ไผ่ตง ไผ่หน่อรสอร่อย

4 เมษายน 2556 ไม้ยืนต้น 0

ไผ่ตงเป็นไม้ยืนต้นเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งที่มีการปลูกแพร่หลายทั่ว ประเทศ เนื่องจากเป็นพืชที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างทั้งเพื่อการบริโภคและ อุปโภค อีกอย่างช่วงระยะที่สถานการณ์ไผ่ออกดอก ผลผลิตลดน้อยลง จนถึงขณะนี้ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

ไผ่ตงสกุล Dendrocalamus Nees ชื่อสกุลนี้มีที่มาจากภาษากรีกว่า “dendro” แปลว่า ต้นไม้ และ “kalamos” แปลว่าพืชจำพวกหวาย รวมหมายถึง “หวายที่เป็นกอคล้ายต้นไม้” จึงสื่อถึงลักษณะของไผ่สกุลนี้ที่มีขนาดใหญ่และนิยมปลูกเพื่อการบริโภคหน่อ พบประมาณ 50 ชนิดแต่พบในไทย 4 ชนิด กระจายพันธุ์ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในเขตอินเดีย จีน อินโดนีเซีย พม่า ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ลักษณะทั่วไป
ไผ่ตงมีชื่อสามัญว่า Rough Giant Bamboo เป็นไผ่ประเภทเหง้ามีกอขนาดใหญ่ สูง 20-30 เมตร ลำตรงอัดกันเป็นกอค่อนข้างแน่น ปลายลำโค้งถึงห้อยลง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ 10-20 เซนติเมตร ปล้องยาว 20-50 เซนติเมตร เนื้อลำหนา 1-3.5 เซนติเมตร ลำอ่อนปล้องล่างมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ปล้องบนมีขนสีขาวหรือสีเทาปกคลุม ลำแก่สีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมเทา ปล้องล่างยังมีขนปกคลุมหนาแน่นและมักมีรากอากาศจำนวนมากออกตามข้อ แตกกิ่งต่ำหรือตั้งแต่กลางลำต้นขึ้นไป มีข้อลำ 3-5 กิ่ง กิ่งเด่นหนึ่งกิ่งอยู่ตรงกลาง กิ่งที่เหลือขนาดไล่เลี่ยกันมักมีรากอากาศที่กิ่ง

  • ใบ ใบเป็นรูปแถบแกมรูปใบหอกมีขนาด กว้าง 1.5-4.5 เซนติเมตร ยาว 15-30 เซนติเมตร กาบหุ้มลำมีสีน้ำตาลอมม่วงหรือสีน้ำตาลจนถึงสีเขียวอ่อน กาบของหน่ออ่อนหรือกาบล่างๆของลำปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลเข้ม ส่วนกาบของหน่อบินหรือปล้องบนๆของลำมักมีขนสีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีเทา ใบยอดกาบรูปใบหอก สีน้ำตาลอมม่วงจนถึงสีเขียวอมม่วง กางออกถึงพับลง หูกาบเป็นพูเด่น ขอบและด้านในมีขนแข็งและยาวปกคลุม ลิ้นกาบเป็นแถบสูงประมาณ 1 เซนติเมตร ขอบจักไม่สม่ำเสมอและมีขน
  • ดอก ช่อดอกย่อยเทียมยาว 5-9 มิลลิเมตร กลูม 1-2 อัน ดอกย่อยสมบูรณ์ 4-5 ดอก ปลายช่อดอกย่อยมีดอกที่พัฒนาไม่เต็มที่ 1 ดอก เกสรตัวผู้ 6 อัน ก้านเกสรเพศผู้แยกอิสระ ยอดเกสรเพศเมีย 1 อัน
  • หน่อ ไผ่ตงจะมีกาบหุ้มซึ่งจะมีขนสีน้ำตาล

นิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์
กล่าวกันว่าไผ่ตงนำมาจากจีน บางครั้งมีรายงานว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากอินโดเนเซีย แต่ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด ในไทยนิยมปลูกทั่วทุกภาค ไม่พบในป่าธรรมชาติ บางครั้งอาจพบขึ้นเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ป่าที่เคยมีการทำสัมปทานไม้ในอดีต เช่น พื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติคลองพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี สันนิษฐานว่าหลงเหลือจากการนำไผ่ตงไปปลูกเพื่อใช้สอยในค่ายที่พักของคนงานที่เข้าไปทำไม้ในอดีต

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ไผ่ตงมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ดังนี้

  • ไผ่ตงหนู บางครั้งเรียกไผ่ตงเล็ก เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เส้นผ่านศูนย์กลางลำประมาณ 3-6 เซนติเมตร ส่วนใหญ่แล้วมีความนิยมในการปลูกน้อยเนื่องจากให้ผลผลิตที่ต่ำกว่าสายพันธุ์อื่น แต่ในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดลำปางและเชียงใหม่ จะให้ผลผลิตค่อนข้างดี
  • ไผ่ตงเขียว เป็นไผ่ตงที่มีลำต้นขนาดเล็กและสั้น ลำต้นมีสีเขียวตามชื่อแต่มีเนื้อไม้ที่บาง เส้นผ่านศูนย์กลางลำประมาณ 5-12 เซนติเมตร ใบบางสีเขียวเข้ม มีขนาดปานกลางไม่สากมือ ส่วนหน่อของสายพันธุ์นี้จะมีเนื้อสีขาวแกมเหลือง รสชาติหวานอมขมเล็กน้อย สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดีจึงเป็นที่นิยมปลูกกันมาก ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ไผ่ตงดำ หรือตงหวาน มีลำต้นสีเขียวอมดำตามชื่อเรียก สายพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่รองลงมาจากไผ่ตงหม้อแต่มีลำต้นที่เตี้ยและสั้นกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางลำประมาณ 9-12 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวเข้มหนาและมีขนาดใหญ่สังเกตเห็นร่องใบได้ชัดเจน ไผ่ตงดำได้ชื่อว่าเป็นไผ่ตงที่เป็นหนึ่งในเรื่องหน่อไม้เพราะหน่อของสายพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวาน เนื้อกรอบและขาวละเอียด ดังนั้นหน่อไม้ของสายพันธุ์นี้จึงเป็นที่นิยมในการปลูกและนำมาบริโภคหรือค้าขายค่อนข้างมาก
  • ไผ่ตงหม้อ หรือตงใหญ่ ไผ่ตงสายพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ที่สุดจากทั้งหมด 4 สายพันธุ์ มีลำต้นที่ยาวและสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำประมาณ 12-18 เซนติเมตร ส่วนใบมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ลำต้นสูงโปร่งเนื่องแตกกิ่งน้อย หน่อมีขนาดใหญ่มากมีสีน้ำตาลอมดำหรือน้ำตาลอมม่วง น้ำหนักหน่อประมาณ 5 กิโลกรัมขี้นไป เนื้อหน่อจะหยาบ แข็ง และมีสีขาว หน่อจะออกมากในช่วงฤดูฝน

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
ไผ่ตงที่เจริญเติบโตเต็มที่จะออกดอกและตายในที่สุด ตามปกติแล้วไผ่ตงจะออกดอกในช่วงประมาณเดือน พฤศจิกายน-มกราคม และเมล็ดจะร่วงหล่นประมาณเดือน มีนาคม-เมษายน เราสามารถใช้เมล็ดที่หล่นนี้มาเพาะเป็นต้นกล้าใหม่ได้โดยมีวิธีการคือ
เก็บเมล็ดพันธุ์ไผ่ตงที่ร่วงหล่นตามพื้นมาทำความสะอาดและทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์โดยการใช้กระด้งฝัด จากนั้นเอาเปลือกนอกของเมล็ดพันธุ์ออกโดยใช้รองเท้าแตะที่เป็นยางนวดขัดเมล็ดพันธุ์กับกระด้งเพื่อให้เปลือกหลุดออก จากนั้นฝัดด้วยกระด้งอีกครั้งเพื่อให้เปลือกที่หลุดปลิวหล่นไป นำเมล็ดที่ได้ไปพึ่งแดดประมาณ 1 แดด เพื่อช่วยป้องกันแมลง
เพาะกล้าไผ่ตง โดยนำเมล็ดที่ได้จากการพึ่งแดดมาแช่น้ำประมาณ 2 คืน หรืออาจใช้วิธีแช่ในน้ำอุ่น 2 ชั่วโมง แล้วแช่ในน้ำปกติอีก 1 วันก็ได้เช่นกัน เมื่อครบกำหนดนำเมล็กขึ้นจากน้ำแล้วห่อหุ้มด้วยผ้าที่เปียกชื้นอีกประมาณ 2 คืน เพื่อเร่งการงอกของราก
นำเมล็ดที่งอกแล้วไปเพาะปลูกลงแปลงขี้เถ้าแกลบผสมดินเล็กน้อยตามสัดส่วนที่เหมาะสม อาจใช้หญ้าหรือฟางที่แห้งคลุมหน้าดินเพื่อไม่ให้โดดแดดมากเกินไป รดน้ำให้ชุ่มพอเหมาะ
ภายหลังการเพาะลงแปลง 15 วัน หรือประมาณ 2 สัปดาห์ จะได้ต้นกล้าไผ่ตงที่สูงประมาณ 2-3 นิ้ว ให้ทำการย้ายต้นกล้าไปปลูกลงถุงเพาะชำเพื่อนำไปปลูกเป็นต้นขนาดใหญ่ตามความต้องการ

การขยายพันธุ์โดยการแยกเหง้า
เลือกก่อไผ่ที่มีอายุ 1-2 ปี เพื่อใช้ในการขุดเหง้า จากนั้นตัดลำที่ต้องการขุดให้สูงประมาณ 1 เมตร
ขุดเหง้าตรงลำที่ตัดไว้โดยให้ลึกลงไปประมาณ 20-50 เซนติเมตรหรือตามความลึกของเหง้า
ระวังอย่าให้ส่วนเหง้าที่ขุดขาดหรือลำไผ่ฉีกโดยเฉพาะส่วนที่เป็นตาเหง้าเพราะอาจทำให้ไผ่ฟื้นตัวหรือแตกกิ่งไม่ได้
นำเหง้าที่ขุดได้ไปปลูกลงดินและลดน้ำให้ชุ่มพอเหมาะ การขยายพันธุ์โดยวิธีนี้จะมีโอกาสรอดตายค่อนข้างสูงแต่ต้องใช้แรงและเวลามากในการขุด

การขยายพันธุ์โดยใช้ลำ
การขยายพันธุ์วิธีนี้จะต้องทำการคัดเลือกลำที่มีอายุประมาณ 1 ปี แล้วนำมาตัดเป็นท่อน ๆ โดยให้แต่ละท่อนมี 1 ข้อ ซึ่งการใช้ท่อนตัด 1 ข้อ จะต้องตัดตรงกลางและให้รอยตัดทั้งสองห่างจากข้อประมาณ 1 คืบ และควรเป็นลำที่มีแขนงติดอยู่โดยจะต้องตัดให้แขนงเหลือยาวประมาณ 1 คืบด้วย จากนั้นจึงนำไปชำในแปลงเพาะชำ โดยวางให้ข้ออยู่ระดับดินและให้ตาหงายขึ้น ระวังอย่าให้ตาได้รับอันตราย แล้วใส่น้ำลงในปล้องไผ่ตงให้เต็ม และคอยเติมน้ำให้อยู่เต็มอยู่เสมอ การเพาะวิธีนี้จะต้องหมั่นดูแลรดน้ำให้ความชุ่มชื่นอยู่เสมอหลังจากนั้น ประมาณ 2-4 สัปดาห์จะพบหน่อและรากแตกออกมา เมื่อหน่อแทงรากแข็งแรงเต็มที่ ประมาณ 6-12 เดือน ก็ทำการย้ายปลูกได้

การขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งแขนงปักชำ
กิ่งแขนงคือ กิ่งที่แยกออกจากลำต้นไผ่ตรงบริเวณข้อ ซึ่งโคนกิ่งแขนงจะมีรากงอกเห็นได้เด่นชัด การใช้กิ่งแขนงขยายพันธุ์เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเพราะ สะดวกและง่าย โดยมีการคัดเลือกดังนี้

  • ให้เลือกกิ่งแขนงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-1 1/2 นิ้ว
  • ให้เลือกรากของกิ่งแขนงที่มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเหลืองและมีรากฝอยแตกจากรากแขนงแล้ว
  • ให้เลือกกิ่งแขนงที่ใบยอดคลี่แล้ว และกาบหุ้มตาหลุดหมดแล้วเช่นกัน
  • ให้เลือกกิ่งแขนงที่มีอายุ 4-6 เดือน ถ้าเป็นกิ่งค้างปียิ่งดี

การคัดเลือกกิ่งแขนง
ขั้นตอนในการปักชำกิ่งแขนง
เมื่อได้คัดเลือกกิ่งแขนงแล้ว ทำการตัดแยกกิ่งแขนงออกจากลำไผ่ จากนั้นตัดปลายกิ่งออกให้เหลือยาว 80-100 เซนติเมตร การปักชำควรจะทำในปลายฤดูฝนหรือในราวเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีกิ่งแขนงมาก โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  1. เตรียมแปลงเพาะชำโดยการไถพรวนดิน แล้วควรตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นทำการย่อยดินและปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอในกรณีที่พื้นที่เป็น ที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง และถ้าเป็นที่ลุ่มควรทำการยกร่องเพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดี
  2. ขุดร่องให้เป็นแนวเหนือ-ใต้ และขุดให้ลึกประมาณ 15 เซนติเมตร แต่ละร่องห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้กิ่งแขนงได้รับแสงแดดทั่วถึงกันทุก ๆ ด้าน
  3. นำกิ่งแขนงปักชำลงในร่องให้ห่างกันประมาณ 15-20 เซนติเมตร กลบดินแล้วใช้เท้าเหยียบให้แน่น รดน้ำทันที หลังจากชำเสร็จแล้วทำหลังคาด้วยทางมะพร้าวเพื่อบังแดด หมั่นดูแลรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน
  4. หลังจากปักชำแล้วประมาณ 6-8 เดือน กิ่งแขนงที่ชำไว้จะแตกแขนงใบและรากที่แข็งแรงพร้อมที่จะย้ายลงปลูกในแปลงได้ การปักชำกิ่งแขนงอาจดำเนินการเพาะชำในถุงพลาสติกสีดำขนาด 8×10 นิ้ว สามารถเจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน
  5. ถ้ามีการขนย้ายกล้าในระยะทางไกล ๆ ควรย้ายกล้าลงชำในถุงพลาสติกทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ต้นกล้ากิ่งแขนงที่ชำไว้แตกแขนง ใบ และราก ตั้งตัวได้และมีความแข็งแรง

สภาพพื้นที่ปลูกไผ่ตง
ไผ่ตง สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทั่ว ๆ ไป แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปลูกเป็นการค้า คือดินร่วนปนทราย ซึ่งสามารถระบายน้ำได้ดี ไผ่ตงไม่ชอบสภาพดินปลูกที่มีน้ำท่วมขัง ถ้าโดนน้ำท่วมจะทำให้รากเหง้าหรือหน่อเน่าตายได้โดยง่าย ดังนั้นถ้าจะปลูกในบริเวณที่ลุ่มหรือที่น้ำท่วมถึง จึงควรยอร่องปลูกให้สูง ให้พ้นน้ำ และถ้าเป็นดินเหนียวจัดหรือค่อนข้างเหนียว ก็ควรปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่ร่วนซุยดีเสียก่อน จึงปลูกไผ่ตง

phaitongnord

ปกติไผ่ตงเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร พื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีตั้งแต่ 1,000 มิลลิเมตรขึ้นไป ก็สามารถปลูกไผ่ตงได้ดี แต่สำหรับการปลูกเป็นการค้าหรือการปลูกเพื่อหวังผลอย่างเต็มที่แล้ว ควรมีแหล่งน้ำธรรมชาติไว้สำหรับให้แก่ไผ่ตงในเวลาที่ต้องการด้วย ยิ่งถ้ามีระบบชลประทานเข้าช่วย จะเป็นการเพิ่มผลผลิตของหน่อได้เป็นอย่างดี

การตัดแต่งกอ
แต่งกอในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ควรตัดแต่งกอให้สะอาด ดังนี้

  • ตัดกิ่งเป็นโรค และกิ่งแห้งออก
  • กอไผ่ตงที่อายุ 1-2 ปี จะไม่มีการตัดหน่อ ทั้งนี้เพื่อไว้เป็นลำสำหรับเลี้ยงกอ ให้เจริญเติบโต และขยายกอใหญ่ขึ้น
  • กอไผ่ตงที่มีอายุ 2 ปี ให้เลือกตัดหน่อที่ชิดลำอื่น หน่อที่ไม่สมบูรณ์ และหน่อตีนเต่าออก เหลือไว้เพียง 5-7 หน่อต่อกอ
  • กอไผ่ตงที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ให้เลือกตัดลำแก่อายุเกิน 3 ปีขึ้นไป ออกขายหรือใช้ประโยชน์ ตามความเหมาะสม โดยเหลือลำแม่ ที่สมบูรณ์ไว้ประมาณ 10-20 ลำต่อกอ เพื่อเลี้ยงกอ และเลี้ยงหน่อที่ออกใหม่ การตัดลำแก่ออกนี้ควรตัดจากลำที่อยู่กลางกอ กอไผ่ตงจะได้โปร่งและขยายออกกว้างขึ้น

เทคนิคการทำหน่อไผ่ตงหมก

การทำหน่อไม้ไผ่ตงหมก ใช้ดิน ขี้เถ้าแกลบ ใบไผ่ตงหรือวัสดุอื่น หมกพูนโคนกอไผ่ เมื่อไผ่ตงเริ่มแทงหน่อพ้นดินประมาณ 2-3 นิ้ว
โดยใช้วัสดุพูนโคนสูงประมาณ 50 เซนติเมตร

phaitongnormok

การทำหน่อไม้หมก คือ การป้องกันไม่ให้หน่อไม้ถูกแสงแดด ซึ่งมีวิธีทำได้หลายวิธี เช่น

1. การใช้ดินพอก เป็นวิธีที่คุณภาพของหน่อดีที่สุด โดยใช้ดินบริเวณรอบ ๆ กอไผ่มาพอกรอบ ๆโคนกอให้สูงประมาณ 1 ศอก พอหน่อพ้นดินที่หมกไว้สักเล็กน้อยก็ทำการตัดหน่อได้ วิธีการตัดหน่อต้องขุดดินซึ่งหมกไว้บริเวณหน่อออกเสียก่อน จึงลงมือตัดด้วยเสียมตัดหน่อไม้ตรงบริเวณกาบที่ 3 นั่นเอง
ในการทำหน่อไม้ไผ่ตงหมก หรือหน่อไม้หวานโดยวิธีใช้ดินพอกนี้ มีข้อคำนึงถึงถือ จะทำให้เราไม่สามารถเลี้ยงลำแม่ที่แข็งแรง สมบูรณ์ที่สุดได้ เนื่องจากเราขุดหน่อไปขายจนลืมนึกถึงการเลี้ยงลำแม่ หรือบางทีนึกถึงได้ แต่ไม่ทราบตำแหน่งของหน่อที่ควรจะเป็นลำแม่ เพราะถูกดินกลบไว้ ทำให้ไม่เห็นหน่อนั้นได้ ฉะนั้นลำที่ปล่อยให้เป็นลำแม่อาจะเป็นลำที่ไม่ดีพอ รวมทั้งการกะระยะห่าง(หรือการเดินกอ) ก็ทำได้ยาก และเมื่อมีการพูนดินขึ้นทุกปีแล้วไม่มีการเอาดินที่พูนออก หรือเอาออกไม่หมด จะทำให้กอไผ่ลอย เป็นผลให้กอไผ่ทรุดโทรมได้เร็ว และออกหน่อน้อยในปีต่อ ๆ ไป การแก้ไขปัญหาดังกล่าวอาจทำได้ดังนี้คือ

  1. ทำการหมกปีเว้นปี หรือหมกสองปี แล้วปล่อยตามปกติ 1 ปี หรือไม่ก็แบ่งพื้นที่หมกเป็นแปลง ๆ แยกกัน ทั้งนี้เพื่อให้ไผ่ตงผ่านการหมกมีลำแม่ที่สมบูรณ์เต็มที่ ผลผลิตจะได้ไม่ลดลงในปีต่อไป
  2. มีการหมกกอเว้นกอ เพื่อที่จะเลี้ยงลำแม่ที่สมบูรณ์ได้
  3. หมกเพียงครึ่งกอ (สลับซ้ายขวา)
  4. ต้องเอาดินที่พูนโคนออกทุกปีหลังตัดหน่อแล้ว

2. การใช้ขี้เถ้าแกลบ ทำในลักษณะเดียวกับการหมกด้วยดินคือใช้ขี้เถ้าแกลบมาพอกรอบ ๆ โคนกอ การหมกด้วยวิธีนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น ตัดหน่อได้ง่ายหน่อไม่สกปรกและยังเชื่อว่าทำให้หน่อหวานขึ้น

การตัดหน่อไผ่ตง

  • การตัดหน่อควรตัดเมื่อหน่อยาวประมาณ 1 ฟุต โดยใช้เสียมหางปลาตัดหน่อบริเวณกาบใบที่ 3 จากโคนหน่อ ซึ่งจะเหลือตาไว้ 2-3 ตา สำหรับแตกหน่อในปีถัดไป สำหรับหน่อที่ไม่แข็งแรงให้ตัดออกทิ้งไป
  • การตัดหน่อควรทำตอนเช้ามืด เพื่อจะได้หน่อไม้สดส่งตลาด หน่อไม้ไผ่ตงที่ตัดไว้นานจะทำให้ความหวานลดลง ดังนั้น ควรตัดหน่อ แล้วรีบขายทันที ในการตัดหน่อควรเริ่มตัดหน่อจากกลางกอก่อนแล้วขยายวง ออกมารอบนอกกอ ส่วนหน่อที่อวบใหญ่ ที่อยู่ด้าน นอก ควรมีการรักษาไว้เพื่อให้เป็นลำแม่เลี้ยงหน่อต่อไป

แมลงศัตรูของไผ่ตงที่สำคัญ ได้แก่

  • แมลงประเภทเจาะไชหน่อ และปล้องอ่อน เป็นแมลงที่มีอันตรายสำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะในระยะที่ไผ่ตงกำลังเจริญเติบโต จากหน่ออ่อนเป็นลำต้น แมลงพวกนี้ เช่น ด้วงงวงปีกแข็ง จะเข้าทำลายกัดกินเนื้อเยื่อ ที่อ่อนของปล้องภายในกาบหุ้มหน่อที่กำลังเจริญเติบโต จะทำให้หน่อและปลายยอดอ่อนเน่า และหักตาย
  • เพลี้ยแป้ง อาศัยอยู่ตามหน่ออ่อนหรือใบอ่อนเพื่อดูดน้ำเลี้ยง ทำให้กาบใบและยอดหงิกงอ ชะงัก การเจริญเติบโต ป้องกันกำจัด โดย
    1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ไม่เป็นที่สะสมของโรค-แมลง
    2. ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชราดที่หน่อและเหง้า

ไผ่ในบ้านเรามีอยู่มากมายหลายชนิด แต่พันธุ์ที่สำคัญ และเป็นที่นิยมในการบริโภคหน่อทั้งภายในประเทศ และยังสามารถส่งเป็นสินค้าออก ทำเงินตราเข้าประเทศได้ปีละนับร้อยล้านบาท ได้แก่ “ไผ่ตง” ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น และเริ่มมีความสำคัญยิ่งขึ้นตามลำดับ เนื่องจากคุณค่าและประโยชน์ซึ่งมีหลายประการด้วยกัน ดังนี้คือ
หน่อใช้รับประทานสด นำมาแปรรูปเป็นหน่อไม้ปี๊บ(ต้มบรรจุปี๊บ) หรือนำมาตากแดดเป็นหน่อไม้แห้ง ซึ่งส่วนของหน่อนั้น นอกจากรับประทานภายในประเทศแล้วสามารถส่งขายในรูปของหน่อไม้ปี๊บ หน่อไม้แห้งและหน่อไม้สด(แช่แข็ง) ไปยังต่างประเทศเกือบทั่วโลก ประเทศที่นำเข้ามากที่สุด คือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ซาอุดิอาระเบีย ปีละมากกว่าร้อยล้านบาท

phaitongnor

คุณค่าทางอาหารของหน่อ
(ให้พลังงาน 27 แคลอรี่)

  • คาร์โบไฮเดรท 5.20 กรัม
  • ไขมัน 0.30 กรัม
  • โปรตีน 2.60 กรัม
  • แคลเซี่ยม 0.013 กรัม
  • ฟอสฟอรัส 0.491 กรัม
  • เหล็ก 0.0005 กรัม
  • ไวตามินเอ 20 ยูนิต
  • ไวตามินบีหนึ่ง 0.15 มิลลิกรัม
  • ไวตามินบีสอง 0.07 มิลลิกรัม
  • ไนอาซิน 0.06 มิลลิกรัม
  • ไวตามินซี 4.1 มิลลิกรัม

ลำต้น ใช้เป็นไม้ค้ำยันไม้ผลต่าง ๆ ทำเครื่องจักรสาน เครื่องใช้ในครัวเรือน ทำเครื่องดนตรี เช่น ระนาด (ในวงพิณพาทย์) ใช้ก่อสร้างที่พักทำเยื่อกระดาษ ทำรั้วบ้าน นั่งร้าน เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
ใบ ใช้ห่อขนม ทำหลังคา ทำเชื้อเพลิงและสานทำหมวกกุยเล้ย
กิ่งและแขนง กิ่งแขนงของไผ่สามารถใช้ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งชาวสวนสามารถเพาะชำกิ่งแขนงเป็นการค้าได้ กิ่งที่ตัดเหลือสามารถนำมาเป็นค้างผักได้ ฯลฯ

ดิน ดินที่ปลูกไผ่ตงเรียกว่า “ดินขุยไผ่” เป็นดินที่นิยมนำไปปลูกไม้ในกระถาง เนื่องจากเป็นดินที่ร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ดี เนื่องจากชาวสวนที่ปลูกไผ่ตง นิยมใช้ปุ๋ยคอกทุกปี ไม่นิยมใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และใบไผ่ที่ร่วงทับถมกันเป็นปุ๋ยอย่างดีของพืชทุกชนิด

ดังนั้นไผ่ตงจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ควรจะส่งเสริมให้มีการปลูกกันมากขึ้น เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด รวมทั้งการพัฒนาวิธีการปลูก การแปรรูปให้ได้หน่อไม้ไผ่ตงที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ได้ผลตอบแทนต่อพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด ไม้ยืนต้น