ไมคอร์ไรซา เชื้อรากับรากพืช

21 เมษายน 2557 จุลินทรีย์ 0

เชื้อราไมคอร์ไรซา คือ เชื้อที่ประกอบไปด้วยราอาบัสคูลาไมคอร์ไรซาที่มีชีวิต และสามารถดูดซึมธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ ไมคอร์ไรซาเป็นเชื้อราในดินกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณรากพืช และเจริญเข้าไปภายในราก โดยอยู่ร่วมกับรากพืชในรูปแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกล่าวคือ พืชให้อาหารจำพวกน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์แสงแก่ไมคอร์ไรซา ส่วนไมคอร์ไรซ่าช่วยดูดธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตส่งต่อให้แก่พืชอาบัสคูไมคอร์ไรซา จะสร้างเส้นใยเจริญรอบราก แล้วเข้าไประหว่างเซลล์และภายในเซลล์รากพืช โดยมีการสร้างโครงสร้างพิเศษ คือ เวสสิเคิล และอาบัสคูล เรียกว่าอาบัสคูมาไมคอร์ไรซ่ามักพบในพืชทั่วไป ได้แก่ ไม้ผลหลายชนิด ยางพารา และผักบางชนิด เป็นต้น

mycorrhizamai

ไมคอร์ไรซา มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคทางระบบรากของกล้าไม้และต้นไม้ ช่วยเพิ่มพื้นที่ ผิวของรากทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดชับน้ำและอาหารให้แก่ต้นไม้มากกว่าปกติ ช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียน ของธาตุอาหารในดินดีขึ้น ช่วยเปลี่ยนแปลง แร่ธาตุอาหารในดินจากสภาพที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ให้กลายสภาพที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้ ช่วยทำให้ระบบรากของต้นไม้ มีความแข็งแรงมีอายุยืนยาวนาน ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงแห้งแล้ง ความรุนแรงของสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น ร้อนจัด หนาวจัด สารพิษในดิน ความเป็นกรดหรือด่างที่มากหรือน้อยเกินไปเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถช่วยทำให้กล้าไม้มี อัตราการรอดตายสูง และช่วยเร่งให้ต้นไม้มีอัตราเจริญเติบโตสูงถึง 1-5 เท่าจากอัตราปกติ

ไมคอไรซา (อังกฤษ: Mycorrhiza) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อรากับรากพืชซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่าจุลินทรีย์ในไรโซสเฟียร์ เชื้อรากับรากพืชจะมีความสัมพันธ์ทั้งด้านโครงสร้างและการทำงาน แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

  • เอกโตไมคอไรซา เชื้อราจะรวมตัวเป็น pseudoparenchymatous sheath อยู่ด้านนอกหนือในส่วนอีพิเดอร์มิส แต่ไม่แทรกตัวเข้าในชั้นคอร์เท็กซ์ การรวมตัวกับเชื้อราทำให้โครงสร้างของรากพืชเปลี่ยนไปโดยสั้นลงหรือเกิด dichotomously branching cluster และมีเนื้อเยื่อเจริญน้อยลง เชื้อราจะได้ประโยชน์ในด้านได้สารอาหารจากพืช หลีกเลี่ยงการแย่งสารอาหารจากจุลินทรีย์อื่นๆในดิน ส่วนพืชจะมีจะมีอัตราการดูดซึมสารอาหารจากดินเพิ่มขึ้นเพราะเชื้อราช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดูดซึม เพิ่มความทนทานต่อเชื้อก่อโรคและสภาพแวดล้อม เอนไซม์จากเชื้อราช่วยย่อยสารอาหารให้ดูดซึมง่ายขึ้น
  • เอนโดไมคอไรซาเชื้อราจะแทรกตัวเข้าไปในชั้นคอร์เท็กซ์และส่วนที่มีชีวิตของรากพืช กลายเป็นกลุ่มของไมซีเลียม ข้อดีของเอนโดไมคอไรซาต่อพืชคือ ป้องกันการเกิดโรคในบริเวณคอร์เท็กซ์ เพิ่มการดูดซับไนโตรเจนให้แก่พืช และเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ฟอสฟาเตส ในกล้วยไม้พบความสัมพันธ์แบบนี้กับเชื้อรา เช่น Rhizoctoniaโดยเชื้อราจะม้วนตัวเป็นขดเข้าไปในชั้นคอร์เท็กซ์ และถูกดูดกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพืชจนแยกออกมาเป็นอิสระไม่ได้ เชื้อรายังช่วยให้เมล็ดกล้วยไม้งอกได้ดีขึ้น

ไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) มาจากภาษากรีกสองคำคือ Mycor แปลว่า รา และ Rhiza แปลว่า ราก ใช้เรียกการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (symbiotic associations) ของรากับรากพืชที่มีชีวิต โดยรานั้นต้องไม่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่อรากพืช ราที่อยู่อาศัยร่วมกับรากพืชจะได้รับสารประกอบคาร์บอนและสารอื่น ๆ จากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ส่วนพืชได้รับประโยชน์คือ ราช่วยเพิ่มการดูดซับน้ำและธาตุอาหารให้กับพืชและเพิ่มความสามารถในการทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเติบโต อันได้แก่ ความเป็นกรดเป็นด่างที่ไม่เหมาะสมของดิน ความแห้งแล้ง ดินเปรี้ยว ดินเค็ม เป็นต้น นอกจากนี้รายังช่วยป้องกันรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อโรคด้วย (Marx and Barnett, 1974)

mycorrhizaewad

ไมคอร์ไรซาแบ่งออกเป็น 7 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เอคโตไมคอร์ไรซา (ectomycorrhiza) อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา (arbuscular mycorrhiza) เอคเทนโดไมคอร์ไรซา (ectendomycorrhiza) อีรีคอยด์ไมคอร์ไรซา (ericoid mycorrhiza) โมโนโทรพอยด์ ไมคอร์ไรซา (monotropoid mycorrhiza) อาร์บูทอยด์ ไมคอร์ไรซา (arbutoid mycorrhiza) และ ออร์คิด ไมคอร์ไรซา (orchid mycorrhizas) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (Harley and Smith, 1983; Brundrett, 1996; Peterson et al., 2004)

1. เอคโตไมคอร์ไรซา (ectomycorrhiza)
เอคโตไมคอร์ไรซา (ectomycorrhiza) อาจถูกเรียกในชื่อ ectotrophic association หรือ sheathing mycorrhiza ราเอคโตไมคอร์ไรซาสร้างเส้นใยสานกันห่อหุ้มบริเวณผิวของรากแขนง มีลักษณะเป็นแผ่นเรียกว่า แผ่นแมนเทิล (mantle sheath) เส้นใยจะแทงผ่านชั้นเซลล์ผิว (epidermis) ของรากเข้าไปเจริญอยู่ระหว่างเซลล์ในชั้นคอร์เทกซ์ (cortex) ทำให้มีลักษณะคล้ายร่างแห เรียกว่า เส้นใยฮาร์ติกเน็ท (Hartig net) แต่ไม่พบเส้นใยดังกล่าวเจริญเข้าไปในชั้นของเอนโดเดอร์มิส (endodermis) และบริเวณชั้นท่อลำเลียงน้ำ แผ่นแมนเทิลทำหน้าที่เคลื่อนย้ายน้ำและธาตุอาหารจากดินสู่รากพืช ดูดซับและสะสมสารประกอบ ได้แก่ กลูโคส (glucose) ฟรุคโตส (fructose) ทรีฮาโรส (trehalose) แมนนิโทส (mannitose) ลิปิด (lipid) โปรตีน (protein) ฟีนอลลิก (phenolic) และสารกลุ่มโพลีฟอสเฟต (polyphosphate) เป็นต้น (Zak, 1973)

ectomycorrhiza

รากเอคโตไมคอร์ไรซามีการเปลี่ยนแปลงจากรากปกติ คือ มีการแตกแขนงเพิ่มขึ้น และมีขนาดของรากใหญ่ขึ้น เป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของรากในการดูดซึมธาตุอาหารและน้ำให้แก่ต้นไม้ (อุทัยวรรณ, 2537; Marks and Foster, 1973) จากการศึกษาของ Nardini et al. (2000) พบว่า Tuber melanosporum ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรากของกล้า Quercus ilex L. ทำให้กล้าไม้สามารถดูดซึมน้ำเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการศึกษาของ Wallander (2000) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการดูดซึมธาตุฟอสฟอรัสของกล้าสน Pinus sylvestris พบว่ากล้าสนที่ปลูกด้วยราเอคโตไมคอร์ไรซา Suillus variegates มีการดูดซึมธาตุฟอสฟอรัสมากกว่ากล้าสนที่ไม่ได้ปลูกรา เนื่องจากราช่วยย่อยสลาย apatite ให้เป็นธาตุฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูปซึ่งพืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยการปล่อยกรด oxalic ออกมา บริเวณรอบๆ ราก นอกจากนี้ราเอคโตไมคอร์ไรซา Pisolithus tinctorius ช่วยเพิ่มปริมาณธาตุอาหารในส่วนของใบ ลำต้น และรากของกล้าไม้สนสามใบและสนคาริเบีย ที่สำคัญได้แก่ ธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแมกนีเซียมและธาตุแคลเซียม (ธีรวัฒน์, 2533) ด้านการป้องกันรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อโรคนั้น มีตัวอย่างการศึกษาของ Duchesne et al. (1988) ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อปลูกราเอคโตไมคอร์ไรซา Paxillus involutus ให้กับกล้าสน Pinus resinosa สามารถเพิ่มความต้านทานต่อการเข้าทำลายของ Fusarium oxysporum f. sp. pini ได้มากกว่า 90 เปอร์เซนต์เนื่องจากเชื้อรา P. involutus ผลิต antibiotic บริเวณรอบรากทำให้ยับยั้งการงอกของสปอร์ได้ ราเอคโตไมคอร์ไรซาสามารถควบคุมไส้เดือนฝอยได้ ซึ่ง Duponnois et al. (2000) ได้ทดลองใช้ราเอคโตไมคอร์ไรซา Pisolithus spp. ควบคุมไส้เดือนฝอยรากปม Meloidogyne javanica ใน Acacia holosericea และพบว่าหลังจากปลูกเส้นใยบริสุทธิ์ของราเอคโตไมคอร์ไรซา Pisolithus spp. ให้กับต้นกล้า พบว่าต้นกล้าที่มีเอคโตไมคอร์ไรซามีการเติบโต ด้านมวลชีวภาพส่วนยอดและราก สูงกว่าต้นกล้าที่ไม่มีเอคโตไมคอร์ไรซา
รากเอคโตไมคอร์ไรซาอาจมี สีน้ำตาล เหลือง ขาว เขียว ดำ น้ำเงิน ทอง ขึ้นอยู่กับชนิดของราเอคโตไมคอร์ไรซาที่เข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับรากพืช สีของรากเอคโตไมคอร์ไรซาอาจไม่เกิดจากราแต่เกิดจากสีของเซลล์ชั้นแทนนิน (Marks and Foster, 1973; Zak, 1973) Wilcox (1982) พบว่าสีและลักษณะผิวของรากเอคโตไมคอร์ไรซาแตกต่างกันไป เนื่องจาก สี ความหนาของแผ่นแมนเทิล ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากได้รับอิทธิพลของความเป็นกรดเป็นด่างของดินบริเวณที่ราอาศัยอยู่ ผิวของแผ่นแมนเทิลอาจมี rhizomorph เจริญยื่นออกมาได้ ส่วนใหญ่แล้วมีสีเข้มกว่าแผ่นแมนเทิล มีขนาดและลักษณะผิวแตกต่างกัน ได้แก่ ผิวเรียบ คล้ายกำมะหยี่ หรือคล้ายขนสัตว์ เป็นต้น (Zak, 1973)

สำหรับราที่เป็นเอคโตไมคอร์ไรซาส่วนใหญ่อยู่ในชั้น (class) Basidiomycetes มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นราในชั้น Ascomycetes และมีเพียง 1 สกุล (genus) ที่อยู่ในชั้น Zygomycetes คือ สกุล Endogone Brundrett et al. (1996) รายงานว่า พืชที่มีเอคโตไมคอร์ไรซาเกือบทั้งหมดเป็นพืชป่าไม้ ได้แก่ วงศ์ Pinaceae, Fagaceae, Betulaceae, Salicaceae, Juglandaceae, Caesalpiniaceae, Dipterocarpaceae, Myrtaceae และ Tiliaceae

2. อาร์บัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซา (arbuscular mycorrhiza)
ราเอนโดไมคอร์ไรซาไม่สร้างแผ่นแมนเทิลมีเส้นใยที่แทงผ่านผนังเซลล์ชั้นเซลล์ผิวเข้าไปเจริญอยู่ภายในเซลล์ของชั้นเซลล์ผิวและชั้นคอร์เทกซ์ แต่เส้นใยของราจะไม่เจริญเข้าไปในเซลล์ชั้นเอนโดเดอร์มิส และชั้นท่อลำเลียงน้ำและอาหาร ราจะสร้างโครงสร้าง 2 แบบ เพื่อทำหน้าที่ดูดอาหารคือ โครงสร้างที่มีรูปร่างกลมและผนังบาง เรียกว่า เวสสิเคิล (vesicle) หรืออาจสร้างโครงสร้างที่มีผนังหนา แตกแขนงคล้ายรากไม้ เรียกว่า อาบัสคูล (arbuscule) ใช้สำหรับสะสมธาตุอาหาร รากที่มีเอนโดไมคอร์ไรซาจะมีรูปร่างเช่นเดียวกับรากพืชปกติทั่วๆไป (Harley and Smith, 1983; Brundrett et al., 1996) ปัจจุบันนิยมเรียกความสัมพันธ์ชนิดนี้ว่า arbuscular mycorrhiza จากเดิมที่เคยเรียกว่า endomycorrhiza และ vesicular-arbuscular mycorrhiza (Peterson et al., 2004)
ราเอนโดไมคอร์ไรซาเป็นราที่อาศัยอยู่ในดิน ส่วนใหญ่จัดอยู่ในชั้น Glomeromycetes ประกอบด้วย 4 อันดับ คือ Archaesporales, Paraglomerales, Diversisporales และ Glomerales ความสัมพันธ์แบบเอนโดไมคอร์ไรซาพบในพืชเกือบทุกชนิด ทั้งที่เป็นพืชกลุ่ม gymnosperm เช่น สกุล Thuja, Sequoia, Metasequoia และพืชกลุ่ม angiosperm ยกเว้นพืชในวงศ์ Brassicaceae, Chenopodiaceae นอกจากนี้ราเอนโดไมคอร์ไรซาหลายชนิดพบในพืชไร่ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว ถั่วเหลือง องุ่น ฝ้าย เป็นต้น และพบในพืชสวนหลายชนิด เช่น กุหลาบ ลิลลี่ คาเนชั่น เป็นต้น (Peterson et al., 2004)

3. เอคเทนโดไมคอร์ไรซา (ectendomycorrhiza)
ไมคอร์ไรซาชนิดนี้มีลักษณะของเอคโตไมคอร์ซาและเอนโดไมคอร์ไรซาอยู่ด้วยกัน ราเอคเทนโดไมคอร์ไรซาอาจสร้างแผ่นแมนเทิล และเส้นใยฮาร์ติกเน็ทเหมือนกับเอคโตไมคอร์ไรซาขึ้น และสร้างเส้นใยภายในเซลล์ชั้นเซลล์ผิวและชั้นคอร์เทกซ์ด้วย เส้นใยที่เจริญเข้าไปภายในเซลล์มีรูปร่างคล้ายขดลวด (Brundrett et al., 1996; Peterson et al., 2004)
Mikola (1965) และ Harley and Smith (1983) พบว่าราเอคเทนโดไมคอร์ไรซาส่วนใหญ่อยู่ในชั้น Basidiomycetes และ Ascomycetes มีการสร้าง chlamydospore อยู่ภายในเส้นใยแต่ไม่พบการสร้าง conidium และโครงสร้างสืบพันธุ์อื่น ๆ ราเอคเทนโดไมคอร์ไรซาที่พบใน Pinus contorta จัดอยู่ในชั้น Ascomycetes ในอันดับ Pezizales เช่น Wilcoxina mikolae var. mikolae,W. mikolae var. tetraspora และ W. rehmin ความสัมพันธ์แบบเอคเทนโดไมคอร์ไรซาพบในพืชตระกลูสน 2 สกุล คือ สกุล Pinus มีประมาณ 100 ชนิด และสกุล Larix มีประมาณ 10-20 ชนิด (Peterson et al., 2004)

4. อีรีคอยด์ไมคอร์ไรซา ไมคอร์ไรซา (ericoid mycorrhiza)
รากพืชที่มี ericoid mycorrhiza อาศัยอยู่นั้นจะมีลักษณะพิเศษคือ มีรากแขนง (lateral roots) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแคบ ๆ เรียกว่า hair root ขึ้น รา ericoid mycorrhiza สร้างเส้นใยเจริญพันกันคล้ายขดลวด ไม่สร้างแผ่นแมนเทิลและเส้นใยฮาร์ติกเน็ท ericoid mycorrhiza มีบทบาทในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุอาหาร รา ericoid mycorrhiza ที่พบ ได้แก่ Pezizella ericae และ Oidiodendron sp. ซึ่งอยู่ในชั้น Ascomycetes (Peterson et al., 2004) บางชนิดเป็นราในชั้น Basidiomycetes (Brundrett et al., 1996) พืชในอันดับ Ericales โดยเฉพาะพืชในวงศ์ Ericaceae, Epacridaceae และ Empetraceae มีความสัมพันธ์แบบ ericoid mycorrhiza (Harley and Smith, 1983; Peterson et al., 2004)

mycorrhizazoom

5. โมโนโทรพอยด์ ไมคอร์ไรซา (monotropoid mycorrhiza)
รา monotropoid mycorrhiza สร้างแผ่นแมนเทิลซึ่งบางครั้งมีความหนามากบริเวณรอบราก สร้างเส้นใยฮาร์ติกเน็ทบริเวณชั้นเซลล์ผิว และพบเส้นใยแทงเข้าไปในเซลล์ของชั้นเซลล์ผิว ต่อมาเจริญเป็น haustorium ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยสั้น ๆ ไม่แตกแขนง (Harley and Smith, 1983; Peterson et al., 2004) รา monotropoid mycorrhiza จัดอยู่ในชั้น Basidiomycetes ได้แก่ Tricholoma, Russula ส่วนใหญ่พบในพืชวงศ์ Monotropaceae สำหรับสกุลที่พบในแถบเอเซีย ได้แก่ Cheilotheca, Monotropa และ Pleuricospora (Peterson et al., 2004) มักพบไมคอร์ไรซาชนิดนี้อยู่ร่วมกับไม้ป่าหลายชนิด เช่น บีช (beech) สน (pine) และ conifer ชนิดอื่น ๆ (Harley and Smith, 1983)

6. อาร์บูทอยด์ ไมคอร์ไรซา (arbutoid mycorrhiza)
รา arbutoid mycorrhiza สร้างแผ่นแมนเทิลและเส้นใยฮาร์ติกเน็ท เจริญระหว่างเซลล์ชั้นเซลล์ผิว หรืออาจสร้างเส้นใยคล้ายขดลวดขึ้นภายในเซลล์ ราที่มีความสัมพันธ์เช่นนี้จัดอยู่ในชั้น Basidiomycetes บางครั้งอาจพบราจัดอยู่ในชั้น Ascomycetes และ Zygomycetes ด้วย (Brundrett et al., 1996) พืชที่มีความสัมพันธ์กับไมคอร์ไรซาชนิดนี้คือ พืชสกุล Arbutus และสกุล Arctostaphylos ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Ericaceae และหลายสกุลในวงศ์ Pyrolaceae เช่น สกุล Pyrola (Peterson et al., 2004)

7. ออร์คิด ไมคอร์ไรซา (orchid mycorrhiza)
รา orchid mycorrhiza สร้างเส้นใยที่มีลักษณะคล้ายขดลวดภายในเซลล์ เรียกว่า pelotons อาจเรียกว่าเป็นเอนโดไมคอร์ไรซาชนิดหนึ่ง ราที่มีความสัมพันธ์แบบไมคอร์ไรซาชนิดนี้จัดอยู่ในชั้น Basidiomycetes ตัวอย่างเช่น Rhizoctonia ซึ่งสามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดกล้วยไม้ได้ พืชวงศ์กล้วยไม้ (Orchidaceae) หลายชนิดมีความสัมพันธ์แบบ orchid mycorrhiza เช่น Paphiopedilum sp., Cephalanthera longibracteata เป็นต้น (Peterson et al., 2004)

ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า คือ ปุ๋ยที่ประกอบไปด้วยราอาบัสคูลาไมโคไรซ่าที่มีชีวิต และสามารถดูดซึมธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ได้ ไมโคไรซ่าเป็นเชื้อราในดินกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณรากพืช และเจริญเข้าไปภายในราก โดยอยู่ร่วมกับรากพืชในรูปแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกันกล่าวคือ พืชให้อาหารจำพวกน้ำตาลที่ได้จากการสังเคราะห์แสงแก่ไมโคไรซ่า ส่วนไมโคไรซ่าช่วยดูดธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตส่งต่อให้แก่พืชอาบัสคูไมโคไรซ่า จะสร้างเส้นใยเจริญรอบราก แล้วเข้าไประหว่างเซลล์และภายในเซลล์รากพืช โดยมีการสร้างโครงสร้างพิเศษ คือ เวสสิเคิล และอาบัสคูล เรียกว่าอาบัสคูมาไมโคไรซ่ามักพบในพืชทั่วไป ได้แก่ ไม้ผลหลายชนิด ยางพารา และผักบางชนิด เป็นต้น

mycorrhizas

ประโยชน์ของปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า
ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรากพืชในการดูดน้ำและธาตุอาหาร การใช้ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า ช่วยให้รากพืชแตกแขนงมากขึ้น รวมทั้งเส้นใยของราที่เจริญห่อหุ้มรอบรากถือเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดน้ำ และธาตุอาหาร ช่วยให้พืชเจริญเติบโตและทนแล้งได้ดี ปุ๋ยชีวภาพชนิดนี้ยังช่วยดูดธาตุอาหารที่สลายตัวยากหรืออยู่ในรูปที่ถูกตรึงไว้ในดิน ส่งต่อให้กับพืชผ่านผนังเส้นใยของราไมโคไรซ่า สู่ผนังเซลล์ของรากพืช โดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัส ซึ่งมักถูกตรึงโดยการรวมตัวกับเหล็ก อะลูมินัม แคลเซียม หรือแมกนีเซียม ทำให้ละลายน้ำได้ยากและไม่เป็น

ประโยชน์ต่อพืช
ช่วยให้พืชทนทานต่อโรครากเน่าหรือโคนเน่าที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา โดยเมื่อราไมโคไรซ่าเข้าไปอาศัยอยู่ในรากพืชก่อนแล้วจะช่วยป้องกัน ไม่ให้เชื้อราที่เป็นสาเหตุโรครากเน่า เข้าสู่รากพืช ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่ายังสามารถใช้ร่วมกับสารเคมีทางการเกษตรบางชนิด ได้แก่ สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น endrin, chlordane, methyl, parathion, methomyl, carbofuran เป็นต้น สารกำจัดวัชพืช เช่น glyphosate, fluazifopbutyl, เป็นต้น สารกำจัดโรคพืช เช่น captan, benomyl, maNEBTRIFORINE, MANCOZEB และ zinneb เป็นต้น ปุ๋ยชนิดนี้ยังช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ได้ครึ่งหนึ่งของอัตราการใช้ปุ๋ยปกติในไม้ผล นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มคุณภาพ และผลผลิตพืชและที่สำคัญไปกว่านั้น การใส่ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าครั้งเดียวอยู่ในรากพืชไปตลอดชีวิตของพืช

วิธีใช้
สามารถใช้ปุ๋ยชีวภาพอาบัสคูลาไมโคไรซ่าได้ดีกับไม้ผล ไม้ยืนต้น ยางพารา และผักบางชนิดโดยการคลุกผสมปุ๋ยชีวภาพอาบัสคูลาไมโค-ไรซ่า2 – 3 กรัม หรือครึ่งช้อนชาต่อต้น กับดินที่ใช้เพาะชำกล้าพืชยืนต้น ไม้ผล หรือโรยให้สัมผัสรากฝอยของพืชหลังจากกิ่งชำงอกรากแล้วอย่างน้อย 1 เดือน จึงย้ายปลูกลงแปลงไม้ผล ไม้ยืนต้น ยางรารา อายุมากกว่า 1 ปี ใส่ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า 10 กรัม หรือ 1 ช้อนโต๊ะปาด ต่อพืช 1 ต้น แต่ถ้าให้ได้ผลดี ควรใส่ในระยะต้นกล้าหรือรองก้นหลุมก่อนปลูก ทั้งนี้ พืชที่โตแล้วให้ขุดเป็นร่องบริเวณทรงพุ่ม หรือเกลี่ยใบไม้ที่คลุมอยู่ ออกจนพบรากฝอยแล้วโรยปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าให้สัมผัสกับรากฝอยจนรอบทั้งต้น จากนั้นจึงกลบรากดังเดิม รดน้ำตามความเหมาะสม

mycorrhizasong

วิธีใช้เชื้อไมเคอร์ไรซ่า มันขึ้นอยู่กับขนาดของต้น ถ้าต้นยิ่งใหญ่ก็ยิ่งใช้เชื้อมาก เช่นการปลูกยางพาราเป็นต้นถ้าต้นยางเล็กใช้แค่10กรัม คือผสมหรือคลุกกับปุ๋ยอินทรีย์1กระป๋องนม ลองก้นหลุม หรือ ที่เห็นชัดก็คือการตอนกิ่งไม้ ใช้ขุยมะพร้าวแช่น้ำตามปกติแต่เพิ่มโพลิเมอร์ลงไปด้วยครึ่งนึ่งหรือ1/4 แล้วเราก็ผสมเชื้อไมคอร์ไรซ่าลงไปด้วยซัก5กรัม แล้วท่านก็ไม่ต้องลดน้ำอีกมันก็อยู่ได้แล้วถ้าต้นใหญ่แล้วก็อาจจะต้องใช้ทั้งซอง 500 กรัม เพราะต้องใส่รอบทรงพุ้มโดยผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ ประโยชน์ของเชื้อไมคอร์ไรซ่าใส่เพียงคร้งเดียวก่อนปลูกมันจะอยู่กับต้นไม้ของท่านจนวันตาย คิอ

  1. ช่วยตรึงไนโตเจนในอากาศมาเป็นปุ๋ย
  2. ละลายฟอสฟอรัสที่ตกค้างอยู่ในดินและโปรแตสเซี่ยมเช่นจากขี้เถ้าแกลบมาเป็นปุ๋ย
  3. ช่วยปรับphให้กับพืชให้เหมาะสมกับพืชให้ลืมเรื่องรากเน่าไปเลย
  4. ช่วยพืชได้ทนแล้งมากขึ้น
  5. ถ้าใช้แล้วเมื่อต้นไม้โตแล้วจะเกิดเห็ดมาให้ท่านกิน

การเก็บรักษา
เก็บรักษาปุ๋ยชีวภาพอาบัสคูมาไมโคไรซ่าไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิห้องปกติ สามารถอยู่ได้นาน 1 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของไมโคไรซ่า

ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าร่วมกับสารกำจัดโรคพืชพวก fosetyl, metalaxyl และ mancozeb + metalaxyl เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้ มีผลบับยั้งการเจริญเติบโตของไมโคไรซ่าและห้ามเก็บปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าที่อุรหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หรือโดนแสงแดดโดยตรง

การจำหน่าย
ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าชนิดอาบัสคูมาไมโคไรซ่า ขนาดบรรจุ 500 กรัม โดยมีจำนวนสปอร์มากกว่า 25 สปอร์ ต่อกรัม จำหน่ายถุงละ 60 บาท สำหรับไม้ผล ได้แก่ มะม่วง ขนุน ทุเรียน มังคุด ส้ม มะนาว ลำไย สับปะรด มะละกอ ลองกอง และมะขามหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ยางพารา สบู่ดำ รวมทั้งพืชผัก ได้แก่ หน่อไม่ฝรั่ง

ท่านที่มีความประสงค์จะซื้อปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่าหรือขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตรมีนักวิชาการที่จะคอยตอบข้อสงสัย โดยสอบถามข้อมูลได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2579-0065 หรือ 0-2579-7522-3 ในวัน เวลา ราชการ

ป้ายคำ :

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหมวด จุลินทรีย์