ไกร ชมน้อย เกษตรกรศิลปิน

ไกร ชมน้อย หรือลุงไกร เจ้าของสวนลุงไกร ปราชญ์เดินดินอยู่กินแบบพอเพียงแห่งบ้านไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่หลายๆ คนมักเรียกขานกันว่า ‘สวิตเซอร์แลนด์ แดนอีสาน’ เนื่องเพราะแวดล้อมไปด้วยขุนเขาอันสลับซับซ้อน ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่สุดแสนสวยงาม อากาศสดชื่น เย็นสบายตลอดทั้งปี

ดินแดนแห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของประเทศเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเมืองแห่งการเกษตร แหล่
งรวมเกษตรกรคนเก่งและปราชญ์ชาวบ้านมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ลุงไกร ชมน้อย เจ้าของสวนลุงไกร แหล่งปลูกพืชผักปลอดสารพิษหลากหลายชนิดส่งห้างดังหลายแห่งในเมืองหลวง

ย้อนหลังไปสัก 10 ปีก่อน พื้นที่การเกษตรใน อ.วังน้ำเขียวส่วนใหญ่ยังคงปลูกข้าวโพด หรือพืชเชิงเดี่ยว

“ลุงเคยไปทำงานด้านช่างในต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้พบเห็นการเกษตรในต่างแดน เมื่อตัดสินใจออกจากเมืองหลวง ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ และเริ่มทดลองปลูกผักสลัด โดยเป็นผู้บุกเบิกปลูกผักสลัดที่วังน้ำเขียวเป็นรายแรก ก่อนที่โครงการในพระราชดำริจะเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกผักปลอดสารพิษกัน”

เจ้าของสวนลุงไกรยอมรับว่า เริ่มทำการเกษตรทั้งๆ ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรมาก่อน โดยอพยพครอบครัวมาปักหลักทำการเกษตรที่ อ.วังน้ำเขียว เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ตอนแรกเลือกปลูกผักสลัด เพราะมองว่าอย่างไรก็ต้องขายได้ ช่วงนั้นบางคนเขาก็มองว่าไอ้คนนี้ ‘บ้า’ เอาผักเมืองหนาวมาปลูกในแผ่นดินอีสาน แต่ก็ไม่เคยสนใจคำพูดเหล่านั้น ส่วนการทำตลาดจะใช้วิธีการขายตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะพ่อค้าคนกลางมักกดราคาเพื่อจะไปเอากำไรต่อ ที่มีผลทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ และราคาไม่แน่นอน แต่วันนี้วังน้ำเขียวได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะกลายเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีการปลูกผักปลอดสารพิษมากที่สุดของประเทศไทย เลยก็ว่าได้

การเปลี่ยนครั้งนั้นเกิดจากน้ำมือเล็ก ๆ ของชายที่ชื่อไกร ชมน้อย หรือที่เรียกกันติดปากอย่างคนกันเองว่า “ลุงไกร” ผู้บุกเบิกการปลูกผักปลอดสารพิษคนแรกของ อ.วังน้ำเขียว “พอดี คุณพ่อเสีย เลยหยุดเล่นดนตรี แล้วกลับจากเมืองนอกมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ ตรงนี้เองที่เป็นจุดหักเหชีวิต” ลุงไกรเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้มาปักหลักอยู่ที่นี่และเริ่มหันเหชีวิตมาสู่อาชีพเกษตรกรปลูกผัก ซึ่งในช่วงเริ่มต้นลุงไกรก็ เริ่มด้วยการทำการเกษตรโดยใช้เคมีแบบเกษตรกรอื่นทั่ว ๆ ไป “งานเกษตรกรรมไม่ใช่งานง่าย ต้องผ่านการลองผิดลองถูก จากเมื่อก่อนที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบน้ำหยด โรงเรือนติดซิป น้ำยาเคมี วันหนึ่งกลับพบว่าตนเองและครอบครัวต้องทำงานท่ามกลางไอสารพิษร้าย ซ้ำยังต้องเสียค่าปุ๋ยค่ายา เหตุผลนี้ทำให้มามุ่งมั่นทดลอง ทำเกษตรอินทรีย์ กับแปลงผักที่ฟูมฟักมากับมือ”

หลังวางระบบในการจัดการการเกษตร ช่วงแรกๆ ได้ติดต่อส่งผักสลัดเข้าเลมอนฟาร์ม ทำให้ต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่าทำอย่างไรจึงจะผลิตผักได้อย่างที่ลูกค้าต้องการ เพราะต้องการเป็นผู้นำการผลิต ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณและพยายามมองหาผักใหม่ๆ มาทดลองปลูกเสมอ และประเมินความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอ เมื่อได้ผลก็เก็บตัวอย่างเพื่อนำเสนอสู่ตลาด

ลุงไกรอธิบายว่า ผักที่ปลูกตามแปลงเกษตรที่ใช้สารเคมีล้วน ๆกับผักปลอดสารพิษนั้นมีความแตกต่างกันมาก ทั้งวิธีการปลูกและผลที่ได้ ซึ่งเคล็ดลับของลุงไกรอยู่ที่การเลือกสถานที่ที่เหมาะสม ที่น้ำท่วมไม่ถึง การเตรียมดิน การเพาะเมล็ด และวิธีการปลูกที่ต้องทราบว่าผักชนิดใดใช้ส่วนใดปลูก เช่น ผักที่ราคาแพงเมล็ดหายากควรเพาะเมล็ดก่อนปลูก เป็นต้น. แปลงปลูกผักปลอดสารพิษของคุณลุงไกร ชมน้อย จะ ปลูกผักตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก พร้อมกับมีการขยายพื้นที่เพาะปลูก และหาผักใหม่ๆมาทดลองปลูกอยู่เสมอ เช่น บัตเตอร์เฮด ,ผักกาดแก้ว, ครอส, เรด โอ๊ก, กรีน โอ๊ก, สลัดใบแดง มะเขือเทศราชินี มะเขือเทศเนื้อ และข้าวโพดสองสี เป็นต้น “ผมตื่นตีสามทุกวัน อย่างแรกที่ทำคือหยิบกีตาร์ พอฟ้าสว่างค่อยลงไปดูงานในไร่ ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับการปลูกผักให้คนกิน ที่ผ่านมาห้างใหญ่ในเมืองกรุงมาขอซื้อผักปลอดสารพิษ แต่ผมไม่ขายให้หรอก เพราะผมไม่มีความสุขที่จะขายให้ ผมขายให้ชาวบ้านทีละน้อยที่มาซื้อครั้งละ 10-20 บาทดีกว่า เพราะ นั่นซื้อไปกิน ไม่ใช่ซื้อไปทำกำไร” การปลูกผักขายแบบธรรมชาตินั้น ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงแต่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความตั้งใจ และเอาใจใส่ต่อผักเหล่านี้อย่างจริงจัง หรือพูดง่าย ๆ ว่า ใช้ธรรมชาติเอาชนะธรรมชาติ โดยไม่พึ่งพาสารเคมี จุดเด่นของ สวนลุงไกรนั้น นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เลือกซื้อผักปลอดสารพิษที่เก็บมาจากแปลงสดๆ หากวันไหนคุณลุงอารมณ์ดี ก็จะโชว์เพลงสไตล์คันทรี่ให้นักท่องเที่ยวฟังด้วย

ใครที่อยากจะไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนปลูกผักปลอดสารพิษจริงๆ ขอแนะนำให้เดินทางไปที่ สวน ของลุงไกร ชมน้อย ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 2 บ้านสุขสมบูรณ์ ตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่สวนแห่งนี้มีผักปลอดสารพิษจำหน่ายตลอดทั้งปี ก่อนกลับ ลุงไกรยกกีตาร์ตัวเก่งขึ้นมากรีดสายเหมือนเคย ในท่วงทำนองเพลง Take Me Home เสียงดังกังวานไปทั่วแปลงผัก

เชื่อแล้วว่าชีวิตของคนขายผักผู้นี้ มีความสุขเพียงใด
ปัจจุบันลุงไกรใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้อย่างมีความสุข ร้องเพลงให้ผักฟังทุกวัน มีคนไปเยี่ยมเยือนดูสวนผักเมืองหนาวของแกไม่ขาดสาย ได้ความสุขทั้งคนไปเยือนและคนต้อนรับ แม้ลุงจะรักในความเป็นศิลปิน แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งอาชีพเกษตรกรรม จึงถือเป็นเกษตรศิลปินที่น่ายกย่องและน่าเอาเป็นแบบอย่าง

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ปราชญ์ของแผ่นดิน