แตงโม ราชาผลไม้ฤดูร้อน

19 มกราคม 2557 ไม้เลื้อย 0

แตงโม จัดเป็นพืชในตระกูลเดียวกันกับ แคนตาลูป ฟักทอง แตงกวา ซึ่งนักพฤกษศาสตร์จัดให้อยู่ในวงศ์แตง (Family Cucurbitaceae) เป็นผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่ในปริมาณมากจึงมีคุณสมบัติเย็น รับประทานแล้วหวานชื่นใจ สำหรับประโยชน์ของแตงโมนั่นก็เช่น ช่วยลดอาการไข้ คอแห้ง รักษาแผลในปาก เป็นต้น และยังเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกด้วยเพราะอุดุมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่างเช่นวิตามินเอ ซี วิตามินบีรวม แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น แต่สำหรับผู้ที่มีกระเพาะ ม้าไม่แข็งแรง กระเพาะลำไส้อักเสบ หญิงหลังคลอด หลังป่วยหนัก หรือผู้ที่มีอาการปัสสาวะมากและบ่อย มีอาการท้องร่วงง่าย ไม่ควรรับประทานแตงโม

ชื่อสามัญ : Water Melon
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrullus lanatus Mats & Nakai
ชื่ออื่น : หมากโม แตงอุลิด

แตงโมนั้นมีต้นกำเนิดในแถบทวีปแอฟริกาในทะเลทรายคาลาฮารี ซึ่งชาติที่แรกที่ปลูกแตงโมไว้รับประทานนั้นก็คือชาวอียิปต์ (สี่พันกว่าปีมาแล้ว) สำหรับประเทศไทยนั้นการปลูกแตงโมจะมีอยู่ทั่วทุกภาคและปลูกได้ทุกฤดู สามารถปลูกแตงโมได้ตลอดปี และปลูกกันได้ทั่วทุกภาค โดยสามารถปลูกในดินเกือบทุกชนิด เพราะเป็นพืชปลูกง่ายเจริญเติบโตเร็ว จึงเป็นพืชที่เหมาะสำหรับปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว

tangmolay

แตงโมเป็นพืชเป็นพืชในวงศ์ (Cucurbitaceae) เช่นเดียวกับบวบ ฟัก และแตงชนิดต่างๆที่นำเสนอไปแล้ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า (Citrullus lanatus Mats. Et Nakai) ภาษาอังกฤษเรียก Water melon ภาคเหนือเรียก มะเต้า ภาคใต้เรียก แตงจีน

สารที่พบในแตงโม
แตงโมมีน้ำถึง 96.6% ในเนื้อจะมีวิตามินเอ, บี, ซี กรดนิโคตินิค กลูโคส ฟรุคโตส ซูโครส โปรตีน คาโรทีน กรดมาลิค กรดฟอสฟอริค กรดกลูตามิค แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เซลลูโลส เป็นต้น

tangmopa

แตงโม มีสารอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญอย่างมากนั่นก็คือ Citrulline (ซิทรูไลน์) ซึ่งจะพบสารนี้ในเปลือกมากกว่าส่วนของเนื้อ ดังนั้นการรับประทานแตงโมที่มีส่วนเปลือกขาวๆติดมาด้วยก็จะเป็นประโยชน์ที่ดีมากกว่าที่จะกินแต่เนื้อสดๆ สำหรับประโยชน์ของสารนี้ก็คือ จะช่วยขยายเส้นเลือด ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและยังเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วนอีกด้วย เพราะมีแคลอรีต่ำมาก อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะผ่าแตงโมรับประทานควรจะล้างเปลือกให้สะอาดเสียก่อนเพื่อป้องกันสารพิษตกค้างซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะแตงโมเป็นพืชที่ถูกรบกวนได้ง่ายจากแมลงศัตรูพืชต่างๆ ชาวสวนจึงนิยมที่จะฉีดยาฆ่าแมลงเป็นปกติ

tangmodok

ประโยชน์ของแตงโม
เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ต้องการลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนักอย่างมาก เพราะมีแคลอรี่ต่ำ
ประโยชน์แตงโมช่วยในการควบคุมน้ำหนักไม่ให้น้ำหนักเกิน ป้องกันการสะสมของไขมันที่เป็นอันตรายกับร่างกาย ลดปริมาณไขมันที่จับอยู่ภายในเลือด
สรรพคุณของแตงโมแตงโมมี “ไลโคปีน” (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ

  • ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรง เพราะประกอบไปด้วยวิามินและแร่ธาตุหลายชนิด
  • แตงโมมีกรดอะมิโน Citrulline ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ
  • แตงโมมีสารออกฤทธิ์ชนิดหนึ่งที่คล้ายกับยาแก้อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อย่างไวอากร้า ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้หลอดเลือดคลายตัวช่วยให้ระบบหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น
  • มีส่วนช่วยบำรุงสายตา เพราะมีวิตามินเอในผลแตงโม
  • มีส่วนช่วยล้างพิษจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปได้ด้วย
  • ใช้รับประทานเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มคลายร้อน ลดความร้อนในร่างกาย
  • เปลือกหรือผลอ่อนใช้ทำเป็นอาหาร อย่างแกงส้ม เป็นต้น
  • เปลือกที่มีสีเขียวอ่อนหรือขาวสามารถนำมารับประทานเป็นผักได้
  • นำไปทำเป็นไวน์ได้
  • นำไปแปรรูปเป็น แยมแตงโม เมล็ดแตงโม หรือทำเป็นสบู่แตงโมก็ได้
  • แตงโมพอกหน้าทรีมเม้นท์บำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื่นแบบง่ายๆ ด้วยการนำเนื้อแตงโมมาฝานบางๆ แล้วนำมาวางไว้บนผ้าขาวบาง จากนั้นนำมาวางปิดลงบนใบหน้าให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สรรพคุณของแตงโม
ประโยชน์ของแตงโมช่วยแก้เบาหวานและดีซ่าน

  • ช่วยบำรุงสมอง (เมล็ด)
  • ช่วยบำรุงร่างกาย (เมล็ด)
  • ช่วยบำรุงปอด (เมล็ด)
  • แตงโมสรรพคุณช่วยควบคุมความดันโลหิต และมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตลงได้ (Citrulline)
  • ช่วยรักษาโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้
  • ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยป้องกันหวัด
  • ช่วยลดอาการไข้ แก้คอแห้ง (น้ำแตงโม)
  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบมาชงดื่ม (ใบ)
  • ช่วยบรรเทารักษาแผลในช่องปาก (น้ำแตงโม)
  • ป้องกันการเจ็บคอ ด้วยการนำเปลือกแตงโมไปต้มเดือดแล้วเติมน้ำทรายแล้วนำน้ำมาดื่ม (เปลือก)
  • แก้อาการเมาเหล้า
  • แก้โรคตับ (เมล็ด)
  • แตงโมมีเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจและระบบขับปัสสาวะ
  • ช่วยย่อยอาหาร ช่วยระบายท้อง
  • สรรพคุณของแตงโมใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)
  • ช่วยขับปัสสาวะ
  • แก้อาการปวดกระเพาะปัสสาวะ (เมล็ด)
  • รากมีน้ำยางใช้กินแก้อาการตกเลือดหลังการแท้ง (ราก)
  • ใช้ทารักษาแผล ด้วยการใช้เปลือกแตงโมล้างสะอาด นำมาผิงไฟหรือตากให้แห้งแล้วนำมาบดให้เป็นผงแล้วนำมาบริเวณแผล (เปลือก)
  • สรรพคุณแตงโมช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น
  • ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ

ประโยชน์ของแตงโมในทรรศนะจีน

เนื้อแตงโมมีรสหวาน มีคุณสมบัติเย็น จึงจัดเป็นอาหารพวกยิน ในหนังสือเภสัชวิทยาที่สำคัญของจีน เช่น เปิ่นฉ่าวไป่เอี้ยว เปิ่นฉ่าวกางมู่ ได้บันทึกไว้ว่า แตงโมดับร้อนแก้กระหายน้ำ แก้อาหารเจ็บคอ แก้ร้อนกระวนกระวาน แก้พิษสุรา แก้บิดและขับปัสสาวะ

tangmopols

เมล็ดแตงโมไม่มีรสหวาน คุณสมบัติเป็นกลาง (ไม่ร้อน ไม่เย็น)

  1. ถ้ามีอาการเป็นไข้ คอแห้ง เหงื่ออกมาก ร้อนกระวนกระวายให้ดื่มน้ำแตงโมต่างน้ำ จะทำให้อาการดังกล่าวลดน้อยลงหรือหายไป ดังสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า “หน้าร้อนกินแตงโมสองชิ้น ไม่ต้องซื้อยามากิน”
  2. เป็นแผลในปาก ให้ใช้น้ำแตงโมอมบ่อยๆ หรือจะเอาเปลือกแตงโมผึ่งไฟหรือตากให้แห้ง บดเป็นผงแล้วทาบริเวณที่เป็น
  3. ในฤดูร้อนอากาศร้อน หลังจากกินแตงโมแล้วเปลือกแตงโมอย่างทิ้งขูดเอาส่วนที่เป็นเนื้อขาวทิ้ง นำเอาเปลือกไปต้มให้เดือดแล้วเติมน้ำตาลทรายลงไปพอหวาน ดื่มแทนน้ำจะทำให้ชุ่มคอ ช่วยป้องกันและลดอาการคอแห้ง เจ็บคอ แก้กระหายน้ำ และช่วยขับปัสสาวะด้วย นับว่าเป็นเครื่องดื่มชั้นดีในฤดูร้อนดีกว่าไปซื้อน้ำอัดลมกิน เป็นการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย (และรายได้มาก)
  4. ไตอักเสบเรื้อรัง ใช้แตงโมทั้งลูกล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี่ยวจนข้น แล้วเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลงไป (เป็นยาน้ำเชื่อม) กินวันละครั้งๆ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือจะกินเนื้อแตงโมเป็นประจำก็ได้ในปริมาณที่เหมาะกับร่างกายพอดี
    ผลการศึกษาพบว่า แตงโมมีน้ำตาล พวกเกลือแร่ต่างๆ (ส่วนมากเป็นเกลือของแคลเซียม) และเอนไซม์สามารถรักษาโรคไตอักเสบ และลดความดันโลหิตได้ ทั้งนี้เพราะปริมาณของน้ำตาลและเกลือโปแตสที่พอเหมาะจะสามารถขับปัสสาวะและลดการอักเสบของไตลงได้
    นอกจากนี้เอนไซม์ในแตงโมยังสามารถเปลี่ยนโปรตีนซึ่งไม่ละลายให้เป็นโปรตีนที่ละลายได้ เป็นการเพิ่มอาหารให้กับผู้ป่วยด้วย นอกจากนี้ กลัยโคไซด์ ในแตงโมสามารถลดความดันของโลหิตได้อีกด้วย
  5. เบาหวาน ใช้เปลือกแตงโมและเปลือกฟักเขียว อย่างละ 30 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง
  6. แก้ฤทธิ์สุรา ให้กินเนื้อแตงโมสด 1/2 ถึง 1 กิโลกรัม หรือจะใช้เปลือกแตงโม 60 กรัม (สด 120 กรัม) ต้มน้ำดื่ม
  7. ท้องผูกในสตรีมีครรภ์ ใช้เมล็ดแตงโม 15 กรัม ตำให้แหลกละเอียดเติมน้ำผึ้ง 15 กรัม และน้ำพอประมาณ ตุ๋นนานครึ่งชั่วโมง กินวันละครั้ง 3 วันติดต่อกัน
  8. ประจำเดือนมากผิดปกติ ใช้เมล็ดแตงโมตากแห้ง (หรืออบแห้ง) แล้วบดเป็นผง ชงน้ำกินวันละสองครั้ง เช้า-เย็น

เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2517 บรรณาธิการข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ “ไทม์วีคลี่” ของฟิลิปปินส์ ซึ่งได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนพร้อมกับ มาดามมากอส ในระหว่าเยือนจีน เขาเกิดป่วยขึ้นอย่างกะทันหันมีอาการรุนแรงมาก (ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคอะไร) หมอนอกจากจะให้กินยาแล้ว แตงโมก็มีส่วนร่วมในการรักษาโรคด้วย เขาหายอย่างรวดเร็ว หลังจากกลับฟิลิปปินส์ เขาได้เขียนบทความ 10 กว่าเรื่องกล่าวยกย่องแพทย์จีน อาทิเช่น “นายแพทย์ชาวจีนได้ช่วยชีวิตผม ” “แตงโมได้ช่วยชีวิตผมด้วย”

ชาวจีนมักนิยมกินแตงโมโดยจิ้มกับเกลือ จะทำให้คลายร้อน แก้กระหายน้ำ กระชุ่มกระชวย

ข้อควรระวัง
แม้แตงโมจะเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ แต่อย่ากินแตงโมมากเกินไป ทั้งนี้เพราะน้ำจากแตงโมซึ่งมีจำนวนมากจะทำให้น้ำย่อยในกรเพาะอาหารเจือจางลง ทำให้อาหารไม่ย่อย หรือท้องเสีย นอกจากนี้อย่ากินแตงโมดิบหรือเน่า เพราะจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ โดยเฉพาะท้องร่วง และอาเจียน

สำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคเยื่อบุลำไส้อักเสบเรื้องรัง มักมีอาการท้องเสียบ่อยๆ หรือมีความดันโลหิตต่ำ มีร่างกายอ่อนแอ หรือมีอาการที่แพทย์จีนเรียกว่า ม้ามพร้อง คือมีอาการท้องอืดท้องแน่น อาหารไม่ค่อยย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหรมาก ไม่ควรกินแตงโม (อาจกินได้บ้างเล็กน้อย) โดยเฉพาะเด็กที่ชอบกินแตงโม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ไม่ควรกินแตงโมแช่เย็น หรือกินมากเกินไป โดยเฉพาะเด็กที่มีอาการม้ามพร่องและมีเหงื่อออก เป็นหวัดและไอบ่อยตอนกลางคืน

สำหรับท่านที่มีอาการร้อนใน คือ มีไข้สูง ปวดหัว ท้องผูก คอแห้ง กระหายน้ำ ตัวร้อนเหงื่ออก ตาแดง ปากเหม็น ลิ้นแห้ง มีฝ้าสีเหลืองปัสสาวะสีเข้มและน้อย บางครั้งถ่ายจะแสบ ถ้ามีอาการดังกล่าวให้กินแตงโมมากๆ จะทำให้อาการไข้ลดลง หรือหายไป การขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะจะเป็นปกติ และถ้าม้ามพร่องหรือมีอาการดังกล่าวข้างต้น ให้กินน้อยๆ หรือห้ามกิน

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกแตงโม
แตงโมปลูกได้ดี ในดินร่วนปนทราย ทั่วทุกภาคของประเทศ สภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน ที่ pH(พีเอช เค้าเขียนตัวพีเล็ก(p) กับตัวเอชใหญ่(H)นะ ตำราหลายเล่มยังเขียนผิดอยู่) ระหว่าง 5.5-6.8 สภาพแปลงควรระบายน้ำได้ดี

tangmotao

พันธุ์ที่ส่งเสริม
พันธุ์เบา คือพันธุ์ ซุการ์เบบี้ ลักษณะผลทรงกลม ผิวสีเขียวเข้ม เนื้อแดง เป็นพันธุ์ที่นิยมกันมานานแล้ว
พันธุ์ลูกผสมต่างๆ ได้แก่ แตงโมเหลือง แตงโมแดง เป็นแตงโมทรงผลกลม รสชาติหวาน สีเนื้อแดง หรือ เหลืองตาม ความต้องการของตลาด

ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม
แตงโมปลูกได้ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคม

การปลูกแตงโม
ให้แต่ละหลุมในแถวห่างกัน 90 เซนติเมตร ส่วนแถวของแตงให้ห่างจากกัน เท่ากับความยาวของราก ประมาณ 2-3 เมตร แล้วขุดหลุมในดินทรายให้ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนดินเหนียว ให้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้า กับดินบน ใส่รองก้นหลุม 4-5 ลิตร ทิ้งไว้ 1 วัน แล้วจึงปลูก โดยหยอดหลุมละ 5 เมล็ด

การดูแลรักษา
การให้น้ำ ให้น้ำตามร่องประมาณ 7 วัน 1 ครั้ง
การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกในพื้นที่ปลูก จริงอัตราไร่ละ 2-4 ต้น โดยคลุกเข้ากับดินก่อนปลูก ควรใส่ปุ๋ยเคมี อัตราส่วน 1:1:2 ซึ่งได้แก่ปุ๋ย  ปกติจะใช้ประมาณไร่ละ 120-150 กิโลกรัมต่อฤดูปลูก ใส่ในระยะ 15 วัน หลังจากปลูก หลังจากนั้น ทยอยใส่ทุกๆ 15-20 วัน

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญและวิธีการป้องกันจำกัด

  • โรคเถาเหี่ยว ป้องกันกำจัดโดย อย่าปลูกแตงโมซ้ำที่เดิม และใช้ปูนขาว ใส่ดินในอัตราไร่ละ 500 กิโลกรัม หรือใช้สารเคมีไดแทน ความเข้มข้น 1:5 ฉีดที่ต้นพืช
  • โรคราน้ำค้าง ป้องกันกำจัดโดย ใช้สารเคมีพวกแคปแทนไซแน็บ มาเน็บ ชนิดใดชนิดหนึ่ง อัตราการใช้ตาม คำแนะนำที่ติด มากับภาชนะบรรจุ
  • เพลี้ยไฟ ป้องกันกำจัดโดย ใช้สารเคมีพวกแลนเนท ไรเนต เมซูโรล อย่างใดอย่างหนึ่ง
  • เต่าแตง ป้องกันกำจัดโดย ฉีดพ่นด้วยสารเคมี เซฟวิน 80 ในอัตรา 20-30 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด ในระยะทอดยอด
  • แมลงวันทอง ป้องกันกำจัดโดยใช้พอสต์ หรือ อะโชดริน ฉีดพ่น ตั้งแต่ระยะติดดอก ถึงเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยว
คาดคะเนการแก่ของแตงโมด้วยการนับอายุ

  • พันธุ์เบา ประมาณ 35-42 วัน หลังจากดอกบาน
  • พันธุ์หนัก ประมาณ 42-45 วัน หลังจากดอกบาน

tangmosuan tangmokang tangmopollek

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้เลื้อย