แผนแม่บทชุมชน คำตอบของการพลิกฟื้นวิถีชุมชนท้องถิ่น

1 กุมภาพันธ์ 2556 คนและชุมชน, ภูมิปัญญา 0

แผนแม่บทชุมชน คือ วิธีคิดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ นำไปสู่เป้าหมายร่วมกันของคนในชุมชน บนพื้นฐานความเชื่อว่าคนมีศักยภาพ เมื่อคนมีศักยภาพ รู้จักตนเอง รู้จักทรัพยากรโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ทำให้เกิดความรู้ที่หลากหลายร่วมกัน เกิดการร่วมคิดและกำหนดเป้าหมายการทำงานเดียวกัน เช่น เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง การเรียนรู้จะทำให้เกิดองค์ความรู้ การให้ชุมชนได้ศึกษาวิจัยจะทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่หรือการรื้อฟื้นความรู้ที่อาจจะหายไปเมื่อ10 ปี 20 ปีคืนมา ในขณะเดียวกันก็สร้างองค์ความรู้แบบบูรณาการ โดยให้ภาคีต่าง ๆ มาทบทวนความรู้และความรู้ใหม่ร่วมกัน จะช่วยให้กำหนดเป้าหมายตรงกันได้ (ฉลาด จันทรสมบัติ. 2547 : 21-31)

สภาพการพัฒนาในปัจจุบัน มีรัฐเป็นผู้ดำเนินการหลัก ทั้งด้านการศึกษา การจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สมดุล แม้แต่ในเรื่องศึกษาทุกวันนี้เกิดคำถามว่า ทำไปแล้วทำไมคนไม่พึ่งตนเอง ถ้าถามว่าทำไมต้องทำแผนแม่บทชุมชน เพราะความเชื่อมั่นต่าง ๆ ได้หายไป ภาครัฐเอาสิ่งต่าง ๆ ลงไปมากมาย แต่สิ่งต่าง ๆ นั่นชุมชนไม่ได้คิดเอง ทำยังไงชุมชนจึงจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเขาเอง แล้วปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องดังนั้น การจัดทำแผนแม่บทชุมชน จึงเป็นวิธีคิดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ นำไปสู่เป้าหมายร่วมกันของคนในชุมชน บนพื้นฐานความเชื่อว่าคนมีศักยภาพ เมื่อคนมีศักยภาพ รู้จักตนเอง รู้จักทรัพยากร โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ทำให้เกิดความรู้ที่หลากหลายร่วมกัน เกิดการร่วมคิดและกำหนดเป้าหมายการทำงานเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็สร้างองค์ความรู้แบบบูรณาการ โดยให้ภาคีต่าง ๆ มาทบทวนความรู้และความรู้ใหม่ร่วมกัน จะช่วยให้กำหนดเป้าหมายและปฏิบัติงานได้ตรงกัน

การจัดทำแผนแม่บทชุมชนกลุ่มองค์กรชุมชนเป้าหมาย

แนวคิดแผนแม่บทชุมชน
ภายใต้สภาพการพัฒนาในปัจจุบัน ที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการหลัก ทั้งด้านการศึกษา
การจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สมดุล ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สมดุล แม้แต่ในเรื่องศึกษาทุกวันนี้เกิดคำถามว่า ทำไปแล้วทำไมคนไม่พึ่งตนเอง ไม่รู้จักตนเองมากยิ่งขึ้น ถ้าถามว่าทำไม ต้องทำแผนแม่บทชุมชน เพราะความเชื่อมั่นต่าง ๆ มันหายไปหมดแล้ว ภาครัฐเอาสิ่งต่าง ๆ ลงไปมากมาย แต่สิ่งต่าง ๆ นั่นชุมชนไม่ได้คิดเอง ทำยังไงชุมชนจึงจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเขาเอง แล้วปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

planchumchontoon

บทเรียนในการจัดทำแผนแม่บททำให้ทีมงานและผู้ร่วมวิจัยมีความเชื่อว่า ต้องถึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้ เชื่อว่าจุดเล็ก ๆ ในสังคมยังไม่ได้แตกทุกจุด ต้องดึงจุดเล็ก ๆ ที่ยังไม่แตกเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจในการที่จะทำงานรวมกันระหว่างภาคี ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมด้านชุมชนและกลุ่ม/องค์กรชุมชน เพราะฉะนั้นแผนแม่บทชุมชนในความหมายของทีมงาน สค.อช. จึงมาจากการสรุปประสบการณ์หลากหลายของแต่ละจังหวัดพัฒนานำร่อง เกิดจากการตระหนักถึงความจำเป็นต้องทำ คือต้องการชนะความยากจนในชุมชน และต้องการเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันให้เกิดความรู้ คือ รู้จริงในสิ่งที่ชุมชนสนใจ

เมื่อมีแผนแม่บทชุมชน จะเกิดทุนต่าง ๆ ตามมาไม่ว่าคน ทรัพยากร ที่สำคัญคือ เครือข่าย ซึ่งหากทำไปสักระยะจะกลายเป็นโรงเรียนของประชาชน ที่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนควรเร่งสร้างขึ้น เพราะการศึกษาตามอัธยาศัยยังไม่มีคนทำที่ชัดเจนนักขั้นตอนการทำจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การเรียนรู้ด้านทฤษฎี ได้แก่ การเรียนรู้จากบทเรียนที่อื่น ๆ และการเรียนรู้จากการกระทำ สรุปว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ชุมชน กลุ่มหรือภาคีต่าง ๆ ได้เรียนรู้ ได้รู้จักตนเองเช่น ข้อมูลรายรับรายจ่าย ของชุมชนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร ข้อมูลโลกเป็นอย่างไร จะทำอย่างไรให้เกิดแรงกระตุ้นหรือความตระหนักรู้ ตื่นตัวและริเริ่มที่จะทำเอง เช่น ทีมงานเคยเสนอให้ชุมชนทำข้อมูลรายรับรายจ่ายเดิมของตนเองถึง 3 ครั้ง แต่ 2 ครั้งแรกไม่สำเร็จ พอครั้งที่ 3 จึงเริ่มจากสมาชิกประมาณ 12 คน มาคุยกันว่าถ้าอยากจะได้ข้อมูลรายรับรายจ่ายที่เป็นจริงกลุ่มจะทำอย่างไร กลุ่มบอกไม่ยาก ให้กลุ่มไปคุยกันแล้วก็ถ่ายเอกสารแบบฟอร์มบนทึกข้อมูลไปไว้ที่ข้างฝาบ้านของสมาชิก สมาชิกจะบันทึกรายการค่าใช้จ่ายทุกวันจากความเป็นจริง จากวันที่ 1 จนถึงวันที่ 31 ให้ และสมาชิกได้เสนอบันทึกข้อมูลให้ 3 เดือน เพื่อจะเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่าง ๆ และมีรายละเอียดมากพอเชื่อถือได้

planchumchonckui

การวิเคราะห์ศักยภาพและกำหนดแนวทางพัฒนาตนเอง
เมื่อมีข้อมูลที่ได้จากการจัดเก็บโดยตนเองดังกล่าวแล้ว ก็จะนำมาวิเคราะห์ว่าศักยภาพและข้อจำกัดของตนเองเป็นอย่างไร กระบวนการวิเคราะห์จะทำให้คนในชุมชนรู้จักตนเองในเนื่องทุนที่มีอยู่ได้แก่ ภูมิปัญญา และจุดเด่น จุดแข็งของตนเองรู้จักจุดด้อยหรือข้อจำกัดจากนั้นให้เขาเลือกวิธีการในการที่แก้ปัญหาหรือข้อจำกัดรวมทั้งแนวทางพัฒนาส่งเสริมศักยภาพหรือของดีที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งชุมชนก็มีการกำหนดทางเลือกการพัฒนาของเขาเองโดยนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่แล้วมาวางแผนเป็นแผนแม่บทชุมชน

ตัวอย่างกระบวนการสนับสนุนให้เกิดการจัดการจัดทำแผนแม่บทชุมชนของเครือข่าย เครือข่ายประชาพัฒนา
ขั้นตอนแรกการเตรียมแกนนำ : ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับกลุ่มแกนนำ มุ่งเรื่องการพึ่งตนเอง เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าประสงค์ว่าเราจะพึ่งตนเองอย่างไร
ขั้นตอนที่สองจัดตั้งคณะทำงาน : หลังจากเตรียมแกนแล้ว แกนจะไปเลือกคน ในหมู่บ้านมาประมาณ 5 – 7 คน เพื่อทำความเข้าใจ ขยายแนวคิดในเรื่องการพึ่งตนเองสร้างกระบวนการเรียนรู้โดยการศึกษาดูงานเครือข่ายแม่ แล้วกลับมาทบทวนความคิดว่ามีประเด็นอะไร ที่น่าสนใจ เรือข่ายแม่เขาคิดและดำเนินการอย่างไร เปรียบเทียบกับตัวเราว่าแตกต่างกันอย่างไร ขั้นตอนนี้ค่อนข้างยาก เพราะทีมงานที่เลือกมามีลักษณะแกต่างกัน บ้างสนใจจริง บ้างมีความสนใจเฉพาะของตนเอง จึงเปรียบเหมือนการคัดคนไปในตัว
ขั้นตอนที่สามจัดทำแผนแม่บทชุมชนและโครงการ : หลังจากสร้างกระบวนการเรียนรู้ก็นำมาร่วมวิเคราะห์ในระดับตำบล เพื่อที่จะให้ได้ประเด็นที่ชุมชนสนใจแล้วจึงสนับสนุนให้แกนนำไปคิดวางแผนร่วมกันว่าจะทำอย่างไร คุยกันว่าจะเขียนโครงการอะไร แล้วให้นำมาเสนอ ช่วงนี้มีการทบทวนแก้ไขการเขียนโครงการถึง 3 ครั้ง กว่าจะได้ชุดโครงการที่จะเป็นการถักทอในชุมชนเป็นเครือข่าย และนำความคิดสู่การปฏิบัติจริงในอนาคตเครือข่ายหวังว่าจะขยายพันธมิตรเพิ่มขึ้นอีกได้ จุดนี้ต้องใช้เวทีชุมชนตามแนวคิดทฤษฎีของมูลนิธิหมู่บ้าน แต่เราไม่ได้ทำตามนั้นทั้งหมด แต่เรานำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ที่มีอยู่ เลือกใช้เทคนิคบางตัวที่ง่าย ชาวบ้านสามารถนำไปใช้ได้ ตัวอย่างเช่น

การสืบค้นว่าเวลาชีวิต 1 วันคุณไปทำอะไรมาบ้าง ให้ชาวบ้านไปทบทวนดึงออกมา เขาจะรู้ว่าทำอะไรบ้าง ทำเพื่อตัวเขาเองหรือเพื่อเพื่อน แล้วใช้เทคนิค Mind Mapping และเทคนิคต่าง ๆ อีกมากในการบันทึก และสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเครือข่ายที่เป็นจริง จนเกิดเครือข่ายประชาพัฒนาขึ้นประกอบด้วยแกนนำ 26 คน และสมาชิกจากหมู่บ้านอีก 80 คน เครือข่ายได้นำให้เกิดการพูดคุยกันว่า จะทำอะไรต่อไปตามศักยภาพที่มีอยู่ มีการกำหนดเป้าหมายว่าจะจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ภายในระยะเวลา 3 ปี ของการดำเนินโครงดาร โดยเฉพาะในเรื่องการจัดทำแผนแม่บท พอสิ้นปี 2547 คาดว่าจะเกิดกลไกในลักษณะสภา สำหรับคิด วางแผนอะไรต่าง ๆ ร่วมกัน สภาจะเกิดได้สมาชิกจะต้องรู้จักตนเอง รู้จักทรัพยากร ต้องมีการจัดการทรัพยากรร่วมกัน ต้องรู้ว่าชุมชนมีคนเก่งกี่คน มีภูมิปัญญาอะไร หรือว่ามีกลุ่มองค์กรอะไรที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ต้องรู้ในเรื่องคุณค่าของดิน น้ำ สิ่งต่าง ๆ แล้วคิดต่อว่าจะทำให้ทรัพยากรมีค่ามากขึ้นได้อย่างไร ตามอุดมการณ์ที่เขียนไว้

planchumchoncshow

การพัฒนาประเทศกับปัญหามักมาคู่กันเสมอ เมื่อเกิดปัญหา กระบวนการแก้ปัญหามักมองกันคนละมุม ขาดความเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะภาครัฐและภาควิชาการมักไม่เคยไว้วางใจในแนวทางการทำงานของภาคประชาชนเลยสักครั้ง แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะระบุ และตอกย้ำเรื่องในเรื่องของการมีส่วนร่วม แต่ในทางปฏิบัติถ้าไม่เหลืออด เหลือทนภาครัฐและภาควิชาการ จะไม่เลือกภาคประชาชนขึ้นไปพูดคุยหรือ สอบถามกันแบบเป็นเรื่องเป็นราวในทำนองเดียวกัน ภาคประชาชนก็ยังขาดกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การมองปัญหา การแก้ปัญหา ยังเป็นลักษณะแก้ผ้าเอาหน้ารอด เมื่อคนในพื้นที่หนึ่งประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ทุกคนก็เอาอย่างกัน แบบไม่ลืมหูลืมตา ร่องรอยที่พอเหลือให้เห็นคือความล้อเหลว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาครัฐเองก็พยายามให้ประชาชนเป็นไปในแบบที่ตนเองต้องการให้ได้ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะคิดอย่างไร ไม่เข้าใจในความหลากหลายของพื้นที่ วิถีชีวิต หรือถ้าสอบถามรัฐเองก็มักมีคำตอบอยู่แล้ว เมื่อประชาชนคิดไม่ตรงกับรัฐ ก็มองว่าเขาโง่ คิดไม่เป็น ไม่มีวิสัยทัศน์ไปโน่น แม้ว่าวันนี้คำตอบของงานพัฒนาชุมชนบานล่าง จะอยู่ที่การใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา โดยยกพื้นที่ ที่ประสบความสำเร็จมาบอกเล่าต่อสังคม เช่นที่บ้านไม้เรียง แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่า บ้านไม้เรียงได้พัฒนากระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน โดยคนในพื้นที่ ลุกขึ้นมาจัดการของตัวเอง โดยเริ่มที่เรื่องยางพารามีราคาตกต่ำ การถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนกลาง และพัฒนามาเป็นกระบวนการการแก้ปัญหาด้วยตัวของชุมชนเอง แต่ถ้ารัฐยังมองการแก้ปัญหาแบบสูตรสำเร็จ และบอกว่าต้องนี้ถึงจะใช่ โดยไม่ใช้มิติของความแตกต่าง ความหลากหลาย การเคารพความคิดเห็นของคนในพื้นที่ การแก้ปัญหาสังคม ความยากจนที่รัฐบาลทุกรัฐบาลอยากเห็น คงเป็นเรื่องที่อยู่ไกลเกินเอื้อมถึง การใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา ต้องเริ่มที่ ภาครัฐต้องยอมรับความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเสียก่อน แล้วไปหนุนเสริมการจัดกระบวนการ ที่เป็นไปเพื่อเอื้อให้พี่น้องประชาชน ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองให้ได้

ถ้ามองขบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนให้มีชีวิต ของเครือข่ายแผนแม่บทชุมชน ๔ ภาค มีการถอดบทเรียนการจัดทำแผนอยู่ประมาณ ๑๐ ขั้นตอน

๑. ค้นหาแกนนำและองค์กรท้องถิ่น

  •  สร้างทีมงานที่ริเริ่มขบวนการจัดทำแผนแม่บท และสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนร่วมกัน
  • โดยใช้วิธีการทำงาน ที่ขึ้นอยู่กับคนในพื้นที่นั้น ๆ
  • บางพื้นที่ ที่มีแกนนำพร้อม มีองค์กร กลุ่มในพื้นที่ ที่มีศักยภาพอยู่แล้ว คงเริ่มที่นัดรวมตัวคุยกัน เมื่อคุยกันไปเรื่อย ๆ ก็จะได้ประเด็น พยายามปรับประเด็นให้ดี ไม่นานก็จะได้ทิศทางร่วม
  • การเริ่มควรเริ่มที่ตนเองก่อน ว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แล้วค่อย ๆ หาเพื่อน
  • พื้นที่ไหนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าใจบทบาทของแผนแม่บทชุมชน ก็อาจขึ้นขบวนการทำงานได้เร็วกว่าพื้นที่ ที่ขาดความพร้อม พื้นที่ไหนภาคประชาชนเข้มแข็งก็ลุกขึ้นมานำขบวน พื้นที่ไหนผู้นำท้องที่เข้มแข็งก็ออกนำขบวน แต่โดยที่สุดการเคลื่อนงานต้องเดินไปพร้อม ๆ กันทั้งภาคประชาชน ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น

๒. จุดประกายความคิด

  • โดยเริ่มที่วงพูดคุยเล็ก ๆ ก่อน เมื่อหลายคนมีการพูดถึง จึงเปิดประเด็นเพื่อหาคนมาทำงานร่วม นำประเด็นปัญหาต่าง ๆ วิกฤติที่เกิดขึ้นในชุมชนมาหารือกัน สร้างความหวังที่จะอยู่รอดร่วมกัน
  • การตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน กระตุ้นให้ชุมชนหันมาสมนใจเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น (ปัจจุบันส่วนใหญ่มักมอง เรื่องไกลตัว ชื่นชมเรื่องราวภายนอก)
  • ขยายแนวคิดการพึ่งพาตนเอง เมื่อได้แนวร่วมแล้ว อาจมีการทำเวทีพูดคุยกัน โดยเชิญผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องมาคุย (การทำเวทีครั้งแรกมีความสำคัญมาก ต้องช่วยกันกำหนดหลักเกณฑ์ให้ดี บนหลักการให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

๓. ศึกษาประวัติชุมชน

  • เพื่อดูสิ่งที่ดีดี รอบตัว ใกล้บ้าน ของดีดีในชุมชน ทำให้ผู้คนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชน
  • เกิดการรักชุมชนของตนเอง ในลักษณะเป็นเจ้าของร่วมกัน เชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ทุกคนเห็นคุณค่า ได้แนวร่วมเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
  • ช่วยกันย้อนประวัติศาสตร์ชุมชน จะทำให้เห็นทุนของชุมชนอย่างหลากหลาย ที่ซ่อนอยู่ในชุมชน
  • ทุนคน ทรัพยากร อาชีพ ประสบการณ์การทำงาน วัฒนธรรม วิถีชีวิต เงิน

๔. สำรวจ รวบรวมข้อมูล

  • กำหนดประเด็นที่อยากรู้ร่วมกัน เพื่อเก็บข้อมูล เช่น ข้อมูลครัวเรือน หนี้สิน การทำมาหากิน
  • มีเวทีพูดคุย (วงเล็ก วงใหญ่ ตัวบุคคล) แบบสอบถาม มีบันทึกการทำงานไว้ทุกครั้ง
  • การเก็บข้อมูลครัวเรือน ต้องทำให้ทุกครัวเรือนเห็นคุณค่าของการทำข้อมูลครัวเรือน
  • การใช้จังหวะ เวลา ในการจัดเก็บข้อมูลกับชุมชน มีความสำคัญ จะได้ข้อมูลที่ดี ชัดเจน มีประโยชน์

๕. วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล

  • การช่วยกันดูข้อมูลที่ทุกคน ทุกครัวเรือนเก็บขึ้นมา
  • มาช่วยกันจัดหมวดหมู่ ทำความเข้าใจในข้อมูลที่ชัดเจน การรวบรวมข้อมูลในทุกแง่มุม แล้วนำกลับคืนมาในชุมชน
  • ในเวทีระดับหมู่บ้านจะได้ทิศทางการทำงานในระดับหมู่บ้าน ในเวทีระดับตำบล จะได้ทิศทางการมีส่วนร่วมของผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น
  • ใช้วิธีการเปิดประเด็นข้อมูล และช่วยกันหาทางออก โดยใช้หลักการที่ว่าปัญหาของใคร คนกลุ่มนั้น ต้องช่วยกันแก้ ใครถนัดงานด้านไหน มอบให้เป็นผู้รับผิดชอบงานตามที่เขาถนัด
  • ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงก็ใช้พลังเสริมจากภายนอก

๖.ยกร่างแผนแม่บทชุมชน

  • เมื่อมีข้อมูลแล้ว ทุกคนเกิดการรับรู้ร่วมกัน ขบวนการกำหนดแนวทางจะเริ่มขึ้น และมีทิศทางด้วยการกำหนดกันเอง กลายเป็นแผนงานในที่สุด
  • เกิดกระบวนการแก้ปัญหาแบบกลุ่มปัญหา มีเจ้าภาพ เจ้าของเรื่องราวที่แท้จริง
  • ได้แผนงานที่แก้ได้ในระดับตัวเองทันที
  • ได้แผนงานในระดับที่จัดการกันเองในระดับชุมชน
  • ได้แผนงานที่ต้องร่วมกับภายนอก (ท้องถิ่น ภาคีพัฒนา)
  • แผนงานที่ต้องอาศัยภายนอกทั้งหมด

๗. ประชาพิจารณ์แผนแม่บทชุมชน

  • เวทีสภาหมู่บ้าน ชุมชน ตัวแทนแต่ละกลุ่มกิจกรรมข้าร่วมด้วยช่วยกัน พิจารณาถึงความเป็นไปได้ ความถูกต้องตามเจตนาของผู้คนในพื้นที่นั้น ๆ
  • มีเวทีระดับหมู่บ้าน เวทีระดับตำบล
  • ความเหมาะสมในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ การจัดลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่อง กำหนด ช่วงเวลา ความเหมาะสม วิธีการที่จะทำให้แผนประสบความสำเร็จ
  • การแก้ระเบียบ กฎเกณฑ์ ให้เหมาะสมกับการทำงาน

๘. นำแผนไปสู่การปฏิบัติ

  • นำแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยมอบให้ตัวแทนแต่ละเรื่อง แต่ละกิจกรรมที่เขาต้องการ นำไปบริหารจัดการด้วยตนเอง
  • ใช้ทุนในชุมชนทุกทุนที่มีอยู่มาช่วยกัน โดยเฉพาะทุนทางสังคม บุคลากร วัฒนธรรม ประสบการณ์ วิถีชีวิต เงิน

๙. ทบทวนปรับปรุง

  • ปรับปรุงได้ตลอดเวลา เมื่อนำแผนแปลงสู่การทำงาน อาจติดขัด เจอปัญหา ให้ใช้วิธีการปรับแผน โดยอาจใช้เวทีกลุ่มหรือชุมชนช่วยตัดสินใจ
  • การตัดสินใจยังเน้นการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ

๑๐. ประเมินผล สรุปบทเรียนการทำงาน

  • เป็นการสรุปการทำงาน ว่าประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว ว่าเป็นเพราะอะไร มีการแก้ไขแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
  • ดูว่าแผนชุมชนที่นำมาปฏิบัติแล้ว ทุกคนมีความสุขหรือไม่
  • ชุมชนได้อะไรบ้างกับการแก้ปัญหา ด้วยแผนชุมชน
  • ถอดเป็นชุดประสบการณ์ความรู้ เพื่อเป็นข้อมูลในการทำงานต่อไป

planchumchoncmeet

เวทีเล็ก เวทีใหญ่ การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นที่หลากหลาย มีคุณค่าต่อการทำงาน การเคารพความคิดเห็นของกันและกัน มีความสำคัญมาก การให้กำลังใจในการทำงาน การรอคอยผลของงานอย่างอดทน การเรียนรู้ร่วมกัน มีส่วนสำคัญที่จะทำให้แผนแม่บทชุมชนมีชีวยิต ประสบความสำเร็จได้ เมื่อแผนนำไปสู่การปฏิบัติการจริง ปัญหาจะได้รับการแก้ไข ความอยู่เย็นเป็นสุข จะกลัมคืนสู่ชุมชนและสังคมไทยอย่างแน่นอน ถ้าถามว่าเมื่อไรเล่า คำตอบอยู่ที่ว่าวันนี้คุณพร้อมที่จะลุกขึ้นมาจัดการตัวเองหรือยังต่างหาก
( ชาติชาย เหลืองเจริญ : บ้านจำรุง )

ป้ายคำ : ,

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด คนและชุมชน