูบุดอนโก (Kotsubu Donko) มีลักษณะดอกเหมือนพันธุ์ดอนโกแต่ขนาดของหมวกดอกเล็กกว่า
  4. พันธุ์โกชิน (Koshin) เป็นพันธุ์เห็ดหอมที่มีหมวกบางกว่าพันธุ์อื่นๆ ที่กล่าวมาแล้วเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ หมวกดอกจะบานออกทั้งหมดและมีราคาถูกกว่า พันธุ์เห็ดหอมที่เพาะได้ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โกชิน แบ่งออกเป็น 2 ชั้นคุณภาพ คือ
    – พันธุ์โจ โกชิน (Jo Koshin)
    – พันธุ์นามิโกชิน (Nami Koshin) เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพรองลงมา
  5. พันธุ์โกโก (Ko Ko) มีลักษณะดอกคล้ายพันธุ์โกชิน แต่รสชาดคล้ายพันธุ์ดอนโก จึงเป็นพันธุ์เห็ดหอมที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก

ในทางการค้าทั่วไปแบ่งชนิดเห็ดหอมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  1. ดอนโกและโกชินกลุ่มดอนโกเป็นพันธุ์เห็ดหอมที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีอากาศเย็นจัด อุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 8 ํซ.) เห็ดหอม ชนิดนี้เจริญได้ช้ามาก มีดอกเห็ดสวยงามและมีราคาแพง ดอกเห็ดที่ทำให้แห้งแล้วมีรอยแตกระแหงเป็นสีขาว ดอกเห็ดหนามีสีน้ำตาลเข้ม ก้านดอกสั้น มีกลิ่นหอม การเก็บดอกจะเก็บระยะที่หมวกดอกยังไม่คลี่ ค่อนข้างตูม การเพาะเห็ดหอมสายพันธุ์นี้ไม่ต้องให้น้ำ อาศัยเพียงน้ำฝนและความชื้นในอากาศเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงที่เกิดดอกเห็ดจะไม่มีการให้น้ำโดยเด็ดขาด หากได้รับความชื้นมากเกินไป เมื่อนำดอกเห็ดไปตากแห้ง ดอกเห็ดจะเกิดการยุบตัวและย่น ทำให้มีคุณภาพด้อยลงและราคาถูกลง
  2. กลุ่มโกชิน ต้องการอุณหภูมิในการเจริญเติบโตสูงกว่า (ประมาณ 8-18 ํซ.) เนื้อของหมวกดอกบาง ขอบหมวกบานออก ดอกเห็ดที่ตากแห้งมีหมวกดอกเรียบ ไม่มีรอยแตก ราคาของดอกเห็ดจะถูกลงกว่ากลุ่มแรก และสามารถเพาะในถุงพลาสติกได้

รูปร่างของเห็ดหอมโดยทั่วไป มีรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกับเห็ดในอันดับ Agarics แต่จะมีขนรวมเป็นเกล็ดหยาบๆ (scale) สีขาวปกคลุมอยู่ทั่วไปอยู่บนผิวหมวกเห็ดด้านบน ขนละเอียดที่ปกคลุมอยู่นี้จะค่อยๆ หายไปเมื่อนำดอกเห็ดมาผึ่งลมหรือตากแห้ง ดอกเห็ดมีสีน้ำตาลเมื่อบานเต็มที่ตรงกลางจะเว้าลงเล็กน้อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดประมาณ 5-10 ซม. แล้วแต่ความสมบูรณ์ของเห็ด เนื้อหมวกเห็ดหนาเล็กน้อยและมีสีขาว ครีบหมวกเห็ดมีสีขาวเรียงเป็นรัศมีรอบก้านดอกซึ่งอาจจะอยู่กึ่งกลางดอก ก้านดอกมีสีน้ำตาลอ่อน กว้างประมาณ 1-2 ซม. มีเนื้อละเอียดแน่นและเหนียวกว่า

วงจรชีวิตของเห็ดหอม
เห็ดหอมมีวงจรชีวิตแบบ Heterothallic life cycle โดยดอกเห็ดหอมเมื่อเจริญเต็มที่จะสร้างสปอร์เรียกว่า basidiospore ที่มีจำนวนโครโมโซมเพียงชุดเดียว (haploid,n) สปอร์ที่ปลิวไปตกอยู่ในบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะงอกเส้นใยออกมา เส้นใยที่งอกออกมานี้จะมีการแบ่งเซลล์แบบ mitosis และยังคงมีจำนวนโครโมโซมเป็นชุดเดียวอยู่ เส้นใยที่งอกออกมาจากสปอร์เหล่านี้เรียกว่า เส้นใยขั้นที่ 1 (primary mycelium) เมื่อเจริญแล้ว มีการรวมตัวของเส้นใยที่เข้ากันได้ จากต่างสปอร์กันเป็นเส้นใยขั้นที่2

ต่อจากนั้น จะมีการรวมกันของเส้นใยที่เข้ากันได้ (compatible) จากเส้นใยต่างสปอร์กันการรวมตัวกันของเส้นใยจะเกิดขึ้นโดยกราวมตัวของผนังเส้นใยจะเชื่อมต่อกัน แล้วไซโตพลาสซึมในเซลล์จะไหลรวมเข้ากัน เส้นใยที่เกิดขึ้นใหม่จะมีนิวเคลียส 2 อันต่อ 1 เซลล์ นิวเคลียสทั้งสองไม่รวมกัน(รวมเฉพาะไซโตพลาสซึม) เรียกเส้นใยนี้ว่าเส้นใยขั้นที่ 2 หรือ Secondary mycelium เส้นใยขั้นที่ 2 จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและมีการสร้าง clamp connection เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ ต่อมาเส้นใยขั้นที่ 2 จะขยายปริมาณเพิ่มมากขึ้น และรวมกลุ่มกันเป็นก้อนเรียกเส้นใยในระยะนี้ว่าเส้นใยขั้นที่ 3 หรือ tertiary mycelium การสะสมอาหารจะมีมากขึ้นจนเส้นใยพัฒนาไปเป็นดอกเห็ด

hedhomped

เมื่อดอกเห็ดพัฒนาจนถึงระยะแก่จะสร้างฐาน หรือ basidium ที่บริเวณครีบเป็นรูปกระบองนิวเคลียสใน basidium จะรวมตัวกันมีจำนวนโครโมโซมเป็น diploid หรือ 2n แล้วนิวเคลียสจะแบ่งตัวแบบ meiosis ลดจำนวนโครโมโซมลงเหลือครึ่งหนึ่ง ทำให้จำนวนโครโมโซมลดลงเป็น hapliod หรือ n เป็น 4 นิวเคลียส ฐานเบสิเดียมจะสร้างก้านชูสปอร์หรือ sterigma 4 อัน ที่นิวเคลียสทั้ง 4 อัน จะเคลื่อนไปอยู่ที่ส่วนปลายของสเตอริกมา ถือเป็นระยะการพัฒนาเป็นเบสิดิโอสปอร์ (basidiospore) จำนวน 4 อันสปอร์เหล่านี้จะถูกปล่อยออกไป แล้วพัฒนาเป็นเส้นใยเมื่อได้รับสภาพแวดล้อมเหมาะสม

หมุนเวียนเป็นวงจรชีวิตเช่นนี้ต่อไป วงจรชีวิตของเห็ดหอมเป็นแบบ Heterothallic life cycle เมื่อดอกเห็ดเจริญเติบโต จะมีการสร้าง basidiospore ซึ่งมีจำนวนโครโมโซมเป็นชุดเดียว(n) สปอร์จะงอกเป็นเส้นใยขั้นที่ 1 จะมีการรวมตัวเป็นเส้นใยขั้นที่ 2 โดยเส้นใยที่เจริญมาจากสปอร์อื่นรวมตัวกันเป็นเส้นใยขั้นที่ 2 แล้วพัฒนาไปเป็นดอกเห็ดในที่สุด

สภาพแวดล้อมที่เห็ดหอมต้องการ

  1. อุณหภูมิ จัดเป็นเห็ดที่ต้องการอากาศเย็น และความชื้นสูง ที่อุณหภูมิ 25 ํ ซ. การเจริญของจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากอุณหภูมิต่ำกว่า 5ํ ซ. หรือสูงกว่า 35ํ ซ เส้นใยจะชะงักการเจริญเติบโต อุณหภูมิจึงเป็นข้อจำกัดเขตพื้นที่การผลิตเห็ดหอมในประเทศไทย ซึ่งพบว่ามีการผลิตเป็นจำนวนมากในบริเวณภาคเหนือที่มีอุณหภูมิต่ำ
  2. แสง มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการเจริญของเห็ดหอม ในทางบวกจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญของดอกเห็ด ส่วนทางลบจะไปชะงักการเจริญของเส้นใยได้ ความเข้มแสง (light intensity) ในอัตราต่ำประมาณ 10-2– 10-4 lux จะกระตุ้นการพัฒนาการของดอกเห็ด ความเข้มแสงที่เหมาะสมที่สุดคือที่ 10 lux ความยาวคลื่นแสงที่เหมาะสมต่อการพัฒนาการของดอกเห็ด อยู่ระหว่าง 370-420 nm แสงมากช่วยในการสร้างครีบดอกและสปอร์ และแสงน้อยหรือในระดับต่ำจะช่วยในการสร้างหมวกดอกของเห็ดหอม
  3. สภาพความเป็นกรด – ด่าง ของอาหารที่ใช้เพาะให้มีการเจริญของเส้นใย ควรมี pH 5-6 ส่วนในการเจริญของดอกเห็ดควรอยู่ระหว่าง 3.5 – 4.5
  4. อาหารเห็ดหอม (nutrition) อาหารที่เห็ดหอมใช้ในการเจริญเติบโต แบ่งเป็น 2 ประเภท
    – คาร์บอนและไนโตรเจน แหล่งอาหารประเภทคาร์บอนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเส้นใยได้แก่ monosaccharides, oligosaccharides และ Polysaccharides ในอัตรา 3 – 5% ของอาหารเหลวที่ใช้เลี้ยงเส้นใย สำหรับอาหารประเภทไนโตรเจนที่ใช้เลี้ยงเส้นใย ได้แก่ peptone, α-amino acid, ยูเรีย และเกลือแอมโมเนียม เช่นใช้แอมโมเนียมซัลเฟต 0.03% เพื่อให้เส้นใยเห็ดเจริญเติบโต และใช้ไนโตรเจนไม่เกิน 0.02% เพื่อให้ดอกเห็ดเจริญเติบโต
    – แร่ธาตุ และไทอามิน (Minerals and thiamine) ใช้ Mn, Fe และ Zn ในอัตราส่วน 2 ppm เร่งการเจริญของเส้นใย และควรเพิ่ม Mg, S, P และ K ในสูตรอาหารด้วยและหากเพิ่มไทอามินในอัตราส่วน 100 ไมโครกรัมต่อลิตร เส้นใยของเห็ดหอมจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการผลิตเห็ดหอม
การผลิตหัวเชื้อเห็ดหอมใช้วิธีการผลิตคล้ายคลึงการผลิตหัวเชื้อเห็ดนางรม นางฟ้าและเป๋าฮื้อ

ขั้นตอนการเพาะเห็ดหอม
การเพาะเห็ดหอมในถุงพลาสติก ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ พ.ศ 2521 โดยไม่ต้องใช้ท่อนไม้ก่อ(ไม้ที่ควรสงวนและรักษา) โดยใช้หลักการที่ว่า เห็ดหอมสามารถย่อยเซลลูโลสและลิกนินได้ ขี้เลื่อยจึงเป็นวัสดุเพาะที่ใกล้เคียงที่สุด และช่วยแก้ไขปัญหาการนำไม้ก่อมาใช้เพาะเห็ดหอมอีกทางหนึ่ง

การเพาะเห็ดหอมมีระบบการผลิตแยกชัดเจนได้เป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

  1. การผลิตหัวเชื้อบริสุทธิ์บนอาหารวุ้น
  2. การทำหัวเชื้อบริสุทธิ์บนเมล็ดข้างฟ่าง
  3. การทำก้อนวัสดุเพาะและการถ่ายหัวเชื้อเพื่อทำถุงก้อนเชื้อ
  4. การเพาะให้เกิดเป็นดอกเห็ดจากถุงก้อนเชื้อ

การลงทุนจะมากในขั้นตอนที่ 1 – 3 ส่วนขั้นที่ 4 คือการผลิตดอกเห็ด จะทำขนาดเล็กใหญ่เท่าใดก็ได้ ไม่ต้องลงทุนมาก หรือจะดัดแปลงจากโรงเรือนอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว และที่วางอยู่มาใช้ได้ และในขั้นตอนนี้ ผู้ที่ต้องการเพาะจะทำครบทุกขั้นตอนก็ได้ อาจจะทำเป็นบางขั้นตอน เช่น จะทำเฉพาะก้อนเชื้อเห็ด โดยการนำก้อนเชื้อที่ทำสำเร็จรูปแล้วมาเปิดออก รดน้ำให้เกิดดอกเห็ดเลยก็ได้

มีขั้นตอนการผลิตหัวเชื้อโดยสรุป ดังนี้
1. การผลิตเชื้อเห็ดบริสุทธิ์
ได้จากการเพาะเลี้ยงสปอร์ หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของเห็ดหอม บนอาหารวุ้น PDA หรืออาหารเหลว (liquid media)

hedhomcherhedhomstorc
2. การผลิตหัวเชื้อเห็ด
การผลิตหัวเชื้อหรือ การขยายเชื้อในเมล็ดธัญพืช นิยมใช้เมล็ดข้าวฟ่างเพื่อเป็นอาหารแก่เส้นใยเห็ดหอมให้มีปริมาณมากขึ้น โดยเขี่ยเชื้อเห็ดหอมลงในขวดข้าวฟ่าง เส้นใยเห็ดหอมจะเจริญบนเมล็ดข้าวฟ่างในเวลาประมาณ 30 วัน

hedhomschers
3. การเพาะเห็ดหอม
การเพาะเห็ดหอมหรือการผลิตเห็ดหอม สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธีการ คือ การเพาะเห็ดหอมในถุงพลาสติก (cultivation on plastic bags) กับการเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้ (cultivation on wood logs)

3.1 การเพาะเห็ดหอมในถุงพลาสติก การเพาะเห็ดหอมในถุงพลาสติกประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2521 เป็นวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้ท่อนไม้หรือใช้ไม้ที่ควรสงวนและรักษา ช่วยแก้ปัญหาการนำไม้ก่อมาใช้เพาะเห็ดหอมได้อีกทางหนึ่ง โดยใช้หลักการที่ว่าเห็ดหอมสามารถย่อยเซลลูโลสและลิกนินได้ ขี้เลื่อยถือเป็นวัสดุที่ใกล้เคียงที่สุดจึงถูกนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยง
4. การเตรียมก้อนเชื้อ (การผสมวัสดุบรรจุและนึ่งฆ่าเชื้อ) วัสดุเพาะประกอบด้วย

สูตรที่1

  • ขี้เลื่อยไม้มะขาม หรือขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กก.
  • รำข้าวละเอียด 5 กก.
  • น้ำตาลทราย 2 กก.
  • ดีเกลือ 0.2 กก.
  • ยิปซั่ม 0.5 กก.
  • น้ำหรือความชื้น 55-65%

สูตรที่2

  • ขี้เลื่อย 100 กก.
  • รำละเอียด 5 กก.
  • แป้งข้าวเจ้า 2 กก.
  • น้ำ 65 %

สูตรที่3
เพิ่มดีเกลือ 0.2 – 0.5 กก. ในสูตรที่2

hedhombunju

ผสมวัสดุเพาะและอาหารเสริมทั้งหมดให้เข้ากันอย่าให้แห้ง หรือแฉะ ให้วัสดุพอจับตัวกันได้ เมื่อบีบดูต้องไม่มีหยดน้ำ เมื่อคลายมือออกส่วนผสมต้องไม่แตกร่อน บรรจุผสมลงในถุงพลาสติกทนร้อนอัดให้แน่นพอประมาณถุงละ 0.8-1 กก. ใส่คอขวดปิดจุกสำลี หรือฝาครอบกันไอน้ำ นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันด้วยความดันไอน้ำ 15 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว นาน 30 นาที หรือหม้อนึ่งลูกทุ่งความร้อน 85-100 ํซ นาน 2-4 ชม. แล้วทิ้งไว้ให้เย็น

hedhomtung

5. การเขี่ยต่อเชื้อเห็ด
แกะฝาครอบออก เปิดจุกสำลีและใส่เชื้อเห็ด ควรปฏิบัติในบริเวณที่สะอาดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค

hedhomstae
6. การบ่มเชื้อ (การบ่มเส้นใย)
ระยะเวลาในการบ่มเส้นใยประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของวัสดุเพาะที่ใช้เพื่อให้เชื้อเห็ดหรือเส้นใยเจริญอย่างเต็มที่ ควรรักษาอุณหภูมิในระยะนี้ที่ 25 ํซ อาจมีการให้น้ำภายนอกและภายในโรงเรือนที่ส่วนพื้นที่ของบริเวณเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 25 ํซ
แสง ช่วยกระตุ้นให้เส้นใยเกิดตุ่มเห็ด สร้างแผ่นสีน้ำตาล และเจริญเป็นดอกเห็ดได้เร็วกว่าที่มืด

ความชื้น ในระยะบ่มเส้นใย ต้องการความชื้นในบรรยากาศที่ระดับปกติ 70-80 % หลังการบ่มเส้นใย อาจใช้วิธีการกระตุ้นการเกิดดอกโดยใช้น้ำเย็นโดยแช่ก้อนเชื้อในน้ำเย็นนาน 2 ชม. หรือทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อกระตุ้นการเกิดดอกหรือโดยในช่วงฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิต่ำ นำก้อนเชื้อมาแช่น้ำเย็น 10-15 ํซ นาน 15 นาที ก่อนที่จะนำไปกรีดถุงเปิดดอก

hedhomsbom
7. การเปิดดอก
หลังจากที่เส้นใยเดินเต็มถุงแล้ว ต้องทิ้งไว้ 1-2 เดือน เพื่อรอให้เส้นใยรัดตัวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลประมาณ 50% ของก้อน ควรกระตุ้นการเกิดดอกแล้วนำไปกรีดพลาสติกออกให้เหลือเฉพาะส่วนก้นถุงประมาณ 1-2 นิ้ว เมื่อก้อนเห็ดสัมผัสกับอากาศจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมากขึ้น ที่อุณหภูมิ 25 ํซ และความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% จะเกิดดอกเห็ดขึ้นและอีกประมาณ 7-10 วัน จะเก็บผลผลิตได้ หลังการเก็บผลผลิตรุ่นแรกแล้ว ก้อนเห็ดจะพักตัวประมาณ 15-20 วัน ระยะนี้จะมีการกระตุ้นด้วยความเย็นโดยใช้สปริงเกลอร์รดน้ำแบบฝนเทียม 1 วัน 1 คืน (ช่วงนี้ก้อนเห็ดต้องเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมากกว่า 70%) หลังจากนั้นถ้าอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมจะให้ผลผลิตรุ่นที่ 2 ให้ทำการกระตุ้นเช่นเดียวกันในการเก็บผลผลิตในรุ่นต่อๆ ไป ผลผลิตในรุ่นที่ 1 และ 2 ดอกเห็ดมักจะไม่ค่อยสมบูรณ์แต่หลังจากรุ่นที่3 แล้วดอกจะสมบูรณ์ดีผลผลิตดอกเห็ดสดจะได้ 50-400 กรัม ต่อก้อนเชื้อ 0.5-1 กก. ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและเทคนิควิธีการของผู้เพาะเห็ด

hedhomrong

ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ต้องปฏิบัติในระยะการให้ดอก คือการรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมประมาณ 24-30 ํซ การรักษาความชื้นที่ระดับ 70-80% หากที่ดอกเห็ดได้รับลมในขณะดอกเห็ดเจริญจะทำให้หมวกเห็ดแตก ควรมีการระบายอากาศเพื่อให้ดอกเห็ดเจริญ และลดการสะสมเชื้อโรค หากมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูงจะทำให้เห็ดมีก้านดอกยาว และหมวกเห็ดไม่เจริญ หรือมีลักษณะผิดปกติในด้านของแสงนั้น หากมีแสงที่เหมาะสมหมวกเห็ดจะมีสีเข้มไม่ซีดจาง

hedhomslan

8. การเก็บเกี่ยว ควรเก็บดอกเห็ดขณะที่หมวกเห็ดยังไม่บานเต็มที่ ซึ่งเป็นลักษณะที่ตลาดต้องการ ควรลดการให้น้ำก่อนเก็บผลผลิตเพราะจะเน่าเสียหายง่ายหากมีความชื้นในดอกเห็ดสูงสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานขึ้น โดยบรรจุในถุงพลาสติก นำเก็บในตู้เย็นได้นาน 3-4 สัปดาห์

hedhomsa

hedhoms

การเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้
การเตรียมท่อนไม้
ไม้ที่เหมาะต่อการเพาะเห็ดหอมคือ ไม้ก่อเดือย (Castanopsis acminatissima) และไม้ก่อแป้น(Quercus indica) ที่อยู่ในกลุ่มไม้โอ๊ค เนื่องจากเป็นไม้ในป่าต้นน้ำลำธาร จึงไม่ควรโค่นล้มทั้งต้น ควรใช้วิธีแต่งกิ่งก้านของลำต้นแล้วนำท่อนไม้มาใช้จะเป็นการรักษาป่าต้นน้ำลำธารให้คงอยู่ต่อไปหรือใช้ไม้ชนิดอื่นแทนไม้ก่อได้ ฤดูกาลที่ควรจะตัดกิ่งเพื่อมาใช้เป็นท่อนไม้เพาะเห็ดหอม ควรเป็นระยะท่อนไม้มีการสะสมอาหารมากที่สุดได้แก่ระยะฤดูใบไม้ผลิต้นไม้เริ่มมีการแตกตาและใบใหม่ อาหารสะสมในท่อนไม้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์แก่เห็ดหอมได้มากที่สุด ความยาวของท่อนไม้ประมาณ 80-150 ซม. มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-15 ซม. และไม่ควรให้เปลือกไม้แตกเสียหาย เพราะจะเป็นทางที่เชื้อจุลินทรีย์เข้าทำลายได้

การเตรียมเชื้อเห็ดหอม
หัวเชื้อที่นำมาใช้นิยมใช้ขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็ง หากเป็นไม้ในสกุลไม้ก่อจะให้ผลดี หรือใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแทน ใช้ขี้เลื่อยผสมกับรำละเอียดประมาณ 5-10% แล้วปรับความชื้นให้เหมาะสม นำบรรจุลงในขวดแล้วนึ่งฆ่าเชื้อรอให้ส่วนผสมเย็นลง แล้วเขี่ยหัวเชื้อเห็ดหอมลงไป และนำไปบ่มในร่มที่อุณหภูมิ 24-28 ํซ ส่วนการเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้แบบอุตสาหกรรม มีวิธีทำหัวเชื้อจากเนื้อไม้ซึ่งอยู่ในรูปลิ่ม หรือรูปทรงกระบอกชิ้นเล็กๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 ซม. ยาว 2 ซม. นำชิ้นไม้นึ่งฆ่าเชื้อ เมื่อชิ้นไม้เย็นลงจึงใส่เชื้อเห็ดหอมลงไปเพื่อให้เชื้อเจริญเข้าไปในเนื้อไม้

วิธีการเพาะเห็ดหอม

  1. นำท่อนไม้มาบ่มไว้ในร่มนาน 30 วัน
  2. ใช้สว่านไฟฟ้าขนาด 5 หุน เจาะลงไปในท่อนไม้ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว แต่ละรูห่างกับประมาณ 10 ซม. ให้รูที่เจาะสลับฟันปลา แล้วใส่เชื้อเห็ดหอมลงไปในรูให้เต็มพร้อมปิดจุกไม้หรือพลาสติกและใช้ฆ้อนตอกย้ำเบา ๆ ถ้าใช้หัวเชื้อแบบชิ้นไม้สามารถนำหัวเชื้อตอกเข้าไปในรูได้เลย
  3. การบ่มเชื้อในท่อนไม้ ควรนำท่อนไม้ไปบ่มบริเวณลานพักไม้ (laying yard) เพื่อให้เส้นใยเจริญเข้าไปในท่อนไม้ให้ดีเสียก่อน โดยนำท่อนไม้มาวางแบบตั้งตรงหรือวางแบบสี่เหลี่ยมคางหมูก็ได้ บริเวณลานพักไม้ควรเป็นร่มมีแสงสว่างรำไร ควรวางท่อนเชื้อบนอิฐหรือทราย เพื่อไม่ให้ท่อนไม้สัมผัสกับดินโดยตรง อุณหภูมิในการบ่มท่อนไม้ควรอยู่ระหว่าง 24-28 ํซ นาน 8-12 เดือน
  4. การบ่มเชื้อจะใช้เวลา 8-12 เดือน เพื่อให้เส้นใยเห็ดหอมเจริญเต็มที่ในท่อนไม้ก่อน จากนั้นจะเป็นการกระตุ้น (induction) เชื้อในท่อนไม้

การทำให้เห็ดหอมออกดอก
การกระตุ้นให้เห็ดหอมออกดอกจะกระทำในช่วงฤดูหนาว และมีอุณหภูมิทั่วไปอยู่ในระดับต่ำระหว่าง 12-20 ํซ มีความชื้นสูงและมีร่มเงา มีการปฏิบัติดังนี้

  1. นำท่อนเชื้อเห็ดหอมที่เดินเต็มที่แล้ว แช่ในน้ำเย็นอุณหภูมิ 10-15 ํซ นาน 24-48 ชม. เพื่อให้ท่อนเชื้ออิ่มตัว แล้วนำท่อนเชื้อขึ้นจากน้ำ ใช้ฆ้อนทุบหัวท้ายของท่อนเชื้ออย่างแรง 2-3 ครั้ง เพื่อให้น้ำที่เกาะอยู่หลุดออกไปจะช่วยให้อากาศซึมผ่านเข้าไปในท่อนไม้ได้ง่าย
  2. นำท่อนไม้เข้าเพาะในลานเพาะเห็ด (raising yard) โดยวางในลักษณะตั้งตรงเรียงเป็นแถวดอกเห็ดหอมจะออกดอก ระยะนี้ไม่ควรให้น้ำเพราะดอกจะเน่าเสียหายได้
  3. เมื่อเก็บผลผลิตรุ่นแรกแล้ว ให้พักท่อนเชื้อไว้ระยะหนึ่งเพื่อให้เส้นใยเจริญ แล้วทำการกระตุ้นให้เห็ดหอมออกดอก ท่อนเชื้อจะให้ผลผลิตนาน 3-6 ปี

ขั้นตอนการเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้

  1. ตัดแต่งกิ่งไม้จากต้น
  2. ตัดแต่งท่อนไม้
  3. เจาะรู และหลังออกดอก
  4. ใส่เชื้อเห็ด
  5. การบ่มพักไม้ในฤดูหนาว
  6. การบ่มพักไม้ในฤดูอื่น
  7. การบ่มไม้เพื่อเตรียมออกดอก
  8. การแช่น้ำเพื่อกระตุ้นการออกดอก
  9. การทำให้ออกดอก

ที่มา : กลุ่มบัณฑิตเกษตรก้าวหน้า (2538)

การจัดวางท่อนไม้สามารถจัดวางได้หลายรูปแบบ วิธีการวางท่อนไม้แบบหมอนรถไฟ (บน) และการวางท่อนไม้แบบเผาข้าวหลาม (ล่าง)

ดอกเห็ดหอมจะทยอยให้ผลผลิต และสามารถเลือกเก็บได้ตามขนาดที่ต้องการ หลังการเก็บผลผลิตควรมีการพักท่อนไม้ให้เส้นใยเห็ดเจริญ และรอการกระตุ้นให้เกิดดอกเห็ด

การทำเห็ดหอมแห้ง สามารถทำได้2 วิธีคือ

  1. การตากแห้ง
    นำเห็ดหอมมาตากไว้ในที่มีแดดจนกว่าจะแห้งสนิท ควรหลีกเลี่ยงการตากในที่แดดจัดเกินไปเพราะจะทำให้ดอกเห็ดไหม้เกรียม และควรคว่ำดอกเห็ดให้ครีบอยู่ด้านใต้เพื่อปองกันครีบมีสีคล้ำ การตากเป็นวิธีลดความชื้นในดอกเห็ดอย่างรวดเร็ว ทำให้ดอกเห็ดยุบตัวมาก เมื่อแห้งสนิทแล้วเก็บในภาชนะที่กันความชื้น เพราะอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นภายหลังได้
  2. การอบแห้ง
    ใช้ลมร้อนค่อยๆ ลดความชื้นภายในดอกเห็ด จะทำให้เห็ดแห้งมีคุณภาพดีกว่าวิธีการแรกการอบใช้อุณหภูมิเริ่มต้นประมาณ 30 ํซ จากนั้นเพิ่มอุณหภูมิขึ้นครั้งละ 1-2 ํซ ทุก 1 ชม. จนถึง 50 ํซ แล้วเพิ่มเป็น 60 ํซ และรักษาระดับอุณหภูมินี้ไว้ประมาณ 1 ชม. เพื่อเพิ่มรสชาติ กลิ่น และทำให้ดอกเห็ดหอมมีลักษณะเป็นเงาสวยงาม

hedhomhang

โรคและศัตรูเห็ดหอม

  1. เชื้อรา เป็นศัตรูที่สำคัญของเห็ดหอม ได้แก่ ราดำ ราเขียว ราเมือก ซึ่งจัดว่าเป็นศัตรูที่คอยทำลายเห็ดหอมในก้อนเชื้อและท่อนไม้ เชื้อราพวกนี้จะ เจริญเติบโตในที่อับชื้นมากเกินไป อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ดังนั้นจึงควรระวังรักษาโรงเรือนให้สะอาด อย่าให้เป็น แหล่งสะสมของเชื้อโรค และศัตรูของเห็ดหอม
  2. วัชเห็ด ซึ่งชอบเจริญบนท่อนไม้ระหว่างพักเชื้อ ซึ่งเป็นพวกที่ชอบความชื้นมาก และจะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส ดังนั้นโรงเรือนที่ใช้ในการพักเชื้อไม่ควรให้มีความชื้นมากเกินไป และควรให้อากาศระบายถ่ายเทได้สะดวก ส่วนท่อนไม้ที่นำมาเพาะเชื้อต้องระวังอย่าให้เปลือกแตก เพราะอาจทำให้เชื้อวัชเห็ดจากภายนอกเข้าไปเจริญในท่อนไม้ได้
  3. เชื้อที่มีลักษณะคล้ายไวรัส อาจแพร่ระบาดทำลายเส้นใยเห็ดหอมได้ ดังนั้นการเลี้ยงเชื้อเห็ดหอมบนอาหารวุ้น ควรตรวจเส้นใยเห็ดหอมตลอดเวลาว่ามีเชื้อไวรัสปลอมปนหรือไม่ ถ้ามีให้คัดทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ

วิธีกระตุ้นการออกดอกและการพักตัวของเห็ดหอม
เห็ดหอมเป็นเห็ด ที่มีรสชาติดี มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและใช้เป็นยา
รักษาโรคได้ หลายขนานทั้งในตำรายาไทยและตำรายาจีนแผนโบราณ ตลาดมีความต้องการต่อ เนื่อง สามารถเก็บรักษาไว้ในรูปของเห็ดหอมแห้งที่ยังคงประโยชน์ได้นานแต่ ด้วยความที่เป็นเห็ดที่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองหนาว จึงชอบอุณหภูมิต่ำใน การเจริญเติบโต กระนั้นก็ยังสามารถเพาะปลูกในประเทศไทยได้ช่วงฤดูหนาว ใน พื้นที่ที่มีความหนาวเย็น เช่น ทางภาคเหนือของไทย

hedhomslongs

เนื่องจากเส้นใยเห็ดหอมจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส และจะออกดอกได้ดี ก็ต่อเมื่อมีอุณหภูมิอยู่ในระดับ 15 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทั้งยังต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะในการกระตุ้นให้ออกดอก ทั้งก่อนเปิดดอก และ ระยะพักตัวก่อนจะเกิดดอกรุ่นต่อๆไป (ประมาณ 15-30 วัน) ภายในโรงเรือนที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส

วิธีกระตุ้นการออกดอกของเห็ดหอม
การที่เห็ดหอมจะสามารถออกดอกในครั้งแรก ก่อนการเปิดดอกและหลังจากการพักตัว จำต้องอาศัยเทคนิคการกระตุ้นก้อนเชื้อเห็ด ด้วยน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส เสียก่อน เส้นใยของเห็ดหอมจึงจะพร้อมพัฒนาเป็นดอกเห็ดได้ และนอกจากจะใช้น้ำเย็น 10-ารกระตุ้นการออกดอกเห็ดในแต่ละรอบแล้ว ยังสามารถกระตุ้นการออกดอกของเห็ดหอมได้อีกหลายวิธีดังนี้

  • วิธีที่ 1 แช่ก้อนเชื้อเห็ดในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงน้ำก้อนเชื้อเห็ดไปเปิดปากถุงหรือแกะพลาสติกออก แล้วนำไปจัดวางในโรงเรือน
  • วิธีที่ 2 เปิดปากถุงและให้น้ำในก้อนเชื้อที่วางไว้ในโรงเรือน ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงจึงเทน้ำออก
  • วิธีที่ 3 ตัดปากถุงออกและคว่ำก้อนเชื้อลงบนฟองน้ำเปียกเป็นเวลา 24-36 ชั่วโมง
  • วิธีที่ 4 เปิดปากถุงและวางก้อนเชื้อไว้ที่พื้นโรงเรือน ให้น้ำแบบฝอยเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วเทน้ำที่ขังในถุงออก หลังจากกระตุ้นก้อนเชื้อแล้ว ให้นำก้อนเชื้อมาเปิดดอก ด้วยวิธีการพับปากถุงหรือตัดถุงพลาสติกออกให้เสมอขอบบน วางถุงไว้หับพื้นดิน เพื่อให้ก้อนเชื้อได้รับความชื้นอย่างเพียงพอ เห็ดหอมจะทยอยออกดอกได้ตามปกติ

กระตุ้นการออกดอกเห็ดหอมด้วยการให้น้ำระบบสปริงเกอร์
เกษตรกรผู้เพาะ เห็ดหอมหลายคนมีปัญหาเรื่องที่เห็ดหอมนั้นชอบอากาศเย็นและทำให้ไม่สามารถ ปลูกในพื้นที่อุณหภูมิที่อากาศร้อนจัดได้ ส่วนมากการปลูกเห็ดหอมจะมีมากใน แถบภาคเหนือ และส่วนภาคอีสานเองก็มีที่จังหวัดเลย ซึ่งอุณหภูมิค่อนข้าง หนาวและอากาศคล้ายกัน และปัญหามากที่ทำให้เกษตรกรขาดทุน ในการเพาะคือ เห็ด หอมมักไม่ออกดอก เนื่องจากอุณหภูมิเป็นเหตุ ซึ่งปัญหานี้คุณวิชัย ชาว นา ประธานกลุ่มผู้เพาะเห็ดหอมบ้านหนองบง ต.หนองบัว อ.ภูเรื่อ จ.เลย มี ทางออกให้สำหรับเกษตรกร ด้วยเทคนิคง่ายคือ ปรับอุณหภูมิโดยใช้น้ำนั่นเอง

วิธีการทำ

  1. การติดตั้งระบบสปริงเกอร์ให้ทั่วถึง โดยให้มีระยะห่างกัน 4 – 5 เมตร ให้ปูพื้นด้วยพลาสติกดำเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการเกิดปลวกกินก้อนเห็ด หอมได้
  2. หลักการให้น้ำคือ ต้องกำหนดสปริงเกอร์ให้น้ำออกเป็นฝอยหรือละอองเล็กให้มาก เพื่อทำให้โรงเรือนเย็น การให้ต้องให้ติดต่อกัน 1 ชั่วโมง หยุด 2 ชั่วโมง ให้แบบนี้ตลอด 2 วัน แล้วทำการคว่ำหน้าก้อนเห็ดลง และให้น้ำต่ออีก 2 วัน รวมเป็น 4 วัน และวันที่หยุดให้น้ำ ภายใน 3 วันเห็ดหอมจะออกดอกให้สามารถเก็บดอกจำหน่ายได้

เพียงเท่านี้สามารถทำให้เห็ดออกดอกได้ดีขึ้น แทนต้นทุนในการควบคุมความเย็นโดยระบบอัตโนมัติ ที่ต้องลงทุนสูงในแต่ละโรงเรือน

กระตุ้นดอกเห็ดหอมด้วยวิธีการคบน้ำแข็ง
จากการลงพื้นที่ หาข้อมูลในพื้นที่บ้านช้างกลาง ได้พบกับเกษตรกรกลุ่มชุมชนคนรักเห็ด นำโดย คุณสุรินทร์ รอดพ้น ประธานกลุ่มชุมชนคนรักเห็ด ชุมชนนี้ได้ผลิตถุงเพาะ เชื้อเห็ดทุกชนิดจำหน่าย พร้อมทั้งจำหน่ายในรูปแบบมีแพคเก็จของตัวเอง
เห็ดหอมซึ่งเป็นเห็ดที่เกษตรที่ทำการเพาะเห็ดคิดว่าทำผลิตออกมายาก คุณ สุรินทร์ รอดพ้นได้พิสูจน์ว่าไม่ได้ยากอย่างที่ใครๆบอก เราเลยได้รับทราบ ข้อมูลจากคุณสุรินทร์ ถึงเรื่องการบังคับให้เห็ดหอมออกผลผลิตในช่วงที่ตลาด มีความต้องการ ราคาสูง ได้ด้วย วิธีการน๊อคน้ำแข็ง รายละเอียดและวิธีการทำ ดังต่อไปนี้
วัสดุ-อุปกรณ์

  1. บ่อซิเมนต์ อย่าให้มีรอยรั่ว
  2. น้ำแข็ง
  3. กระสอบป่าน

วิธีการทำ

  1. นำบ่อซิเมนต์ที่แน่ใจว่าไม่มีการรั่ว ใส่น้ำแข็งรองก้นบ่อ
  2. ใส่ถุงเพาะเห็ดหอมลงไปบนน้ำแข็งปิดทับด้วยน้ำแข็งอีกครั้ง ทำเป็นชั้นๆ (ภาษาใต้เรียกว่า การคบน้ำแข็ง)
  3. ทำจนถึงชั้นบนสุดปิดทับด้วยน้ำแข็งอีกครั้ง
  4. ปิดด้วยกระสอบป่านสะอาดไม่ให้ลมเข้า ปิดไว้ 1 คืน
  5. หลังจากนี้นำถุงเพาะเห็ดหอมออกมาวางในโรงเรือนบนกองทรายที่เตรียมไว้
  6. ทิ้งไว้ในโรงเรือนโดยไม่ต้องรดน้ำประมาณ 4 วัน
  7. ในช่วงระหว่าง3-4 วันจะสังเกตเห็นว่ามีการแตกตุ๋มดอกเห็ดเกิดขึ้น
  8. เมื่อดอกเห็ดแตกดอกออกให้รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น จนกว่าดอกเห็ดได้ขนาดจึงสามารถนำไปขายได้

hedhomshiitakes

ที่มา :
กองเกษตรสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
http://blog.taradkaset.com

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด เห็ด